เปลว สีเงิน
ย้อนเวลากลับไป ๑๕ ปี ก่อน….
เมื่อ ๓๐ มกราคม ๒๕๕๔ “หลวงตาพระมหาบัว ญานสัมปันโน” วัดป่าบ้านตาด ได้ละสังขาร
ท่านละสังขารด้วยโรคอะไร น้อยคนจะทราบ
วันนี้ ๓๐ มกราคม วันคล้าย “วันละสังขาร” องค์หลวงตา
วัดป่าบ้านตาด “วัดเกษรศีลคุณ” โพสต์ถึงสาเหตุให้ทราบวันก่อน ผมขอนุญาตนำเผยแพร่ ดังนี้
**************************
วัดป่าบ้านตาด “วัดเกษรศีลคุณ”
หลวงตาพระมหาบัวไม่ได้มรณภาพด้วยอาการติดเชื้อจากแผลหัวแม่เท้า ทางเพจขอนำเสนอถึงอาการอาพาธหัวแม่เท้าของท่านและขั้นตอนการรักษา
“การทำแผลและตัดชิ้นเนื้อตายไม่ได้ฉีดยาชา ก่อให้เกิดการทุกขเวทนาและเจ็บปวดอย่างมาก
แต่หลวงตาพระมหาบัวได้แสดงการแยกเวทนาออกจากจิตเพื่อสั่งสอนลูกศิษย์ให้ดูเป็นตัวอย่าง”
**************************
ก่อนที่หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน จะละสังขารลงในวันที่ ๓๐ มกราคม พ.ศ.๒๕๕๔
ประมาณช่วงเดือนสิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๒ หลวงตาอาพาธด้วยโรคติดเชื้อที่บริเวณหัวแม่เท้าซ้าย
ศ.นพ.นิพนธ์ พวงวรินทร์ คณะแพทย์ผู้ทำการรักษาอาการอาพาธหลวงตาพระมหาบัว
ได้บันทึกถึงอาการอาพาธที่บริเวณ #นิ้วหัวแม่เท้าซ้ายของหลวงตาตลอดจนวิธีการรักษาไว้อย่างละเอียด
แฝงไปด้วย #ธรรมชั้นสูง ที่องค์หลวงตาแสดงให้คณะแพทย์ผู้ทำการรักษาเห็นเป็นประจักษ์ไว้ ในหนังสือเรื่อง….
“บันทึกปัจฉิมอาพาธหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน”
ทางเพจขอนำเสนออาการอาพาธนิ้วหัวแม่เท้าซ้ายขององค์พ่อแม่ครูอาจารย์หลวงตาพระมหาบัว
โดยขอนำเสนอเหตุการณ์ตั้งแต่แรกเริ่ม ตลอดจนขั้นตอนการรักษาตั้งแต่แรก
กระทั่งนิ้วเท้าหลวงตาหลุด ไม่มีอาการติดเชื้อเพิ่มเติม แผลหายดี แบบสรุปย่อ กระชับ ให้ทุกท่านเข้าใจเนื้อหาได้มากที่สุด
เนื่องจาก ท่านอาจารย์นิพนธ์ เขียนเรื่องราวไว้ค่อนข้างละเอียด ดังจะขอกล่าวต่อไปนี้
แรกเริ่ม องค์หลวงตาพระมหาบัว เริ่มมีแผลที่หัวแม่เท้าซ้ายตั้งแต่เดือนสิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๒
ในระยะแรกเป็นเพียงแผลเหมือนเล็บขบ ต่อมามีการอักเสบลุกลามกระจาย และรักษาไม่หาย
ในตอนแรก บำบัดด้วยยาหลายชนิด ตลอดระยะเวลานาน ๔ เดือน แต่แผลที่นิ้วหัวแม่เท้ากลับลุกลามออกกว้างขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เกิดทุกขเวทนากับหลวงตา
มีอาการปวด หนองไหลออกจากแผลเป็นพักๆ แต่หลวงตายังสามารถประกอบกิจของสงฆ์ได้ตามปกติ
