เปลว สีเงิน
เกิดปัญหาโลกแตกขึ้นแล้วละครับ!
ผมคิดจนหัวกระบาลจะแตก
ก็ยังตอบไม่ได้
ท่านใดสมองใส ปัญญาเลิศ ช่วยตอบทีเถอะครับ
คือ มีท่านหนึ่งโพสต์ข้อความนี้
ไม่มีการเยียวยาใดๆ……
“ภรรยาวินฯ เผย ตั้งแต่เริ่มยังไม่ได้รับการเยียวยาใดๆ จากฝั่งคู่กรณี”
“ภรรยาวินฯ” ที่ว่านี้ น่าจะหมายถึงภรรยาของ “บอล” ขาใหญ่วินมอไซค์ห้วยขวางที่ “เปิดก่อน” โดยโดดถีบ ตชด. “ส.ต.อ.นำทัพ” จนคะมำพื้น
แล้วลูกน้องก็สวมบท “หมาหมู่” วิ่งกรู หมายไปรุมยำตีน
เลยถูก ตชด.สวนด้วย ๙ มม.เปรี้ยง..เปรี้ยง..เปรี้ยง
“ลูกพี่กับลูกน้อง” ขึ้นไปเฝ้าพระอินทร์ ๒ ศพ
เหลือหนึ่ง
ที่เหลือนับว่าโชคดี ลูกพี่บอล กระสุนตัดขั้วหัวใจ แต่คนที่เหลือ กระสุนตัดขั้วไข่ไปหนึ่งเม็ด เหลือไว้ให้หนึ่งเม็ด
เป็น “วินฯ ไข่ทองแดง”!
เรื่องราวความเป็นมา ก็เป็นอย่างนี้แหละครับ..พี่น้อง ทีนี้ ฝ่ายภรรยา “บอล-ขาใหญ่” เขาตัดพ้อว่า
“เขายังไม่ได้รับการเยียวยาจากฝั่งคู่กรณีเลย”!?
เจอเข้าอีดอกนี้ ทำเอาผมมึนตึ้บ
ตอบไม่ถูก ว่าฝ่าย ตชด.ที่ถูกถีบ เมื่อถูกถีบแล้ว ควรต้องไปขอบคุณและเยียวยา “เมียคนที่ถีบ”
หรือเมียคนที่ถีบ ควรมาขอโทษเยียวยา ตชด.ที่ถูกผัวเธอถีบ!?
หรือไม่ต้องเลย
“ต่างคน-ต่างไปตามทาง”
ตชด.ก็ตกเป็นผู้ต้องหาฆ่าคนตาย ไปเข้าสู่กระบวนศาล รอคำพิพากษา ว่าจะติดคุกหรือไม่ติดคุก
บอล-ขาใหญ่กับลูกน้อง เมื่อถีบและรุมยำตีนเขาแล้วเจอ ๙ มม.ก็ไปรายงานตัว
รอคำพิพากษาจาก “พระยายมราช” ว่า จะส่งขึ้นบนหรือลงล่าง
ไปถีบเขาก่อน เขาเลยโป้งเข้าให้
แล้วแบบนี้ จะไปเอาค่าเยียวยาจากเขา แบบนี้ก็ยังคิดได้เนอะ?
ที่พ่อของ ตชด.จะไปคารวะศพ ยังไร้เยื่อ-ไร้ยาง บอก…อย่ามา ไม่ต้องมา แล้วทีนี้ ถามหาการเยียวยา
ยาน่ะ พอมี
แต่เยียวนี่ ไม่รู้จะไปหาจากที่ไหน!
ผัวคุณตาย คุณทุกข์ ก็เข้าใจ
ตชด.ต้องติดคุก พ่อเขาก็ทุกข์ คุณก็ต้องเข้าใจ
ในเมื่อ “ต่างฝ่าย-ต่างกระทำ” ดังนั้น “ต่างฝ่าย-ต่างก็ต้องรับผลที่ทำ”
นั่นก็คือ ฝ่ายบอลขาใหญ่ห้วยขวาง ก็ไปเยียวยากันเอง ฝ่าย ตชด.ขาเล็ก ก็ไปเยียวยากันเอง
ผมว่างี้ ใครเห็นด้วย ยกหัวนิ้วโป้งขึ้น
ใครไม่เห็นด้วย คว่ำหัวนิ้วโป้งลง!
