ผักกาดหอม
ช่วงนี้มีแต่เรื่องแรงๆ ครับ
รัฐบาลอนุทินบริหารประเทศมาแล้ว ๒๕ วัน สาหัสยิ่งกว่าบริหารมา ๑ ปี
มาครบแทบจะทุกรสชาติครับ
เปรี้ยว หวาน มัน เค็ม มาหมด
เรื่องสงครามตะวันออกกลางคงไม่ต้องขยายความอะไรกันมากแล้ว ผลกระทบยาวนานแน่ ประเด็นนี้จะพิสูจน์ฝีมือรัฐบาลได้เป็นอย่างดี
กู้เงิน ๕ แสนล้าน จะยังไงดี
เลิก MOU 44 แล้วทำไมไม่เลิก MOU 43 ด้วย เลิกกับไม่เลิกอะไรดีกว่ากัน
เรื่องที่ใต้เหมือนไฟสุมขอน ไม่รู้จะประทุขึ้นมาอีกเมื่อไหร่
ป.ป.ช.วินิจฉัย “ศักดิ์สยาม ชิดชอบ” ไม่มีเจตนาปกปิดทรัพย์สิน ที่ ๔๔ ส.ส.พรรคส้มจะเอาให้ตาย ด่ากันขรม แบบนี้มันสองมาตรฐาน
ไม่ถึงเดือนเลยครับ สภาพรัฐบาลเหมือนมวยต่อยในยกสุดท้าย
มันถาโถมมาทุกทิศทาง
รัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร อยู่เรื่อยๆ มาเรียงๆ ตั้ง ๑๐ เดือน ถ้าไม่มีเรื่องอังเคิลวุ้นเส้น ก็คงอยู่ต่อไปอีกสักพัก
รัฐบาลอนุทินจึงเป็นหนึ่งในรัฐบาลที่เข้ามาบริหารประเทศท่ามกลางวิกฤต
นึกถึงรัฐบาลชวน หลีกภัย ที่เข้ามาบริหารประเทศปี ๒๕๔๐ หลังวิกฤตต้มยำกุ้ง
๓ ปี ๓ เดือน โดนด่าเยอะครับ!
โดยเฉพาะกฎหมายขายชาติ ๑๑ ฉบับ
ด่ากันยับจริงๆ
พอรัฐบาลทักษิณรับช่วงต่อก็บอกว่า ต้องทำตามไอเอ็มเอฟ
ช่วงนั้น “ทักษิณ” ขึ้นหม้อครับ ใครๆ ก็ชอบ เพราะเป็นนักการเมืองคลื่นลูกใหม่
เป็นอัศวินควายดำ
ก็คล้ายๆ กระแสคลั่งไคล้ “ธนาธร-พิธา” นั่นแหละครับ
เบื่อของเก่า อยากได้ของใหม่
สุดท้ายสร้างปีศาจขึ้นมาแทน
ถ้าวันนั้นรัฐบาลชวนไม่ออกกฎหมาย ๑๑ ฉบับตามเงื่อนไขเจ้าหนี้คือ ไอเอ็มเอฟ ก็นึกภาพไม่ออกว่าประเทศไทยจะผ่านพ้นวิกฤตเศรษฐกิจมาด้วยวิธีไหน
รัฐบาลชวน มองเห็นอนาคตว่าถ้าไม่มีเงินกู้จากไอเอ็มเอฟมาช่วยในเวลานั้น ไทยคงจะดำดิ่งอยู่ในวิกฤตอีกหลายปี
และมันจะเป็นเช่นนั้น ลำพังการจัดการด้วยตัวเองเป็นเรื่้องยาก เนื่องจากวินัยการเงินการคลังมันย่อยยับไปแล้ว ที่สำคัญหากนักการเมืองมองแค่เรื่องคะแนนนิยม เอาใจประชาชนอย่างเดียว ประเทศก็จะติดกับดักวิกฤตเศรษฐกิจยืดเยื้อแน่นอน
รัฐบาลชวนจึงเลือกที่จะกลืนเลือด
ยอมตัดอวัยวะบางส่วนหรือให้มีชีวิตรอด
และเป็นโชคดีของรัฐบาลทักษิณ ที่เศรษฐกิจโลกโงหัวขึ้นในยุคนั้นพอดี ก็กลายเป็นที่มาของราคาคุย ทักษิณคือคนใช้หนี้ไอเอ็มเอฟ
เก่งกาจมาก สามารถใช้หนี้หมดก่อนเวลา
ครับ…แค่จะบอกว่า แต่ละรัฐบาลมีเงื่อนไขภายใน-ภายนอกแตกต่างกันออกไป การจะทำอะไรสักอย่างสามารถเทียบเป็นบัญญัติไตรยางศ์ได้
เรื่องที่รัฐบาลอนุทินจะกู้เงิน ๕ แสนล้าน เป็นที่ถกเถียงทั้งในแง่วิชาการ และดรามาในโซเชียล ก็ว่าไปตามพื้นความรู้ของแต่ละคน
มีตั้งแต่การอธิบายในแง่กฎหมาย เรื่องเพดานหนี้ เรื่องหนี้สาธารณะ
ยันเสียงด่าเก่งแต่กู้ กู้มาโกง
ไปดูการกู้ของรัฐบาลในอดีตกันหน่อยครับว่า รัฐบาลไหนกู้ไปเท่าไหร่ กู้ในสถานการณ์อะไรบ้าง และเป็นช่วงวิกฤตหรือไม่
เริ่มที่วิกฤตการณ์การเงิน ที่เรียกว่าวิกฤตต้มยำกุ้ง ปี ๒๕๔๐ เป็นช่วงที่มีการกู้เงินฉุกเฉินมากที่สุดครั้งหนึ่ง เพื่อกอบกู้ระบบสถาบันการเงินที่กำลังล่มสลาย
