ผักกาดหอม
จะว่าไปแล้วการเมืองไทยก็ไม่ได้เลวร้ายอะไร หากเทียบกับการเมืองอเมริกาวันนี้
คงผ่านหูผ่านตาไปแล้วกับการกล่าวสุนทรพจน์ของ “โดนัลด์ ทรัมป์” ในที่ประชุมใหญ่สหประชาชาติ ที่มหานครนิวยอร์ก
“…ในขณะที่คนอื่นพูดถึงสันติภาพ ผมได้สร้างสันติภาพ ในขณะที่คนอื่นเพิกเฉยต่อภัยคุกคาม ผมกลับเผชิญหน้ากับมัน…”
เอาที่สบายใจเลยครับทั่น!
เห็นมั้ยครับการเมืองไทยดูดีขึ้นเป็นกองเลย
ยิ่งกว่าหนังขายยา
“ทรัมป์” ก่อสงคราม สร้างความฉิบหายไปทั่วโลก แต่กลับยกย่องตัวเองในที่ประชุมผู้นำโลกว่า เป็นผู้สร้างสันติภาพ
คนที่เชื่อคงรับประทานหญ้าครับ
ประโยคถัดไป “ทรัมป์” บอกว่า…
“…ผมต้องตัดสินใจครั้งใหญ่ว่าจะทำข้อตกลงกับอิหร่านเพื่อให้พวกเขาสร้างประเทศขึ้นมาใหม่ที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิมหรือไม่
หรือผมจะทำลายสาธารณรัฐอิสลามอย่างฉับพลัน โดยไม่ให้พวกเขามีโอกาสฆ่าและทำลายผู้คนและประเทศอื่นอีกต่อไป
ผมจะขับไล่พวกเขาลงนรกโดยไม่ให้มีโอกาสรอดชีวิตดีหรือไม่…”
ถุย!
แต่นี่คือคำพูดของผู้นำสหรัฐฯ ประเทศที่เป็นแบบอย่างประชาธิปไตยในใจของคนไทย พรรคการเมืองไทย จำนวนไม่น้อย
ฉะนั้นเมื่อต้นแบบเป็นแบบนี้ ก็อย่าไปเกรี้ยวกราดกับนักการเมืองไทยเลยครับ เพราะอย่างน้อยก็ไม่มีใครออกมาประกาศแบบ “ทรัมป์”
สวนทางกันด้วยซ้ำ
เช่นประเด็นที่ “ทรัมป์” เรียกร้องให้ทุกชาติที่เป็นสมาชิกของศาลอาญาระหว่างประเทศถอนตัวออกจากองค์กรดังกล่าวที่เขาระบุว่า “ควบคุมไม่ได้”
“สหรัฐอเมริกาคัดค้านสถาบันที่ควบคุมไม่ได้อย่างศาลอาญาระหว่างประเทศ และผมขอเรียกร้องให้ทุกชาติที่เป็นสมาชิกของศาลอาญาระหว่างประเทศลาออกจากสถาบันนอกรีตนี้โดยทันที”
สถาบันนี้นักการเมืองไทยบางพวกเรียกร้องหัวชนฝาว่า รัฐบาลไทยต้องลงนามเดี๋ยวนี้!
