ผักกาดหอม
ผู้เฒ่าทั้งหลาย…
เห็นทีต้องขอบคุณรัฐบาลแพทองธารซะแล้วล่ะครับ
มองการณ์ไกลมาก
รัฐบาลจะรวยจากกาสิโน เอาเงินไปเลี้ยงผู้เฒ่าผู้แก่ ให้มีชีวิตที่ยืนยาว อย่างน้อยก็ได้อยู่ดูความหายนะของสังคมไทยครับ
คือ…คนในรัฐบาลยิ่งพูดเรื่องกาสิโน ก็ยิ่งเข้ารกเข้าพง
พยายามสรรหาข้อดีของการมีกาสิโน มาอ้างเพื่อให้ประชาชนเห็นด้วยกับ ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร หรือ เอนเทอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์
หรือที่จริงแล้วมันคือกฎหมายเปิดกาสิโน
ก็น่าตกใจกับทัศนคติแบบนี้ครับ
วันก่อน “วิสุทธิ์ ไชยณรุณ” ประธานวิปรัฐบาล ให้เหตุผลของการใช้กาสิโนสร้างชาติไว้ชนิดที่ผู้สูงวัยทั้งหลายฟังแล้ว น่าจะปลื้ม
“…ประเทศเราต้องหาเงิน รัฐบาลก็ต้องหาตังค์ ซึ่งหลายโครงการก็อยากได้และอยากให้ดูแล
อย่างผมกลับไปบ้าน ซึ่งอยู่ชนบทผู้สูงอายุก็อยากให้เพิ่มเงินผู้สูงอายุให้มากขึ้น คนพิการก็อยากได้มากขึ้น
ฉะนั้น ที่จะทำเรื่องนั้นเรื่องนี้ก็ต้องดูว่ารัฐบาลจะหาเงินมาจากที่ไหน
ฉะนั้น เอนเทอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ก็เป็นอีกทางหนึ่ง จึงอย่าไปกังวล
หลายคนก็อธิบายจนผิด คิดว่าเปิดบ่อนการพนันเสรี อันนี้ไม่จริง เพราะเอนเทอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ เป็นสถานบันเทิงครบวงจรที่ต้องทำและมีการพนันไม่เกิน ๑๐ เปอร์เซ็นต์ และไม่ได้มีทุกจังหวัด เราก็ต้องชี้แจง…”
อย่าหลอกคนแก่เลยครับ
บาปกรรม!
คิดถึงคนเล่นกาสิโนหมดเนื้อหมดตัว เกิดปัญหาครอบครัว บางคนอาจฆ่าตัวตายหนีปัญหา แต่รัฐบาลเอาเงินนั้นมาให้คนชรา ผู้พิการ
แนวคิดสร้างสังคมด้วยเงินบาป คือแนวทางที่ระบอบทักษิณใช้มาตลอด และสร้างปัญหามาตลอด
มันไม่ยั่งยืน
แถมยังพ่วงปัญหาอื่นตามมามากมาย
หากจะทำรัฐสวัสดิการ ก็ควรคิดทั้งระบบ ไม่ใช่อยากจะแจกใครเมื่อไหร่ ก็ไปเอาเงินกู้เงินบาปมาให้
สุดท้ายมีแต่หนี้
ทั้งหนี้ทางตรง และหนี้ทางอ้อม
เรื่องนี้ต้องชื่นชม สส.มุสลิมฝั่งรัฐบาลครับ ที่ยึดมั่นในหลักศาสนา
จุดยืนพรรคประชาชาติชัดเจนคือ ไม่เอากาสิโน
ก็เป็นเพียงเสียงเล็กน้อยในรัฐบาล พรรคประชาชาติไม่เอาด้วยรัฐบาลก็ไม่กระเทือน แต่จะดีกว่านี้หากพรรคประชาชาติ ลุกขึ้นมาเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกนโยบายกาสิโน
เพราะผลกระทบ มิได้มีกับแค่พี่น้องมุสลิมเท่านั้น แต่กระทบกับคนไทยทั้งประเทศ
ฉะนั้นสิ่งที่ประชาชนอยากเห็นคือ ไม่ใช่พรรคประชาชาติโหวต “งดออกเสียง”
แต่ต้องเป็น “ไม่เห็นด้วย”
มิเช่นนั้นก็ไม่ต่างอะไรกับการเอาตัวรอดทางการเมืองเท่านั้น
ครับ…อีกคนที่ไม่พูดถึงไม่ได้
“ชูศักดิ์ ศิรินิล” เป็นถึงครูบาอาจารย์ แต่วันนี้เป็น “อาจม” แทนที่จะเตือนลูกหลานใน ครม. กลับสนับสนุนทั้งๆ ที่รู้ว่าสิ่งที่จะตามมาคืออะไร
กู่ไม่กลับจริงๆ ครับ
นักข่าวถามว่าตัดกาสิโน ออกจากร่างกฎหมายเลยได้มั้ย
คำตอบ…อึ้งสิครับ!