เมื่อมีอาการปวด หลวงตา จะใช้ #วิธีภาวนา อดทน และฉันยาแก้ปวด จนกระทั่งลูกศิษย์หลวงตา ได้แจ้งให้
ศ.นพ.นิพนธ์ พร้อมด้วย ศ.นพ.สุชาย สุนทราภา และผศ.นพ.ชุมพล ว่องวานิช ให้เดินทางมาที่วัดป่าบ้านตาด
เพื่อตรวจอาการอาพาธและรักษาอาการ ในวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ.๒๕๕๓
เมื่อเดินทางมาถึง คณะแพทย์ลงมือทำแผล ด้วยการ “ทำความสะอาดรอบๆ แผล ก่อนเปิดผ้าก๊อซ (GUAZE) ที่ปิดไว้โดยคณะแพทย์จากโรงพยาบาลศูนย์อุดรธานี
เมื่อเปิดแผลออกมา สิ่งแรกที่คณะแพทย์พบคือ “กลิ่นจากแผล” ซึ่งเป็นกลิ่นเหม็นเฉพาะตัวจากการติดเชื้อแบคทีเรียชนิด Anaerobic Infection
(แบคทีเรียย่อยสลายโมเลกุลของอาหารโดยไม่ต้องอาศัยออกซิเจน..เพิ่มเติมโดยทางเพจ)
เป็นกลิ่นที่ศัลยแพทย์ทั่วไปคุ้นเคยกันดีและพบเห็นได้บ่อยในโรงพยาบาลทั่วไป เพราะมีกลิ่นพิเศษเฉพาะตัว
สำหรับแผลที่หัวนิ้วแม่เท้าซ้าย พบมีหนองไหลเยิ้มออกมาโดยรอบที่ขอบแผล บ่งชี้ว่า “มีภาวะอักเสบเต็มที่”
นอกจากนี้ ยังพบว่า ขาซ้าย มีลักษณะบวมและแดงจนถึงเหนือหัวเข่า เมื่อสัมผัสหลวงตาจะมีอาการปวด
พื้นแผลที่เห็นมี Necrotic Tissue (เนื้อเยื้อที่ตายแล้ว ..เพิ่มเติมโดยแอดมิน) เป็นเนื้อตายสกปรก
ปิดปกคลุมอยู่บริเวณก้นแผล โดยไม่มี Granulation (เนื้อเยื้อสมาน) ปรากฏเลย
คณะแพทย์ทำความสะอาดและแซะแผล ทำภายหลังจากการใช้ไม้พันสำลี Swab แผลเพื่อส่งเพาะเชื้อโรค
ทั้งแบคทีเรียและเชื้อรา และทำ Sensitivity Test (ความไว) ต่อยาปฏิชีวนะชนิดต่างๆ
จากนั้น ได้ตัดเลาะเซาะเนื้อตายและตัดตกแต่งขอบแผลให้สะอาด
#หลวงตาอดทนอย่างมาก เพราะการทำแผลและตัดชิ้นเนื้อตายออกร่วมกับการเซาะเอาหนองออก จากในซอกโพรงแผลโดยไม่ได้ฉีดยาชาหรือดมยาสลบนั้น
นับว่าก่อให้ #เกิดการทุกขเวทนาและ #เจ็บปวดอย่างมาก
ทุกท่านคงเคยเป็นแผลเล็บขบหรือแผลที่นิ้วเท้ามาก่อนคงทราบดีว่า มีความทุกข์ทรมานและเจ็บปวดสาหัสมากเพียงใด
หลวงตาไม่มีโรคเบาหวาน หรือมีภาวะประสาทส่วนปลายเสื่อม
ดังนั้น ประสาทรับความรู้สึกของหลวงตาจึงปกติดี #หลวงตาจึงอดทนต่อทุกขเวทนาอย่างยิ่ง หลวงตาขยับขาหลบเป็นครั้งคราว จนกระทั่งการทำแผลแล้วเสร็จ
เมื่อคณะแพทย์ทำแผลเสร็จ และได้วินิจฉัยอาการของโรคว่า แผลเรื้อรังของหลวงตา น่าจะเกิดจากการติดเชื้อ แบคทีเรียชนิดผสมกันระหว่างเชื้อ Aerobic และ Anaerobic Infections ร่วมกับภาวะหลอดเลือดแดงของอุดตัน
