23 มกราคม 2569 ผศ.ดร.เชษฐา ทรัพย์เย็น อาจารย์ประจำภาควิชาการบริหารและจัดการเมือง วิทยาลัยพัฒนามหานคร มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช ให้ความเห็นต่อท่าทีของพรรคประชาชน โดยตั้งคำถามสำคัญว่า พรรคประชาชนกำลังเปลี่ยนจุดยืน หรือกำลังเผชิญบททดสอบของอำนาจ ภายหลัง นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ออกมายอมรับว่า พร้อมจับมือกับทุกฝ่ายเพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าไปบริหารประเทศสวนทางกับนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค ที่ตั้งเงื่อนไขในการจับมือกับพรรคต่าง ๆ ระบุว่า
ขณะนี้การเมืองไทยกำลังตั้งคำถามกับพรรคประชาชน ไม่ใช่เพียงเรื่องว่า จะจับมือกับใคร แต่เป็นคำถามที่ลึกไปกว่านั้น คือ พรรคการเมืองที่เติบโตจากอุดมการณ์ จะสามารถเดินเข้าสู่อำนาจทางการเมืองโดยไม่สูญเสียตัวตนเดิมได้หรือไม่ ถ้าพูดอย่างทำอย่างแล้วได้เข้าสู่อำนาจก็ไม่ต่างกับการเมืองที่พรรคเองถล่มมาก่อนหน้า แล้วคนที่รัก ที่ชอบ จะยังเชียร์อยู่ไหม นี่คือ การเดิมพันที่เสี่ยง พรรคเกิดมาได้เพราะศรัทธา ไม่อยากเห็นพรรคที่ได้รับศรัทธา กำลังจะถูกศรัทธาย้อนกลับมาทำลาย
ผศ.ดร.เชษฐา มองว่า สำหรับผู้สนับสนุนจำนวนไม่น้อย เรื่องนี้ไม่ใช่เพียงความแตกต่างของถ้อยคำ แต่สะท้อนความกังวลว่าพรรคประชาชนอาจกำลังขยับจาก การเมืองแห่งหลักการไปสู่ การเมืองแห่งอำนาจ
นอกจากนั้น ยังมีคำถามที่สังคมต้องขบคิดว่าสำหรับพรรคประชาชนเราต้องเชื่อใคร ระหว่างหัวหน้าพรรคที่สื่อสารอย่างชัดเจนว่าใครคือฝ่ายเดียวกันและฝ่ายตรงข้าม เพราะความชัดเจนคือสิ่งที่หล่อเลี้ยงศรัทธาของฐานเสียง ขณะที่ผู้นำเชิงยุทธศาสตร์ย่อมต้องพูดในภาษาของความเป็นไปได้ เปิดพื้นที่เจรจา ลดการสร้างศัตรู และเตรียมพรรคให้พร้อมกับฉากทัศน์หลังเลือกตั้งที่ซับซ้อน แล้วที่สุดใครคือผู้มีอำนาจตัดสินใจตัวจริง ถ้าอยากจะเป็นการเมืองใหม่ความชัดเจนตรงนี้คือสิ่งสำคัญที่สุดว่า มวลชนควรจะตัดสินใจจากใคร เพราะที่ผ่านมา พรรคขายความจริงใจ ก็ต้องจริงใจกับประชาชนทุกเรื่อง
“มีคำถามคืออย่างพรรคกล้าธรรม มาจุดนี้ สามารถจับมือกันได้หรือไม่ เพราะพรรคกล้าธรรมถูกสร้างให้มีภาพบางอย่าง ซึ่งอยู่คนละขั้วกับพรรคประชาชนไปแล้ว มาวันนี้ เมื่อนายธนาธรมีบทบาทขึ้นมา พรรคกล้าธรรม อยู่ตรงจุดไหน”
ผศ.ดร.เชษฐา ระบุว่า ความเงียบในประเด็นนี้ยิ่งทำให้สังคมตั้งคำถามมากขึ้น แม้จะอธิบายได้ในเชิงยุทธศาสตร์ เช่น การลดแรงปะทะหรือการไม่ให้ความสำคัญเชิงสัญลักษณ์ แต่ในสายตาสาธารณะ ความเงียบอาจถูกตีความว่า พรรคกำลังถอยจากความชัดเจนที่เคยเป็นจุดแข็งของตนเอง
ทั้งนี้ พรรคประชาชนเติบโตจากความแตกต่างทางจุดยืน และเคยประกาศชัดว่าการเมืองแบบเดิมไม่ใช่คำตอบ ดังนั้น เมื่อพรรคเริ่มใช้ภาษาทางการเมืองไม่ต่างจากพรรคการเมืองทั่วไป คำถามเรื่องอุดมการณ์จึงเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ผศ.ดร.เชษฐา ย้ำว่า การมุ่งสู่อำนาจไม่ใช่เรื่องผิด เพราะเป็นหน้าที่ของพรรคการเมืองในระบอบประชาธิปไตย แต่สิ่งที่สังคมต้องการเห็นคือความชัดเจนว่า อำนาจนั้นจะถูกใช้ภายใต้เงื่อนไขใด จะไม่แลกนโยบายเชิงโครงสร้างกับตำแหน่งทางการเมือง จะไม่ลดมาตรฐานด้านจริยธรรมของพรรคร่วมหรือไม่
ท้ายที่สุด บททดสอบที่แท้จริงของพรรคประชาชนในเวลานี้ ไม่ใช่เพียงการเจรจาทางการเมือง แต่คือการสื่อสารสาธารณะที่ทำให้ผู้สนับสนุนมั่นใจว่า หลักการและอุดมการณ์ของพรรคยังไม่ถูกเลือนหายไปพร้อมกับความยืดหยุ่นทางอำนาจ เพราะพรรคอาจได้อำนาจจากความเปิดกว้าง แต่ก็อาจสูญเสียตัวตน หากความยืดหยุ่นนั้นไร้เส้นแบ่งที่ชัดเจน
ผศ.ดร.เชษฐา ทิ้งท้ายว่า พรรคประชาชนจะไม่ถูกตัดสินจากคำว่า “เปิดกว้าง” แต่จะถูกตัดสินจากคำตอบต่อคำถามเดียวที่สังคมกำลังจับตา นั่นคือ อำนาจที่พรรคกำลังเดินเข้าไปหา จะถูกใช้เพื่อรักษาหลักการ หรือเพื่อแทนที่จุดยืนเดิม เพียงเพื่อให้ได้สถานะการเป็นรัฐบาลเท่านั้น.