จะเอาอาชญากรการเมืองไปขึ้นศาลโลก
และการต่อสู้เรื่องนี้มันลุกลามไปถึง สถาบันพระมหากษัตริย์
และนั่นคือเป้าหมายที่แท้จริง
เหตุใดประเทศไทยจึงไม่เข้าเป็นภาคีของธรรมนูญกรุงโรมว่าด้วยศาลอาญาระหว่างประเทศ (International Criminal Court: ICC)
ประเด็นสำคัญที่สุดคือ ข้อ ๒๗ ของธรรมนูญกรุงโรม กำหนดให้ประมุขของรัฐไม่ได้รับการยกเว้นจากความรับผิดทางอาญาตามธรรมนูญศาลนี้
ไม่ว่ากรณีใดและจะไม่เป็นมูลเหตุให้ลดหย่อนโทษ
หมายความว่าถ้าไทยเข้าเป็นภาคีก็จะต้องปฏิบัติตามพันธกรณีข้อนี้ด้วย
แต่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๖ ระบุว่า องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใดๆ มิได้
นี่เป็นข้อติดขัดประการหนึ่ง ซึ่งหากไทยจะเข้าเป็นภาคี ก็จำเป็นจะต้องมีการดำเนินการเพื่อรองรับพันธกรณีตามข้อ ๒๗
ไทยจะต้องคำนึงถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ที่มีสถานะพิเศษในบริบททางสังคม การเมืองและกฎหมายของไทย
แต่ในมุม “ทรัมป์” หนักเลยครับ
ศาลอาญาระหว่างประเทศ เป็นสถาบันนอกรีต
มีหลายสาเหตุครับที่ “ทรัมป์” ต่อต้าน ICC
เท่าที่สื่อตะวันตกวิเคราะห์ก็ล้วนเพื่อรักษาผลประโยชน์ของอเมริกาทั้งสิ้น
อาทิ ปกป้อง เบนจามิน เนทันยาฮู ผู้นำอิสราเอล ที่ถูก ICC ออกหมายจับ ในข้อหาก่ออาชญากรรมสงครามในกาซา
“ทรัมป์” ต้องการปกป้องอิสราเอลซึ่งเป็นพันธมิตรอันดับหนึ่ง ที่มักร่วมก่อสงครามในตะวันออกกลางด้วยกัน
ICC เคยเปิดสอบสวนพฤติกรรมของกองทัพสหรัฐฯ ในอัฟกานิสถาน แต่ “ทรัมป์” ไม่ยอม
ประกาศกร้าวว่าจะไม่ยอมให้ทหารอเมริกันถูกศาลต่างชาติไต่สวนหรือดำเนินคดีใดๆ จากการไปทำสงคราม
“ทรัมป์” ไม่ได้พูดอย่างเดียว แต่ลงมือทำไปแล้ว
รัฐบาลทรัมป์ใช้วิธีคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ
เช่น การอายัดทรัพย์สินและห้ามเจ้าหน้าที่ของ ICC เดินทางเข้าสหรัฐฯ เพื่อกดดันและพยายามยุติการทำงานของศาล
ทั้ง สหรัฐฯ และอิสราเอล ต่างก็ไม่ได้เป็นสมาชิกของ ICC และไม่ได้ลงนามรับรองศาลนี้ “ทรัมป์” จึงมองว่า ICC ไม่มีอำนาจทางกฎหมายเหนือพลเมืองหรือกำลังพลของสหรัฐฯ
พรรคประชาชนสืบทอดอุดมการณ์มาจากพรรคก้าวไกล มีนโยบายให้ประเทศไทยเข้าให้สัตยาบันต่อ ICC
เป็นพรรคการเมืองเพียงพรรคเดียวที่นำเสนอเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่อง โดยให้เหตุผลว่าเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติและการลอยนวลพ้นผิดในอนาคต
แต่ก็เป็นที่รู้กันว่าเป้าหมายของพรรคส้มอยู่ตรงไหน
เหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองหลายครั้งมีการเสนอให้ ICC เข้ามาสอบสวน โดยเฉพาะการสลายการชุมนุมปี ๒๕๕๓
พรรคส้มดูขยันขันแข็งเรื่องนี้ มากกว่าพรรคสีแดง ที่ได้รับผลกระทบจากอดีตโดยตรง
โลกวันนี้เปลี่ยนไปเยอะ อเมริกาไม่แคร์อะไรทั้งนั้นขอแค่ตัวเองได้ประโยชน์
แต่พรรคการเมืองในไทยยังมองภาพประชาธิปไตยในตะวันตกคือตัวอย่างที่ต้องเดินตาม
ก็ขึ้นบัญชีไว้อีกเรื่องครับ
เอาไว้พรรคส้มเป็นรัฐบาล นอกจากเร่งแก้ ม.๑๑๒ แล้ว
อย่าลืมลงนาม ICC ด้วย
จะได้ครบถ้วนกระบวนความ.