ฟังข่าวด้าน “บอล-ขาใหญ่” ไปแล้ว มาฟังข่าวด้าน ตชด.ขาเล็กบ้าง
คือมีผู้โพสต์เนื้อหาตรงกันหลายราย ทั้งตอนนี้และก่อนหน้านี้ แต่ผมยังไม่พบการยืนยันจากทางราชการ คืออย่างนี้ครับ
……………………………….
“พื้นที่ขยี้ข่าว”
เรื่องราวดีๆ ที่ทำให้ใจฟู! ล่าสุดมีรายงานยืนยันแล้วว่า
“สิบตำรวจเอกนำทัพ”
สามารถปฏิบัติหน้าที่ในราชการเพื่อดูแลและปกป้องพี่น้องประชาชนต่อไปได้สำเร็จ
จากข้อความอ้างอิงที่มี รายงานว่า “สิบตำรวจเอกนำทัพ สามารถรับราชการปกป้องบ้านเมืองต่อได้”
ถือเป็นข่าวดีและเป็นกำลังใจสำคัญให้กับคนที่ตั้งใจทำงานเพื่อส่วนรวม
ขอเป็นอีกหนึ่งกำลังใจ…
ให้คุณตำรวจทำหน้าที่ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและเคียงข้างประชาชนต่อไปครับ
………………………………
ก็นี่แหละครับ
เมื่อวาน เห็นหลายเจ้าโพสต์แสดงความยินดีกับ ส.ต.อ.นำทัพ ความจริง ส.ต.อ.นำทัพ อยู่ระหว่างฝากขังศาล และศาลให้ประกันตัว
ในชั้นนี้ ยังเป็นแค่ผู้ถูกกล่าวหา ทางต้นสังกัดจะให้ปฏิบัติหน้าที่ราชการต่อไปในระหว่างคดี ก็เป็นไปได้
เพราะเหตุที่เกิดเป็นคดีนั้น เป็นเรื่องที่สังคมเข้าใจในความจำเป็นที่ต้องทำได้
เพราะไม่ใช่เกิดจากไปก่ออาชญากรรม ปล้น ฆ่า ข่มขืน หรือบ่อนทำลายประเทศชาติ
แต่นี่ เพราะป้องกันชีวิตตัวอย่างหนึ่ง และอีกอย่าง เพื่อพิทักษ์ศักดิ์ศรีและเกียรติภูมิของตำรวจตระเวนชายแดน
ดังนั้น การไม่ต้องให้ออกจากราชการไว้ก่อน เป็นเรื่องที่ประชาชนเข้าใจได้ และต้องการให้เป็นเช่นนั้น
ด้วยเหตุผลนี้…
ผมจึงคล้อยตามข่าวที่ว่า ส.ต.อ.นำทัพ ได้กลับไปปฏิบัติหน้าที่ ช่วงคดีอยู่ระหว่างการสอบสวน ยังไม่ขึ้นสู่ศาล
เท่าที่ดู-ที่ฟัง “ตชด.รอรัก” คนนี้ แฟนรุมรัก-รุมเห็นใจตรึม!
ถึงขั้นคุณ “สายไหมต้องรอด”….
ปวารณาตัวเป็นโยมอุปัฏฐาก ดูแลและจัดหาทนายพร้อมส่งปิ่นโต-โอเลี้ยง ให้ ส.ต.อ.นำทัพ เสร็จสรรพ!
การฆ่าคน บางที…ในบริบทของมัน มันก็เป็นการทำความดีให้สังคมอย่างหนึ่งเหมือนกัน
เช่น กรณี ส.ต.อ.นำทัพ เป็นต้น เป็นบทเรียนสำหรับทุกคน ว่าการจะตัดสินใคร “คนใด-คนหนึ่ง”
อย่าตัดสิน เฉพาะที่หูได้ยิน เฉพาะเหตุการณ์ที่ตาเห็น เพราะนั่น บางทีเป็นเพียง “ผล” ของ “เหตุ” ที่เรายังไม่รู้เลย
เราต้องสืบสาวราวเรื่องไปที่ต้นเหตุให้ได้ความชัดก่อนว่ามันเป็นมาอย่างไร และความเป็นมาที่เรารู้แล้ว-เข้าใจแล้วนั่นแหละ
จะเป็นตัวกระตุ้น “มโนธรรมสำนึก” เราว่า…
เรื่องนั้น มีเหตุให้เราควรเห็นใจ ด้วยเข้าใจได้ หรือไม่ควรเห็นใจ!
