เปลว สีเงิน
แหม…นี่ถ้าอยู่ใกล้ๆ นะ
จะดีดติ่งหู “พล.ท.มาลี โสเจียตา” ซะให้ร้องซี๊ดดดเลย พับผ่าซีเอ้า!
แถลงมาได้ว่า เมื่อเช้าวาน (๒๔ ก.พ.) ขณะ ๘ ทหารไทยออก ลาดตระเวณตามแนวลวดหนาม ในพื้นที่บริเวณ “พลาญหินแปดก้อน” เขตกันทรลักษ์ ศรีสะเกษ
ว่าทหารเขมร “เปล่ายิง” ลูกระเบิดขนาด ๔๐ มม. เข้ามาฝั่งไทย แถมตอหลดซะด้วยว่า….
“ใครก็อย่าไปเชื่อข่าวที่ไทยแถลง!”
ผมละชอบจริงๆ แม่โสเจียตาคนนี้ ถ้าเจอตัว อยากให้เธอแลบลิ้นให้ดูซักแผลบ-สองแผลบ
แต่เคราะห์ดีนะ ที่ลูกระเบิดไปตกตรงขอบหน้าผาใกล้ฐานปฎิบัติการ ไม่มีใครเป็นอันตราย
ไทยจึงยิงส่งสัญญานเตือนกลับไปตามฐานานุรูป พอให้รู้ว่า “(มุง)หยุดแค่นี้นะ….” ซึ่งทางฝั่งเขมรก็หยุด
ก็เป็นครั้งที่ ๒ แล้ว ที่เขมรกวนโอ๊ย!
ถ้าถึงครั้งที่สาม ทหารไทยปลดล็อก “ขันติบารมี” แน่ ไม่แค่ยิงเตือนละ คราวนี้ เอาให้พวกมันวิ่งตูดแป้น ร้องไห้ไปฟ้องพ่องมัน ที่พนมเปญโน่น
เรื่องเขมรถ่อย ถนอมน้ำลายไว้คุยตอนได้ยิงกบาลมันก่อนดีกว่า วันนี้ ขอผมเป็น “ผู้เฒ่า-เล่าความหลัง” ซักวัน เผื่อจะมีคนรุ่นใหม่ที่ “ใฝ่รู้” สนใจบ้าง
คือเมื่อวาน “คุณบรรพต หงษ์ทอง” อดีตปลัดกระทรวงเกษตรฯ ท่านโทรมาบอกว่า “พี่ดุ่ยตายแล้ว ช่วยลงข่าวให้หน่อย”
ผมก็อุทานด้วยตกใจว่า “เหรอ…พี่ดุ่ยตายแล้วเหรอ?”
ความจริง ผมไม่รู้จักตัวพี่ดุ่ย หรือ “คุณอำนาจ สอนอิ่มสาตร์” หรอก หากแต่ย้อนกลับไป ๕๐-๖๐ ปีที่แล้ว ทั้งบ้าน-ทั้งเมือง ไม่มีใคร ที่ไม่ได้ยินชื่อ “ดุ่ย ณ บางน้อย”!
เพราะท่านจัดรายการข่าวการบ้าน-การเมือง ชื่อรายการว่า “คุยโขมง ๖ โมงเช้า” ที่แทบทุกบ้านต้องเปิดฟัง
เสียงท่านนุ่ม ทุ้มกังวาล มีเสน่ห์น่าฟัง อักขระภาษาไทยชัดเป๊ะ ท่าน “คุยโขมง ๖ โมงเช้า” อยู่นานกว่า ๕๐ ปี ถึงได้เลิก
ผมคุยกับท่านปลัดบรรพตทีไร….
ท่านมักเอ่ยถึง “พี่ดุ่ย” แทบทุกครั้ง พี่ดุ่ยกับท่านปลัดรักใคร่สนิทสนมกันตั้งแต่สมัยท่านปลัดบรรพตอยู่กระทรวงพาณิชย์
“พี่ดุ่ย” สิ้นอายุขัย ในวัย ๙๓ ปี
ผมไม่ทราบชีวิตประวัติมากนัก นอกจากชื่อ “ดุ่ย ณ บางน้อย” ที่ชินหู และเกร็ดเล็กๆ น้อยๆ ที่ปลัดบรรพตเล่าให้ฟังบางโอกาส
เมื่อทราบว่าท่านสิ้นอายุขัย ก็ค้นประวัติมาอ่าน พอดีเจอที่ผู้ใช้นามว่า SRVM โพสต์เฟซแสดงความลัยไว้
ก็ได้รู้ว่า เส้นทางชีวิตพี่ดุ่ย อยู่ในส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์วงการหนัง-ละคร “ต้นยุค ๒๕๐๐” ที่ทุกคน “ควรรู้”
ในด้าน “ยุคหนึ่ง” ของ “ภาพยนตร์ ๑๖ ม.ม.” ที่ต้องใช้นักพากษ์และชีพจรของโรงภาพยนตร์ทั่วประเทศ
อ่านที่คุณ SRVM โพสต์ร่วมไว้อาลัยดูนะครับ รับรองคุ้มค่า
………………………………..