คณะแพทย์ลงความเห็นว่า จะทำการรักษาท่านด้วยยาปฏิชีวนะที่มีฤทธิ์ครอบคลุมกว้างขวาง แต่จะต้องถวายทางหลอดเลือดดำ เป็นเวลา ๗ – ๑๐ วัน
เพื่อขจัดเชื้อให้หมด โดยจะมีการปรับเปลี่ยนยาปฏิชีวนะตามผลของการเพาะเชื้อที่ได้จากแผลหลวงตา
ปัญหาเรื่องการไหลเวียนเลือดมายังแผลที่เท้า คณะแพทย์เสนอให้ถวายยาขยายหลอดเลือดแดงนิ้วเท้าทั้งสองข้าง เพราะผิวหนังส่วนปลายนิ้วเท้าเริ่มเปลี่ยนสีไปจากปกติ
บ่งชี้ถึงภาวการณ์ไหลเวียนเลือดส่วนปลายบกพร่องเพิ่มขึ้นอีกขนานหนึ่งร่วมด้วย เนื่องจากว่า การใช้ยาทำให้ปริมาณเลือดมาเลี้ยงที่บริเวณปลายนิ้วเท้าได้เพิ่มขึ้น
สำหรับนิ้วเท้าอื่น พบมีสภาพการไหลเวียนของเลือดไม่ดีทั้งสองข้าง จากการทดสอบทำ Capillary Blood Flow Test (ทดสอบการไหลเวียนของเลือดฝอย)
พบว่า มี Poor Perfusion (การไหลเวียนไม่ดี) ทุกนิ้วเท้าทั้งสองข้าง เนื่องจากว่าผิวหนังส่วนปลายเริ่มเปลี่ยนสีไปจากปกติ บ่งชี้ถึงภาวการณ์ไหลเวียนเลือดส่วนปลายไม่ดี
คณะแพทย์ได้กราบเรียนหลวงตาถึงสาเหตุเกิดแผลเรื้อรังที่หัวแม่เท้าซ้าย ที่เป็นมาแล้วกว่า ๔ เดือน และรักษาไม่หาย
เพราะติดเชื้อและอักเสบจากเชื้อโรคหลายชนิด ขอโอกาสหลวงตาถวายยาปฏิชีวนะ เป็นยาแก้อักเสบทางหลอดเลือดดำร่วมกับยาขยายหลอดเลือดแดง
หลวงตาปฏิเสธ แต่อนุญาตให้ถวายยาปฏิชีวนะชนิดฉันเท่านั้น ส่วนยาขยายหลอดเลือดแดง ยอมฉันตามคณะแพทย์แนะนำ
คณะแพทย์ได้กราบเรียน จะถวายยาขยายหลอดเลือดชนิดใหม่วันละ ๒ ครั้ง ทำแผลที่เท้าวันละ ๒ รอบ เช้า – เย็น ตามเดิม
หลวงตา บอก “เอาละ พอใจ พอใจ พอใจ”
หลังจากนั้น คณะแพทย์กราบลาเดินทางกลับกรุงเทพฯ และต่อมา ได้กลับมาพร้อมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคติดเชื้อและแพทย์ด้านกระดูก
เนื่องจาก “แผลที่เท้ากินลึกไปจนถึงกระดูก” คงคิดว่า “คงไม่สามารถถนอมรักษากระดูกหัวแม่เท้าซ้ายของหลวงตาไว้ได้แน่”
ทางเลือกอีกทางหนึ่งคือ
การตัดนิ้ว (Amputate) ด้วยการตัดหัวแม่เท้าซ้ายออก หลังแก้ไขการติดเชื้อเสร็จสิ้นแล้ว น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด
เพราะจะทำให้ขจัดแผลเรื้อรังได้รวดเร็ว ป้องกันการลุกลามการติดเชื้อไปถึงข้อเท้าจนถึงตาตุ่มได้
แต่ที่น่ากลัวคือ การติดเชื้อ อาจลุกลามเข้ากระแสเลือดดำให้เกิดภาวะโลหิตเป็นพิษ (Septicemia) อาจทำให้เกิดภาวะ Shock ตามมาและเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
แต่หลวงตาพระมหาบัว “ไม่ยอมรับการผ่าตัดหรือตัดนิ้วเท้า ”แต่ “จะใช้ยาแบบประคับประคอง”