ทำไม่ได้ เพราะกฎหมายระบุว่าต้องทำอย่างน้อย ๔ ประเภท รวมทั้งกาสิโนด้วย ซึ่งอาจจะมากกว่าก็ได้
ฉะนั้นเลิกเหนียมกันเสียที นี่ไม่ใช่ร่างกฎหมายเอนเทอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ แต่เป็นร่างกฎหมายกาสิโน
อีกประโยคของ “ชูศักดิ์ ศิรินิล”
“…ผมเล่นไม่ได้ เพราะมีเงินไม่ถึง…”
ถ้าเงินถึงจะเล่นอย่างนั้นหรือ
ไม่มีนักการเมืองคนไหนยอมรับว่าตัวเองเข้ากาสิโนหรอกครับ
ต่อให้ประเทศไทยมีกาสิโนถูกกฎหมาย ก็ไม่กล้าเข้า
ก็รู้ๆ กันอยู่ ขืนเข้าไป ทัวร์ลงยับ
ย้อนไปที่ประธานวิปรัฐบาลอีกที ท่านก็รู้ว่าเข้ากาสิโนมันเสี่ยง!
“…ไม่ใช่ว่าใครอยากเดินเข้าไปเล่นการพนันก็ได้ ที่ผมไปเห็นมาเขาตรวจบัตรสารพัด ถ้าครอบครัวหนึ่งไปเล่น ลูกหรือพ่อแม่ไม่พอใจแล้วไปแจ้ง เขาก็ไม่ให้เข้า
นักการเมืองเขาก็ไม่ให้เข้าเพราะกลัวจะไปฟอกเงิน…”
ถามหน่อย มีเฉพาะนักการเมืองเท่านั้นหรือครับที่ฟอกเงิน
ท่านก็รู้ว่าปัญหามันเยอะ แต่กระเหี้ยนกระหือรือกันเหลือเกิน อยากให้มีกาสิโน
ส่วนฝ่ายค้าน อย่าคาดหวังอะไรครับ
เพราะไม่มีอะไรให้หวัง
เห็นคำให้สัมภาษณ์ของ “ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล” ประธานวิปฝ่ายค้าน แล้วจุก!
“…เราไม่ได้ไม่เห็นด้วยกับเนื้อหา แต่เราไม่เห็นด้วยกับกระบวนการที่จะมาเร่งรัดกันเช่นนี้…”
“…ผมว่าเราปล่อยตามธรรมชาติ ในเมื่อเราเคยเสนอแล้วว่าให้พิจารณากฎหมายเยอะหน่อย เพื่อให้สามารถพิจารณากฎหมายของ สส.ด้วย แต่ก็ไม่เคยมีการตอบรับเลย แล้วอยู่ดีๆ จะมาเร่งรัดเอาโดยที่ทุกฝ่ายไม่พร้อม เราเองก็ยังไม่ทราบรายละเอียดอะไรเลย จึงคิดว่า ไม่เห็นด้วย…”
น้ำหนักการคัดค้านไม่ได้อยู่ที่ร่างกฎหมายกาสิโน
แต่ค้านว่าเร็วไป
เร็วจนแซงคิวร่างกฎหมายของฝ่ายค้าน
แล้วจะอยู่กันอย่างไรครับเมื่อประเทศไทยมีฝ่ายค้านแบบนี้
เห็นทีประชาชนคงต้องต่อต้านกาสิโนกันตามลำพังแล้วล่ะครับ