“อำนาจ สอนอิ่มสาตร์”……
หรือ “ขุนแผน” หรือ “ดุ่ย ณ บางน้อย” ผมเคยเข้าไปขอสัมภาษณ์ท่าน นานหลายปีแล้วนะครับ
แหละนี่ก็คือ “บทสัมภาษณ์” บางส่วนครับ..
“ขุนแผน” เป็นนามพากย์ของ “คุณอำนาจ สอนอิ่มสาตร์” เกิดที่ฝั่งธนบุรี เมื่อปี ๒๔๗๖ เรียนจบแผนกช่างวิทยุ เมื่อปี ๒๔๙๗ จากโรงเรียนอาชีวะ (สะพานเหลือง) ถนนบรรทัดทอง กรุงเทพฯ
ชีวิตการเป็นนักพากย์ของอำนาจ ได้เริ่มต้นขึ้น ขณะกำลังเรียนหนังสือ
เพราะระหว่างนั้น อำนาจได้ร่วมกับเพื่อนๆ รับงานติดตั้งเครื่องกระจายเสียงให้งานมหรสพต่างๆ ซึ่งแสดงในงานพิธีสำคัญ ณ ท้องสนามหลวง เช่น งานปีใหม่ งานสงกรานต์ ฯลฯ
ทำให้อำนาจได้เห็นการแสดง การละเล่นต่างๆ ของเหล่าศิลปิน ได้อยู่ใกล้ๆ นักพากย์หนัง
ได้เห็นวิธีการวางมุมปากจ่อกับไมโครโฟนเพื่อเปลี่ยนเสียง แอบจำคำพูดจากละครย่อย หรือร้องลำตัดบ่อยๆ
ระหว่างเรียนปีสุดท้าย อำนาจก็ได้เข้าทำงานที่ “แผนกแสงเสียง” ของ “บริษัทกรุงไทยภาพยนตร์” ถนนหลานหลวง โดยเป็นช่างแก้เครื่องขยายเสียง
นอกจากนี้ ยังร่วมกับเพื่อนนักเรียนรับซ่อมเครื่องขยายเสียงหนังขายยา ที่ส่งมาจากต่างจังหวัด อีกทางหนึ่งด้วย
ต่อมา เมื่อบริษัทกรุงไทยฯ เตรียมทำโฆษณาหนังไทย ๑๖ ม.ม. เรื่อง “สิงห์ทมิฬ” ที่จะเข้าฉาย “โรงหนังศรีอยุธยา” สี่กั๊กพระยาศรี
อำนาจก็ต้องฉายหนังให้นักพากย์ ซ้อมพากย์หนัง ระหว่างนั้น ก็เกิดเผลอปากพูดกับเพื่อนๆ ทำนองว่า ตัวเองก็พากย์หนังเป็น ดูแล้วไม่ยาก
ผู้อำนวยการบริษัทได้ยิน ก็เรียกอำนาจเข้าพบ และให้ทดลองพากย์หนังให้ดู
ตอนนั้น อำนาจคิดว่า ตัวเองจะตกงาน แต่กลับกลายเป็นว่า อำนาจได้เป็นผู้ช่วยนักพากย์ คือ “สุรพล แสงเอก” และ “สุรางค์ เชยเกษ” นักพากย์ชื่อดังในขณะนั้น พากย์เรื่อง “สิงห์ทมิฬ”
ต่อมาเมื่อ “ครูสุรพล แสงเอก” ต้องไปควบคุมวงดนตรี “อัศวินการละคร” บริษัทฯ จึงให้อำนาจพากย์กับสุรางค์แทน
อำนาจพากย์หนังเรื่อง “สิงห์ทมิฬ” ตามโรงหนังชั้นสองในกรุงเทพฯ หลายแห่ง เช่น โรงหนังศรีบางลำพู, โรงหนังบางกระบือ เธียเตอร์, โรงหนังเฉลิมเวียง