ปี ๒๕๔๑ รัฐบาลชวน หลีกภัย ออก พ.ร.ก.กู้เงิน ๓ ฉบับ วงเงินรวมประมาณ ๑ ล้านล้านบาท
ฉบับแรก ๒ แสนล้านบาท กู้เงินจากต่างประเทศเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ
ฉบับที่สอง ๕ แสนล้านบาท เพื่อใช้ในกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน
ฉบับที่สาม ๓ แสนล้านบาท ป้องกันธนาคารพาณิชย์ล้มละลาย
ถัดมาปี ๒๕๔๕ รัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ออก พ.ร.ก.กู้เงิน วงเงิน ๗.๘ แสนล้านบาท เพื่อจัดการหนี้กองทุนฟื้นฟูฯ ต่อเนื่องจากวิกฤตเดิม และมีการชำระหนี้คืน IMF ก่อนกำหนดในปี ๒๕๔๖
ปี ๒๕๕๑ เกิดวิกฤตเศรษฐกิจโลก แฮมเบอร์เกอร์ไครซิส รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ออก พ.ร.ก. ภายใต้โครงการ “ไทยเข้มแข็ง” วงเงิน ๔ แสนล้านบาท ในปี ๒๕๕๒ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตการเงินโลก
ปี ๒๕๕๔ เกิดวิกฤตมหาอุทกภัย รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เอาไม่อยู่ ออกกฎหมายกู้เงินเพื่อวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ วงเงิน ๓.๕ แสนล้านบาท แต่ภายหลังมีบางส่วนไม่ถูกใช้จริงตามแผน
ปี ๒๕๖๓-๒๕๖๔ วิกฤตการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา กู้เงินครั้งใหญ่ที่สุด รวมวงเงิน ๑.๕ ล้านล้านบาท ผ่าน พ.ร.ก. ๒ ฉบับ เพื่อใช้เยียวยาประชาชนและฟื้นฟูเศรษฐกิจที่หยุดชะงักจากการแพร่ระบาด
ปีนี้รัฐบาลอนุทินกำลังจะออก พ.ร.ก.กู้เงิน ๕ แสนล้าน เพราะคำนวณดูแล้วงบประมาณปกติไม่สามารถรับมือวิกฤตที่เกิดจากสงครามตะวันออกกลางได้แน่นอน
ก็อย่างที่บอก ด่ากันขรม สร้างหนี้หัวโตกันอีก
ที่จริงนักการเมืองในสภา ไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่ ก็รู้กันทั้งนั้นแหละครับว่าสถานการณ์แบบนี้ ถ้าไม่กู้ก็ไม่ง่ายที่จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจสารพัดที่จะตามมาหลังจากนี้
บางคนกั๊กเรื่องเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย แต่ไปพูดเรื่องอื่นแทน เช่นเรื่องขยายเพดานหนี้ บางคนไปพูดเรื่องวินัยการเงินการคลัง
ก็ว่ากันไปครับ
จะกู้หรือไม่ มันต้องมองภาพในอนาคตต้องประเมินสถานการณ์ ครึ่งปี ๑ ปี ๒ ปี หลังจากนี้ให้ออกว่าความรุนแรงของวิกฤตจะอยู่ในระดับไหน
ถ้าเห็นว่าเดี๋ยวสหรัฐกับอิหร่านคงคุยกันรู้เรื่อง จบแล้ว ไม่มีอะไรแล้ว ก็ไม่ต้องกู้ ใช้งบประมาณปกติไป
แต่หากเห็นว่าคลื่นยักษ์ยังซัดไม่ถึงฝั่ง ประเทศจำต้องมีงบประมาณมาอัดฉีด มันก็ต้องกู้เหมือนที่รัฐบาลก่อนๆ กู้ในยามมีวิกฤต
ส่วนรายละเอียด ต้องขยายเพดานหนี้หรือไม่ วินัยการเงินการคลังจะมีปัญหาหรือไม่
ฝ่ายค้านจะช่วยเรื่องนี้ได้เยอะครับ
มีอะไรก็ทักท้วงไปตามข้อเท็จจริง
อะไรผิดปกติก็ฟ้องประชาชน
ทุกคนทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดแบบนี้ ประเทศจะได้ประโยชน์ครับ.

