‘ทิพานัน’ ยก รธน.อธิบายชัด ‘ประยุทธ์’ เป็นนายกฯ ตามรธน.60 วอนฝ่ายค้านอย่าอ่านกฎหมายแบบกระท่อนกระแท่น ทำสังคมสับสน ย้อนแสบหรือ “กลัว”ประชาชนเลือกพรรคที่ ‘บิ๊กตู่’ เป็นแคนดิเดตนายกฯ ในเลือกตั้งสมัยหน้า

น.ส.ทิพานัน ศิริชนะ ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี อดีตผู้สมัคร ส.ส.กทม.เขตจอมทอง-ธนบุรี อดีตรองโฆษกพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทยและฝ่ายค้านพยายามอ้างมาตรา 158 วรรค 4 แห่งรัฐธรรมนูญ 2560 ที่ ห้ามนายกรัฐมนตรีดำรงตำแหน่งเกิน 8 ปี

มาปลุกปั่นกระแสสังคมเพื่อลดทอนความชอบธรรมในการดำรงตำแหน่งนายกฯ ที่มาจากการเลือกตั้งของพล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่า เป็นเรื่องที่ฝ่ายค้านถนัดและดิ้นรนจะทำเพราะไม่สามารถหาจุดบกพร่องในการบริหารประเทศของพล.อ.ประยุทธ์ ได้

จึงต้องไปเอากฎหมายมาตีความกระท่อนกระแท่น เอามาบางส่วนในแต่ละมาตรามาโจมตีนายกฯ เพราะถ้าอ่านมาตรา 158 และมาตรา 264 ทั้งมาตราก็จะเข้าใจได้อย่างเป็นปกติว่า การนับอายุดำรงตำแหน่งนายกฯ เริ่มขึ้นเมื่อรัฐธรรมนูญ 2560 มีผลบังคับใช้ เมื่อพล.อ. ประยุทธ์ดำรงตำแหน่งนายกฯ ตามมาตรา 158 วรรค 2 ที่บุคคลที่เป็นแคนดิเดตนายกฯ ได้รับความเห็นชอบจากสภาฯ

น.ส.ทิพานัน กล่าวต่อว่า บทบัญญัติของมาตรา 158 ทั้งมาตรา ที่มี 4 วรรค คือ วรรคหนึ่ง พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีอื่นอีกไม่เกินสามสิบห้าคนประกอบกันเป็นคณะรัฐมนตรี มีหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินตามหลักความรับผิดชอบร่วมกัน

วรรคสอง นายกรัฐมนตรีต้องแต่งตั้งจากบุคคลซึ่งสภาผู้แทนราษฎรให้ความเห็นชอบตามมาตรา 159

วรรคสาม ให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี

วรรคสี่ นายกรัฐมนตรีจะดำรงตำแหน่งรวมกันแล้วเกินแปดปีมิได้ ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นการดำรงตำแหน่งติดต่อกันหรือไม่ แต่มิให้นับรวมระยะเวลาในระหว่างที่อยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปหลังพ้นจากตำแหน่ง

สิ่งที่ต้องพิจารณาคือมาตรา 158 วรรค 2 ระบุว่า นายกรัฐมนตรีต้องแต่งตั้งจากบุคคลซึ่งสภาผู้แทนราษฎรให้ความเห็นชอบตามมาตรา 159 และเมื่อประกอบมาตรา 272 แล้วต้องให้ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีจากบุคคลซึ่งมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 160 และเป็นผู้มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ตามมาตรา 88

ดังนั้นความมุ่งหมายของมาตรา 158 ทั้งมาตราเป็นการบัญญัติพระราชอำนาจในการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี และวาระการดำรงตำแหน่งของนายกรัฐมนตรี ซึ่งในการนับเวลา 8 ปีตามรัฐธรรมนูญนี้ ไม่ใช่ว่าจะนับตั้งแต่ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญแต่ต้องเป็นตั้งแต่มีรัฐธรรมนูญฉบับนี้และเป็นนายกฯ ที่มาตามมาตรา 158 วรรค 2 ที่ต้องผ่านขั้นตอนการเสนอชื่อโดยกระบวนการตั้งแต่ประชาชนตามมาตรา 159

ซึ่งรัฐธรรมนูญปีไหนก็ยังไม่มี เมื่อจะใช้กฎหมายมาตรานี้ก็ต้องอ่านทั้งมาตรา จะเอาวรรค 4 วรรคเดียวมาอ้างแบบกระท่อนกระแท่นบางส่วนไม่ได้ การนับเวลา 8 ปีตามมาตรา 158 วรรค 4 ต้องนับจากนายกรัฐมนตรีที่มาตามมาตรา 158 วรรค 2 ด้วย

“ส่วนมาตรา 264 วรรค 1 ที่บัญญัติว่า “ให้คณะรัฐมนตรีที่บริหารราชการแผ่นดินอยู่ในวันก่อนวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ เป็นคณะรัฐมนตรีตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ จนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่ภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญนี้จะเข้ารับหน้าที่…”