กระทั่ง หนังมาฉายที่โรงหนัง “เวิ้งนาครเขษม” พอถึงวันสุดท้าย “คุณประสาน ตันสกุล” ผู้บริหารโรงหนัง ก็ชวนทั้งคู่มาพากย์ประจำที่โรงนี้
เรื่องแรกที่พากย์ เป็นหนังฝรั่งเรื่อง “ตระเวนปารีส” นำแสดงโดย ยีน เคลลี่-เลสลี คารอง.. ตอนนั้น ก็ยังใช้ชื่อพากย์ตามเดิมคือ “สุรางค์กับอำนาจ”
แต่พอปลายปี ๒๔๙๗ คุณประสานไม่สามารถต่อสัญญาเช่าโรงหนังได้ อำนาจก็ต้องหยุดพากย์หนัง แต่ไปรับแสดงละครวิทยุกับ “สุรางค์ เชยเกษ” แทนเป็นครั้งคราว
อำนาจเข้าไปทำงานเป็นช่างแสง ช่างไฟฟ้า ที่โรงถ่ายหนัง “ส.อาสนจินดา” ย่านสะพานปลา ถนนเจริญนคร
ขณะนั้น “ส.อาสนจินดา” กำลังสร้างหนังเรื่อง “จันทโครพ” นำแสดงโดย “สวลี ผกาพันธ์-สมควร กระจ่างศาสตร์”
ระหว่างนั้นเอง อำนาจก็มีโอกาสกลับมาพากย์หนังอีก เป็นหนังไทย ๑๖ ม.ม. ขาวดำ เรื่อง “ยอดนักเบ่ง”
ต่อมาเมื่อ “ชลอ ไตรตรองศร” เกิดเบื่อการพากย์หนังที่จำเจ อำนาจจึงได้พากย์หนังคู่กับ “อัมพร ประทีปเสน” แทน
ต่อมาก็ได้พากย์หนังเรื่องนี้กับ “วงจันทร์ ไพโรจน์” นักร้องชื่อดัง เพราะนางเอกของเรื่องต้องร้องเพลงได้
แต่เมื่อพากย์จบที่ “โรงหนังควีนส์” เชียงใหม่ เจ้าของหนัง “ยอดนักเบ่ง” ได้ขายหนังให้สายอื่นไป อำนาจจึงกลับมาช่วย “ส.อาสนจินดา” ตัดต่อ
และวางแผ่นเสียงประกอบหนังเรื่อง “จันทโครพ” ซึ่งเข้าฉายที่โรงหนัง “ศาลาเฉลิมไทย-เฉลิมบุรี”
เมื่อหนังออกโรงแล้ว “ส.อาสนจินดา” ก็ให้สำนักงานของลุง “เปี่ยม ทองปรีชา” และ “คุณนายสวาท เสถียร” สี่แยกหลานหลวง เป็นผู้จัดจำหน่ายตามโรงหนังชั้นสองและโรงต่างจังหวัด
เมื่อมีผู้มาเช่าหนังจากสำนักงาน “ลุงเปี่ยม” ก็จะแนะนำเขาให้จ้างอำนาจไปเป็นนักพากย์ อำนาจจึงได้สัมผัสชีวิตการพากย์หนังกลางแปลงตามงานวัดและงานกลางแปลงทั่วไป
ต่อมาเมื่อลุงเปี่ยม ซื้อหนัง ๑๖ ม.ม.ขาวดำ เรื่อง “หนูจ๋า” (๒๔๙๗) จาก “หม่อมหลวงรุจิรา” มาฉายต่อ ก็มอบให้อำนาจพากย์หนังเรื่องนี้
ที่มาของชื่อนักพากย์ “ขุนแผน” ก็เกิดจากจุดนี้เอง กล่าวคือ เมื่อจะมีคนนำหนังไปฉาย ก็ถามลุงเปี่ยมว่า “ใครจะพากย์หนูจ๋า?”
ลุงเปี่ยมก็ตอบว่า “ขุนแผน ไง”!
