กรมควบคุมโรค เผยการให้วัคซีนโควิด 19 แบบสลับชนิด เพิ่มประสิทธิภาพและกระตุ้นภูมิคุ้มกัน สามารถต้านเชื้อกลายพันธุ์ได้

กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เผยการให้วัคซีนโควิด 19 แบบสลับชนิด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและกระตุ้นให้เกิดภูมิคุ้มกันสามารถต้านเชื้อไวรัสกลายพันธุ์ได้ โดยเฉพาะสายพันธุ์เดลตา ที่ส่วนใหญ่มีการแพร่ระบาดในพื้นที่กรุงเทพฯ และมีแนวโน้มจะระบาดไปทั่วประเทศ
เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2564 จากรายงานทางระบาดวิทยาขององค์การอนามัยโลก (WHO) เรื่อง โรคโควิด 19 ฉบับที่ 48 ประจำวันที่ 13 กรกฏาคม 2564 ในช่วงวันที่ 5-11 กรกฎาคม 2564 พบจำนวนผู้ป่วยโรคโควิด 19 ทั่วโลก โดยเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ที่ผ่านมา 10% และพบผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 3% นั้น

จากรายงานดังกล่าว พบว่ามีรายงานการแพร่กระจายเชื้อสายพันธุ์ก่อเรื่อง (Variant of concern) ดังนี้

สายพันธุ์อัลฟา (อังกฤษ) จำนวน 178 ประเทศ สายพันธุ์เบตา (แอฟริกาใต้) จำนวน 123 ประเทศ สายพันธุ์แกมมา (บราซิล) จำนวน 75 ประเทศ และสายพันธุ์เดลตา (อินเดีย) จำนวน 111 ประเทศ

ซึ่งในประเทศไทยพบ 3 สายพันธุ์ ได้แก่ อัลฟา 74.08% เบตา 1.78% และเดลตา 70-80% โดยสายพันธุ์เดลตาจะพบมากขึ้นในประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่ กัมพูชา อินโดนิเซีย ญี่ปุ่น ลาว มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงค์โปร์ ศรีลังกา เวียดนาม แต่ยังไม่มีรายงานพบสายพันธุ์ดังกล่าวในประเทศเมียนมาร์

ในประเทศไทย พบผู้ป่วยเป็นกลุ่มก้อนในหลายพื้นที่ และพบผู้เสียชีวิตอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลสถานการณ์โรคโควิด 19 ในประเทศไทยในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา พบผู้ป่วยรายใหม่เกือบ 1 หมื่นราย (เฉลี่ย 9,141 รายต่อวัน) และพบผู้เสียชีวิตเกือบ 100 ราย (เฉลี่ย 82 รายต่อวัน) ซึ่งเป็นการติดเชื้อและเสียชีวิตที่สูงในขณะนี้

จึงขอความร่วมมือจากประชาชนปฏิบัติตามมาตรการทางสังคม มาตรการทางกฎหมาย มาตรการส่วนบุคคล และการฉีดวัคซีน เพื่อเร่งการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ จากการสุ่มตรวจเพื่อเฝ้าระวังสายพันธุ์โควิด 19 ในประเทศไทย

โดยกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ พบสายพันธุ์อัลฟาและเดลตาเป็นส่วนใหญ่ โดยสายพันธุ์เดลตา มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกสัปดาห์ สายพันธุ์อัลฟามีแนวโน้มลดลง จากข้อมูลการเฝ้าระวังในพื้นที่กรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 3-9 ก.ค. 64 พบผู้ติดเชื้อโควิด 19 สายพันธุ์เดลตา 57.1% สายพันธุ์อัลฟา 42.9% ส่วนสายพันธุ์เบตายังไม่พบผู้ติดเชื้อ

เนื่องจากปัญหาไวรัสกลายพันธุ์ โดยเฉพาะสายพันธุ์เดลตา ที่มีการแพร่ระบาดในพื้นที่กรุงเทพฯ และมีแนวโน้มจะระบาดไปทั่วประเทศ แพร่กระจายได้รวดเร็ว ทำให้มีผู้ป่วยที่รักษาในโรงพยาบาลจำนวนมาก และมีผู้ป่วยที่มีอาการหนักเพิ่มขึ้น ทำให้ต้องใช้เตียงไอซียู ในส่วนของผู้เสียชีวิต ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้สูงอายุ

ดังนั้น การฉีดวัคซีนป้องกันโควิด 19 จึงมีความสำคัญที่จะต้องเร่งดำเนินการ จากการเก็บข้อมูลและทบทวนการศึกษาวิจัยจากหลายๆรายงาน พบว่าการฉีดวัคซีนสลับชนิด ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและกระตุ้นให้เกิดภูมิคุ้มกันสามารถต้านไวรัสกลายพันธุ์ได้ ซึ่งที่ประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ ครั้งที่ 7/2564 เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2564 ที่ผ่านมา มีมติ คือ

1.เตรียมปรับวิธีการฉีดโดยให้วัคซีนสลับชนิดกัน เพื่อให้มีภูมิคุ้มกันมากขึ้นและเร็วขึ้น

2.การให้วัคซีนเข็มกระตุ้นสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ด่านหน้า ทั้งนี้ ขอให้เร่งฉีดวัคซีนในผู้สูงอายุมากกว่า 60 ปี ผู้ที่มีโรคเรื้อรัง เพื่อลดการป่วยรุนแรงและเสียชีวิต รวมทั้งป้องกันควบคุมโรคโควิด 19 ได้อย่างมีประสิทธิภาพและทันต่อสถานการณ์ของโรค

ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนปฏิบัติตามมาตรการทางสังคม มาตรการทางกฎหมาย และมาตรการส่วนบุคคล โดยการสวมหน้ากากอนามัย งดการคลุกคลีใกล้ชิด และไม่รับประทานอาหารร่วมกัน ทั้งที่บ้านและที่ทำงาน งดการเดินทางที่ไม่จำเป็น ตามแนวทางและมาตรการที่ ศบค. กำหนด

โดยกรมควบคุมโรค ได้ยกระดับการดำเนินการเฝ้าระวัง ป้องกัน ควบคุมการระบาดเชิงรุกอย่างเข้มข้น และเร่งการฉีดวัคซีนตามแผนกระจายวัคซีนอย่างต่อเนื่อง สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร.1422

Written By
More from pp
มูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์ พัฒนาชีวิตชนบท เดินหน้าต่อเนื่อง ผนึกกำลังเครือข่ายอนุรักษ์สัตว์ป่า ปล่อย “ม้าเทวดา” (กวางผา) คืนสู่ธรรมชาติ เติมความสมดุลระบบนิเวศ ภายใต้แนวคิด “สร้างอมก๋อยน่าอยู่ คู่ป่าต้นน้ำ” จ.เชียงใหม่
มูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์ พัฒนาชีวิตชนบท ร่วมกับ สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าอมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ ร่วมกันส่ง “กวางผา” (ม้าเทวดา) สัตว์ป่าสงวนกลับคืนสู่ธรรมชาติ จำนวน 4 ตัว
Read More
0 replies on “กรมควบคุมโรค เผยการให้วัคซีนโควิด 19 แบบสลับชนิด เพิ่มประสิทธิภาพและกระตุ้นภูมิคุ้มกัน สามารถต้านเชื้อกลายพันธุ์ได้”