หลวงตาบอกคณะแพทย์ว่า “ขาก็อยู่กับขา เราก็อยู่กับเรา มันเป็นคนละเรื่องกัน ไม่เกี่ยวข้องกัน”
หลวงตาได้แสดงการ “#แยกทุกขเวทนาออกจากจิต” เพื่อสอนลูกศิษย์ให้ดูเป็นตัวอย่าง
ที่ชัดเจนยิ่งและภาวะทุกขเวทนานี้ ไม่ทำให้หลวงตา #เป็นทุกข์ หรือ #กังวลเลย
นี่คือ โจทย์ใหญ่ที่คณะแพทย์ต้องครุ่นคิดและปรึกษาหารือกันต่อที่โรงพยาบาลศิริราช เพื่อหาทางรักษาแผลเรื้อรังของหลวงตาให้หายขาดให้ได้
คณะแพทย์ซึ่งประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญในแต่ละด้านร่วมกันปรึกษาหารือกัน ได้ข้อสรุปว่า
“ปัญหาใหญ่คือ แผลรื้อรังที่บริเวณหัวแม่เท้าซ้ายของหลวงตา นั้น เป็นวิกฤตที่ต้องรีบแก้ไขโดยเร็ว
มิเช่นนั้น อาจลุกลามทำให้สูญเสียเท้าซ้ายไป และอาจติดเชื้อขยายตัว ทำให้เกิดอันตรายต่อชีวิตได้”
อนึ่ง กระดูกนิ้วหัวแม่เท้า ที่อยู่ใต้แผลเรื้อรังนั้น พบว่าเกิดภาวะติดเชื้อของกระดูก (Osteomyelitis) ร่วมด้วย และกลายเป็นตัวขวางการปิดหรือประสานของแผล
เพราะได้กลายเป็นสิ่งแปลกปลอม (Foreign Body) ที่ขวางตัวอยู่ในบริเวณแผล
การทำแผลยังไม่สามารถทำได้อย่างครอบคลุม หรือการตัดเนื้อตายหรือการเอากระดูกท่อนที่ตายแล้วออก ไม่สามารถทำได้ เพราะเป็นการขัดเจตนารมณ์ของหลวงตา
การชะล้างแผลวันละ ๒ ครั้ง เป็นเพียงประคับประคองแผลที่อักเสบ เพื่อไม่ให้เน่าเพิ่มหรือลุกลามเท่านั้น
วิธีแก้ไขปัญหาแผลเรื้อรังของหลวงตา สามารถทำได้ ๒ แนวทาง คือ
วิธีแรก ผ่าตัดเอานิ้วเท้า “หัวแม่เท้าซ้าย” ออก ๑ – ๒ ข้อ เพื่อหยุดการอักเสบและตัดแหล่งเชื้อโรคที่เท้าแบบถอนราก-ถอนโคน
ซึ่งหลวงตาปฏิเสธวิธีการรักษาแบบวิธีนี้
วิธีที่สอง รักษาแบบประคับประคอง ซึ่งวิธีนี้ ผลการรักษาสู้แบบแรกไม่ได้ ต้องใช้เวลารักษาหลายเดือน
โดยจะฉีดยาปฏิชีวนะทางหลอดเลือดำ เพื่อทำให้การอักเสบหรือการติดเชื้อจากแบคทีเรียหรือเชื้อราถูกขจัดออกไป
แต่หลวงตาท่านไม่อนุญาตให้ฉีดยาปฏิชีวนะทางหลอดเลือดดำ อนุญาตเฉพาะยาฉันเท่านั้น
ต่อมา เดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ หลวงตาไข้สูง อ่อนเพลีย ฉันจังหันไม่ได้ ความดันโลหิตต่ำ
แพทย์เจาะเลือดหลวงตา พบมีการติดเชื้อในกระแสโลหิต คือ เม็ดเลือดขาวมีประมาณสูง ๑๘,๐๐๐ ตัวต่อหนึ่งลูกบาศ์มิลลิลิตร (ค่าคนปรกติราว ๘,๐๐๐ ตัว)
และเป็นเม็ดเลือดขาวชนิดนิวโตรฟิล (Neutrophill) เป็นจำนวนสูงถึงร้อยละ ๘๕ แสดงว่า “ติดเชื้อรุนแรง”
หลวงตาเมตตาให้คณะแพทย์ถวายยา Doripenam เป็นยาปฏิชีวนะที่ครอบคลุมเชื้อแบคทีเรียได้อย่างกว้างทางหลอดเลือดดำ โดยองค์หลวงตาอนุญาตให้เพียง ๕ วัน”