เพราะก่อนหน้านี้ มักจะมีแฟนหนังสาวๆ มาถามหาอำนาจอยู่เสมอ นัยว่า เสน่ห์แรง สาวๆ ติดกันเกรียว ก็เลยโดนลุงเปี่ยมล้อว่าเป็น “ขุนแผน”
อำนาจเองก็ไม่ค่อยจะปลื้มกับชื่อ “ขุนแผน” เท่าไหร่ แต่เพราะผู้มีพระคุณตั้งให้ ก็เลยใช้ชื่อ “ขุนแผน” เรื่อยมา
“ขุนแผน” ตระเวนพากย์หนังกลางแปลงแถวจังหวัดนครปฐม ราชบุรี สุพรรณบุรี กาญจนบุรี สมุทรสาคร สมุทรสงคราม กระทั่ง กลางเดือนเมษายน ๒๔๙๗ ก็กลับกรุงเทพฯ มาเกณฑ์ทหาร จับฉลากติดทหารเกณฑ์ผลัดหก ต้องรายงานตัว วันที่ ๒ ตุลาคม ๒๔๙๗
ระหว่างที่รอนั้น “ขุนแผน” ก็กลับเข้าไปทำงานเป็นช่างแสง ช่างไฟฟ้า ที่โรงถ่าย “ส.อาสนจินดา” ซอยทองหล่อ ถนนสุขุมวิท
ระหว่างที่เป็นช่างไฟฟ้านั้น ก็มีเพื่อนแนะนำให้ขุนแผน รู้จัก “คุณทวีสุข โปตะวาณิช” เจ้าของ “โรงหนังเฉลิมราช” ชลบุรี
และยังเป็นผู้จัดหาหนังและนักพากย์ไปฉายที่ “โรงหนังเฉลิมวัฒนา” ลำปาง “โรงหนังชุมพรภาพยนตร์” ชุมพร ซึ่งสมัยนั้น จะเรียกว่า “สายเตี่ยเม่งอู๋”
“ขุนแผน” ได้พากย์หนังในสังกัดของ “เตี่ยเม่งอู๋” โดยเริ่มพากย์หนังฝรั่งเรื่อง “สาวน้อยเลือดโรมัน” ที่โรงหนังเฉลิมวัฒนา ลำปาง, โรงหนังเฉลิมชล ชลบุรี
ต่อมา เมื่อเข้าเป็นทหารเกณฑ์อยู่ “กองพลทหารม้า” สนามเป้า ก็ยังลามาพากย์หนังโรงชานกรุงด้วย
หลังปลดประจำการ “ขุนแผน” ก็ยังเดินหน้าพากย์หนังโรงไปเรื่อยๆ บางครั้ง ก็ร่วมสร้างหนังกับเขาด้วย
กระทั่งวันหนึ่ง พบสัจธรรมแห่งชีวิตที่ว่า “คลื่นลูกใหม่ไล่คลื่นลูกเก่าเข้าฝั่ง” แล้วฝังไว้ที่ชายหาด..
“ขุนแผน” จึงไม่ยอมที่จะตกอยู่ในวังวนเช่นนั้น เริ่มคิดจะวางไมค์พากย์หนัง โดยอาศัยความรู้ที่เรียนมาร่วมกับน้องชาย เปิด ห้องอัดเสียง “คิงส์ซาวด์” เมื่อ ๑ ตุลาคม ๒๕๐๗
รับจ้างทำแผ่นเสียงโฆษณาทางวิทยุกระจายเสียงหรือโทรทัศน์ และทำแผ่นสปอตโฆษณาหนังไทย
ต่อมาวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๐๙ อำนาจในนาม “ดุ่ย ณ บางน้อย” ก็เริ่มจัดรายการวิทยุ “คุยโขมงหกโมงเช้า” ที่สถานีวิทยุ ปตอ. AM 600 Hz สี่แยกเกียกกาย ระหว่างนั้นก็ยังรับพากย์หนังไปด้วย
งานอัดเสียงของห้องอัดเสียง “คิงส์ซาวด์” ที่อำนาจภาคภูมิใจที่สุดก็คือ การที่ได้พากย์หนังและอัดเสียงหนังเรื่อง “มนต์รักลูกทุ่ง” ของ “รังสี ทัศนพยัคฆ์” เมื่อปลายปี ๒๕๑๒
โดย “ขุนแผน” พากย์เสียง “มิตร ชัยบัญชา” และ “ล้อต๊อก”
หลังจากทำห้องอัดเสียงหนังเต็มตัวแล้ว ขุนแผนก็จะพากย์หนังให้กับคนที่เกรงอกเกรงใจกันเท่านั้น
จะให้เวลากับการบริหารห้องอัดเสียงและจัดรายการวิทยุมากกว่า กระทั่งปี ๒๕๑๖ จึงยุติการพากย์อัดเสียงให้กับหนังไทย
…………………………
ครับ ที่คุณ SRVM โพสต์ จบแค่นี้ รายการคุยโขมง ๖ โมงเช้าของ “ดุ่ย ณ บางน้อย” นับเป็นตำนานของรายการข่าววิทยุซึ่งโด่งดังมาก
ท่านจัดอยู่กว่า ๕๐ ปี ได้รับรางวัลดีเด่นจากกระทรวงวัฒนธรรม ด้านการใช้ภาษาไทยดีเด่น
นอกจากนั้น ยังเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เป็นวุฒิสมาชิก และฯลฯ
ศพท่านตั้งอยู่วัดประยูรวงศาวาส ตรงเชิงสะพานพุทธฯ ฝั่งธนบุรี สวดพระอภิธรรมถึง ๒๘ กุมภา. และจะมีพิธีพระราชทานเพลิงศพ เวลา ๑๖.๐๐ น. ของวันที่ ๑ มีนา.
ก็ขอไว้อาลัยกับ “พี่ดุ่ย ณ บางน้อย” ผู้เป็นปูชนียบุคคลด้านข่าวสารทางวิทยุไว้ ณ ที่นี้ด้วย.
เปลว สีเงิน
๒๕ กุมภาพันธุ์ ๒๕๖๙
ภาพ : หอภาพยนตร์