อย่างกรณี ส.ต.อ.นำทัพ ถ้าเราไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ รู้เพียงว่า “ตชด.ยิงคนตาย ๒ ศพ”
สามัญสำนึกจะเกิดทันทีว่า “ตำรวจก็คือโจรในเครื่องแบบ” ดีๆ นี่เอง
แล้วเราก็จะเกลียดตำรวจ เห็นใจ ๒ ศพนั่น
“ลมเพ-ลมพัด” สงสารคนตาย ว่าเป็นเหยื่อตำรวจปืนโหด ควักเงินบริจาคให้ญาติผู้ตายเป็นการ “เยียวยาจิตใจ” ซะด้วยซ้ำ
แต่ถ้ารู้ถึงต้นเหตุว่า อ้อ…
ที่ตาย เพราะกร่าง ไล่ถีบตำรวจเขาก่อนจนล้มกระเด็นเกนเก้
แล้วพวกก็วิ่งกรูไปรุมกระทืบเขา ตำรวจจึงยิงเอา!
ก็จะร้องอ๋อ…มันอย่างนี้เองหรือ
แล้วคำที่ตามมาก็คือ สมควรแล้วละ สมน้ำหน้า!
นี่คือตัวอย่างในการรับรู้ “ทุกเรื่องราว” ฟังปุ๊บ อย่าเพิ่งตัดสินใจว่าอะไรผิด-อะไรถูก
ให้ใคร่ครวญ-ไตร่ตรอง ค้นหาความจริงให้ครบด้านก่อน ค่อยตัดสินใจ แล้วชีวิตจะไม่รู้จักคำว่า “ผิดพลาด”!
อย่างเรื่องเมื่อวาน (๒๓ มิ.ย.๖๙)
ใครเคยรู้บ้างว่า ไฟฟ้าสองข้างทางตามถนนสาธารณะทั่วประเทศนั้นน่ะ ไม่ได้ฟรี ไม่ได้เป็นบริการสาธารณะจากหลวงนะ
ที่แท้จริง….
ค่าไฟสาธารณะและไฟส่องสว่างริมทางหลวงในหลายพื้นที่ ทั้งใน กทม.และทั่วประเทศ ถูกนำไปรวมอยู่ในค่า Ft ของบิลค่าไฟประชาชน
คือ ทุกหลอด ทุกดวง ทุกแสงสว่าง
ประชาชนจ่าย บวกอยู่ในบิลค่าไฟประจำเดือนของผู้ใช้ไฟหลวงทุกคน!?!
เพิ่งบรรลุธรรมกันเมื่อวานนี้เอง….
เมื่อ “นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์” รมว.พลังงาน ออกมาพูดเรื่องนี้ ที่รัฐบาลก่อนๆ หมกกันทิ้งไว้เป็นสิบๆ ปี
เป็น “มรดกบาป” ตกทอดถึงประชาชนทุกคนต้องแบกรับถึงทุกวันนี้ และถ้ารัฐมนตรีเอกนัฏไม่ออกมาพูด
“รัฐก็จะโกงราษฎร์” ต่อไปโดยไม่มีใครรู้และไม่มีรัฐบาลไหนแก้ไข “คืนความเป็นธรรม” ให้ประชาชน
แต่ก็อย่างว่า
๑.สังคมนี้ ส่วนหนึ่งเป็นสังคมฟังไม่ได้ศัพท์ จับไปกระเดียด
๒.ทุกวันนี้ มีคนบางพวก-บางกลุ่มจ้องบิด “ถูกให้เป็นผิด” เพื่อด่ารัฐบาลเป็นสรณะ
ดังนั้น เรื่องที่ทำกันไว้ตั้งแต่ยุคไหน-สมัยไหนก็ไม่รู้ แต่มารัฐบาลนี้ รู้ถึงความไม่ชอบมาพากล นำมาบอกประชาชนให้รู้
ทันทีเลย แทนที่จะขอบคุณรัฐบาลนี้
กลับเป็นว่า รัฐบาลนี้ ถูกข้อหา ยัดค่าไฟสาธารณะลงในบิลค่าไฟให้ประชาชนจ่าย!?
กลับเป็นงั้นไป!?
คนที่ฟังข่าวสารให้ครบกระบวนความ มันน้อยมาก
แต่พอมีคนนำสาระ ไปแปลงเป็นสวะข่าว ๓-๔ บรรทัด
หูตั้ง เชื่อทันที
บรรเลงเพลงด่ารัฐบาลทันที!