หลังจากได้รับยาปฏิชีวนะ ไข้ลดลง ฉันจังหันได้ สุขภาพดีขึ้น เพราะได้รับสารน้ำชดเชย แผลที่เท้าสะอาดขึ้น
“ศ.นพ.จอมจักร จันทรสกุล” ศัลยแพทย์โรงพยาบาลศิริราช ผู้เชี่ยวชาญด้านทำแผลเรื้อรัง ได้รักษาแผลที่เท้าหลวงตา
การทำความสะอาดแผล จะทำที่บริเวณ “ก้นพื้นแผล” ตัดชิ้นเนื้อตายในแผล เลาะเซาะหนองออกจากแผล ซึ่งภายในเป็นโพรงกินลึกลงไปด้านใต้หลังกระดูกและขยายไปด้านซ้าย
ท้ายสุด “ศ.นพ.จอมจักร” ก็สามารถเอากระดูกเนื้อตายส่วนข้อปลายนิ้วหัวแม่เท้าซ้ายออกได้ ทำให้การอักเสบดีขึ้นมาก
แต่ปัญหาแผลที่ยังไม่หายเพราะแผลขาดเลือดหล่อเลี้ยง และการติดเชื้อยังไม่ได้รับยาปฏิชีวนะที่เหมาะสม-เพียงพอ
ต่อมา “ศ.นพ.จอมจักร” ได้นำ Growth Facto (สารที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติในร่างกาย) ป้ายปิดแผลแทน
และทำแผลทุกวันเช้า – เย็น ติดต่อกันเป็นเวลากว่า ๕ เดือน
ยิ่งกว่านั้น กระดูกหัวแม่เท้าข้อที่ ๒ ก็มีปัญหาตามมา เพราะติดเชื้อและกลายเป็นเนื้อตาย เป็นสิ่งกีดขวางการหายของแผล
แต่อีก ๕ เดือน ถัดมา กระดูกชิ้นนี้ได้หลุดออกมา เพราะเป็นกระดูกตาย ทำให้การดูแลแผลและใส่ Growth Facto ได้ผลดีขึ้นตามลำดับ
แผลที่เท้าหลวงตา ยังคงอักเสบและบวมเป็นๆ หายๆ ต่อมาอีกนับเดือน
แต่มีแนวโน้มดีขึ้นเรื่อยๆ พื้นแผลสะอาดขึ้น ภายในแผลเริ่มมี Granulation Tissue (เนื้อเยื้อที่หายจากการได้รับบาดเจ็บ) ขึ้นมาปกคลุม ภายหลังกระดูกข้อที่ ๒ ของหัวแม่เท้าซ้ายหลุดออกมา
การใช้ Growth Factor (สารที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติในร่างกาย) นับว่าได้ผลคุ้มค่า แม้นจะมีราคาแพงมากและต้องใช้เวลาในการรักษาติดต่อกันหลายเดือน
ความสำเร็จของการรักษาแผลที่เท้าซ้ายของหลวงตา ที่ดีขึ้นตามลำดับนี้ สรุปได้ว่า เป็นผลมาจากการดูแลอย่างดีเยี่ยมและอย่างใกล้ชิดของ “ศ.นพ.จอมจักร จันทรสกุล”
ซึ่งท่านมีความมั่นใจมากและพยากรณ์โรคว่า “แผลที่เท้าของหลวงตาจะหายได้”
“ศ.นพ.จอมจักร” เดินทางไปมาระหว่างกรุงเทพ – อุดรธานี เพื่อมายังวัดป่าบ้านตาด ดูแลทำความสะอาดแผลหลวงตาเป็นอย่างดีเยี่ยม บางสัปดาห์มาถึง ๓ ครั้ง รวมแล้วกว่า ๑๐๐ เที่ยว
ก่อนละสังขาร
องค์หลวงตา ได้มอบ #กระดูกนิ้วหัวแม่เท้าซ้าย ให้แก่ “หลวงพ่อสุดใจ ทันตมโน” เป็นผู้เก็บรักษาไว้
ต่อมา เพลิงไหม้กุฏิหลวงพ่อสุดใจ จนทำให้องค์ท่านถึงแก่กาลมรณภาพ