ก็มีความหมายตามตัวบทคือ ครม.ก่อนหน้าประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 2560 ไม่ใช่ครม.ตามรัฐธรรมนูญนี้ ซึ่งครม.ก็ต้องรวมถึงนายกฯ ด้วย แสดงว่านายกฯ คนปัจจุบันก็เพิ่งมีสถานะเป็นนายกฯ ตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ และหากพิจารณาตามเจตนารมณ์นั้น เมื่อดูจากหนังสือความมุ่งหมายและคำอธิบายประกอบรายมาตราของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 หน้า 483 ก็บอกความมุ่งหมายของมาตรานี้ทั้งมาตราชัดเจนว่า

เป็นเพียงการบัญญัติกำหนดให้ครม. ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมีครม. ชุดใหม่ เพื่อความต่อเนื่องในการบริหารราชการแผ่นดิน โดยต้องมีคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามตามบทหลักของรัฐธรรมนูญ ยกเว้นลักษณะต้องห้ามบางประการอันเป็นกรณีที่ใช้บังคับแก่ครม. ซึ่งมีที่มาตามรัฐธรรมนูญนี้เป็นการเฉพาะเท่านั้น

น.ส.ทิพานัน กล่าวต่อว่า การตีความมาตรา 264 วรรค 1 ไม่ได้เป็นไปตามที่นายธีรัจชัย พันธุมาศ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล พยายามบิดเบือนว่าเป็นมาตราที่ให้นับการดำรงตำแหน่งนายกฯ ของ พล.อ.ประยุทธ์ ตั้งแต่ปี 2557 เพราะไม่ได้เป็นมาตราที่พูดถึงการนับระยะเวลาดำรงตำแหน่งเลย ไม่มีตรงไหนบัญญัติเรื่อง “การให้นับระยะเวลา” ดำรงตำแหน่งต่อเนื่องเลย ดังนั้นจะมาอ้างว่ามาตรา 264 กำหนดไว้ชัดเจนให้นับย้อนตั้งแต่รัฐธรรมนูญฉบับก่อนหน้านี้ไม่ได้

จึงอยากให้นายธีรัจชัยและฝ่ายค้านหยุดบิดเบือนการตีความกฎหมายรัฐธรรมนูญเพื่อปลุกปั่นกระแสสังคมและลดทอนความชอบธรรมในการดำรงตำแหน่งนายกฯ ของพล.อ. ประยุทธ์ อย่าลดมาตรฐานการทำงานตรวจสอบของฝ่ายค้านจนทำให้ประชาชนเห็นชัดว่าไม่สามารถหาจุดบกพร่องในการบริหารประเทศของพล.อ.ประยุทธ์ ได้ ถึงขนาดต้องจนตรอกบิดเบือนกฎหมายจนสังคมสับสน

“และไม่ว่าการสับสนครั้งนี้ จะนำไปสู่การยื่นศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาดตีความอย่างไรก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่การคาดการณ์มาตรา 158 แบบล่วงหน้าของฝ่ายค้านจนสังคมสับสนนั้นมีเหตุผลเดียวคือ ‘กลัว’ กลัวว่าการเลือกตั้งครั้งหน้า จะมีประชาชนเลือกพรรคที่เสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯ เป็นพล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ใช่หรือไม่

หากเป็นเช่นนั้น ก็อย่างเพิ่งกลัวไปก่อน เพราะไม่มีใครทราบว่าอนาคตข้างหน้าจะเป็นเช่นไร สิ่งเดียวที่ฝ่ายค้านควรจะทำเสียตั้งแต่วันนี้คือ ไม่บิดเบือนข้อมูล ไม่ใส่ร้ายป้ายสีคนทำงาน และต้องมีจิตใจช่วยเหลือประชาชนที่กำลังเดือดร้อนจากใจจริงก็พอ เพราะสิ่งที่ฝ่ายค้านพยายามชี้นำประเด็น มาตรา 158 ก็ยังมาไม่ถึง จงทำปัจจุบันให้ที่สุดจะดีกว่า” น.ส. ทิพานัน กล่าว

 

Written By
More from pp
ผลโพลวันวาเลนไทน์ ปี 67 ส่วนใหญ่อยากมอบความรักให้พ่อแม่ ผู้ปกครองมากที่สุด พร้อม อยากส่งความรักให้ “วงบีทีเอส วงเอ็นซีที ลิซ่า” ชี้คำบอกรักสุดประทับใจ “รักนะโอนให้แล้วนะ”
13 กุมภาพันธ์ 2567 “เสริมศักดิ์” เผยผลโพลวันวาเลนไทน์ ปี 67 ส่วนใหญ่อยากมอบความรักให้พ่อแม่ ผู้ปกครองมากที่สุด พร้อม อยากส่งความรักให้“วงบีทีเอส วงเอ็นซีที ลิซ่า”...
Read More
0 replies on “‘ทิพานัน’ ยก รธน.อธิบายชัด ‘ประยุทธ์’ เป็นนายกฯ ตามรธน.60 วอนฝ่ายค้านอย่าอ่านกฎหมายแบบกระท่อนกระแท่น ทำสังคมสับสน ย้อนแสบหรือ “กลัว”ประชาชนเลือกพรรคที่ ‘บิ๊กตู่’ เป็นแคนดิเดตนายกฯ ในเลือกตั้งสมัยหน้า”