ผมถึงว่า ฟังแล้ว อย่าเชื่อทันที ที่ “ตาเห็น-หูฟัง”
ควรสืบสาวราวเรื่องให้ “รู้ต้น-รู้ปลาย” ให้ชัดก่อน
ค่อยเชื่อ ค่อยตัดสินใจ
ความจริง เรื่องนี้ “ต้นเรื่อง” มาจาก “นายกฯ อนุทิน” พอกลางเรื่อง ถูกแปลงสาร พระเอกกลายเป็นผู้ร้าย
นายกฯ ก็เลยออกมาชี้แจง
กรณี ดรามาการจัดเก็บค่าไฟส่องทางสาธารณะ รวมอยู่ในบิลค่าไฟของประชาชน ว่า
“ผมเองนี่แหละ เป็นคนตั้งข้อสังเกต และส่งสัญญาณ “เอ๊ะ…” ไปที่ “นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์” รมว.พลังงาน
ให้ร่วมกับ กฟภ.และ กฟน.เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงด่วน หากพบว่าเป็นการ “ปัดภาระให้ประชาชนจ่าย” จริง
รัฐบาลจะแก้ไขทันที
และจะไม่ยอมให้ประชาชนต้องแบกรับภาระนี้อย่างแน่นอน”
ส่วนที่กระทรวงคมนาคมระบุว่า
“แบกรับงบประมาณค่าไฟส่วนนี้ไม่ไหว” นั้น นายกฯ ชี้แจงว่า
“เป็นเรื่องการบริหารจัดการงบประมาณในอนาคตที่ต้องตั้งงบตามปกติ ไม่ใช่ไม่มีเงิน” พร้อมอธิบายว่า
“ระบบยัดค่าไฟสาธารณะใส่บิลประชาชน” นี้ อาจเป็นแนวทางที่ยอมรับและทำต่อกันมานาน กว่า ๓๐-๔๐ ปีแล้ว
ต้องขอดูรายละเอียดทางบัญชีให้ชัดเจนก่อนว่าการไฟฟ้าเป็นผู้แบกรับเองจริงหรือไม่?
ทาง “นายมงคล ตรีกิจจานนท์” ผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ก็ยอมรับ ว่าเรื่องนี้ เป็นไปตามที่รัฐมนตรีพลังงานให้สัมภาษณ์
สรุปจากทุกด้าน….
ก็ได้ความจริงว่า ตั้งแต่รัฐบาลในอดีต ๓๐-๔๐ ปีมาแล้ว “ยัดค่าไฟสาธารณะใส่บิลให้ประชาชนจ่าย” มาตลอด!
เพิ่งมา..เอ๊ะ ในรัฐบาลนี้ และจะคืนความเป็นธรรมให้ประชาชน
ไหนๆ รัฐบาลทำเรื่องนี้ดีแล้ว
ขอฝากให้ดียิ่งๆ ขึ้น โดยให้แต่ละกระทรวง ในทุกหน่วย ทุกกรม กองข้าราชการ รายงานมาว่า
มีกระทรวง ทบวง กรม และหน่วยราชการไหน เบี้ยวหนี้ค่าไฟฟ้า รวมทั้งค้างจ่ายค่าไฟฟ้าเป็นปีๆ หรือ ๕ ปี ๑๐ ปีบ้าง
ถ้ามี ให้เคลียร์หนี้สินค่าน้ำ/ค่าไฟให้ครบ
และผมเชื่อ ร้อยทั้งร้อย ค้างหนี้ค่าน้ำ/ค่าไฟกันแห่งละหลายๆ ปีแทบทั้งนั้น
กับชาวบ้าน ค้างเดือนเดียว “ตัดหม้อ”
แต่กับหน่วยราชการ ค้างเป็นปีๆ มีแต่ “เพิ่มหม้อ”!
“นายกฯ อนุทิน” ครับ….
ช่วยล้างตีนหน่วยราชการเรื่องค่าน้ำ/ค่าไฟให้สะอาดก่อน
แล้วค่อยมาล้างตีนชาวบ้านที่เกรอะกรังด้วยหนี้สินเพื่อยาไส้ในแต่ละวันภายหลัง ก็ยังไม่สาย
เอาเลยครับ….
“รัฐ-ติดหนี้รัฐ” อย่าทิ้งไว้เป็นตัวอย่างเลวเลย!
เปลว สีเงิน
๒๔ มิถุนายน ๒๕๖๙