ลูกศิษย์ค้นในกองเพลิง เจอกระดูกหัวแม่เท้าหลวงตา จนได้นำมามอบให้ “หลวงพ่อสุธรรม สุธัมโม” เก็บรักษาไว้ ในกุฏิหลวงตา
ต่อไปจะได้นำไปบรรจุบน “บุษบกทองคำ” ภายในพิพิธภัณฑ์ธรรมเจดีย์
อนึ่ง ขณะรักษาอาการอาพาธที่หัวแม่เท้าซ้ายขององค์หลวงตายังไม่หายดีนั้น
“ศ.นพ.นิพนธ์” นำความกราบบังคมทูล “พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร” (ในหลวง ร.๙)
ถึงอาการอาพาธขององค์หลวงตาพระมหาบัว พระองค์ท่านทรงมีกระแสรับสั่งดังนี้ว่า
๑.ให้เตรียมห้องพักที่โรงพยาบาลศิริราชไว้ให้พร้อมกรณีหลวงตา ต้องเข้ารับการรักษา
๒.ให้คณะแพทย์ประชุมหารือถึงวิธีการรักษาที่ดีที่สุดให้หลวงตาพระมหาบัว
๓.ให้คณะแพทย์เดินทางไปยังวัดป่าบ้านตาด อธิบายเกี่ยวกับแผนการรักษาที่ถูกต้องและดีที่สุด
๔.ให้กราบนิมนต์หลวงตาพระมหาบัว เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลศิริราช โดยให้กราบเรียนว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงขอนิมนต์หลวงตา
๕. แต่ท้ายที่สุด “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” ทรงย้ำว่า การตัดสินใจทั้งสิ้น ขอให้หลวงตาพิจารณาเลือกเองเป็นข้อยุติ เพราะ “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” ทรงทราบก่อนหน้านี้ ทูลกระหม่อม “สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี” (พระอิสริยยศในขณะนั้น)
ทรงเคยกราบนิมนต์ให้เดินทางมารักษาที่โรงพยาบาล แต่หลวงตา ขอเลือกอยู่ที่วัดป่าบ้านตาด มากกว่าโรงพยาบาล
ต่อมา หลวงตาได้ตัดสินใจรักษาอาการอาพาธที่วัดป่าบ้านตาด
“ศ.นพ.นิพนธ์” ได้กราบฝ่าละอองธุรีพระบาท กราบบังคมทูลให้ทรงทราบถึงการตัดสินใจของหลวงตา
พระองค์ทรงตรัสว่า “#อย่าทิ้งหลวงตา ให้ดูแลรักษาท่านต่อที่วัดและให้ดูแลต่อไปอย่างดีที่สุด”
#15ปี หลวงตาพระมหาบัวละสังขาร
………………………………….
ก็ด้วย “อนาคตังสญาน” ขององค์หลวงตาองค์นี้
ช่วยไทยพ้นความล่มจมจากวิกฤตต้มยำกุ้งจนสถานะการคลังประเทศเสถียรถึงทุกวันนี้
ส่วนหนึ่งมาจาก “ทองคำ ๑๓ ตัน” จาก “ผ้าป่าช่วยชาติ” ขององค์หลวงตา
วันนี้ ทองคำบาทละ ๘๑,๕๐๐ บาท
ทองคำ ๑๓ ตัน ประมาณ ๑๓,๑๒๙ กก.ตีเป็นเงินก็ไม่หนี ๗๐,๐๐๐-๘๐,๐๐๐ ล้านบาท ดอลลาร์อีก ๑๐,๔๕๗,๑๕๙.๖๓ เหรียญสหรัฐฯ อีกตะหาก
ก็ด้วย “อนาคตังสญาน” คือญานหยั่งรู้อนาคตขององค์หลวงตา อนุเคราะห์ลูกหลาน-บ้านเมืองให้มีรากฐานมั่นคงในวันนี้โดยแท้
ขอกราบพ่อแม่ครูอาจารย์ด้วยระลึกรู้ในพระคุณ.
เปลว สีเงิน
๓๐ มกราคม ๒๕๖๙

