สันต์ สะตอแมน
“กทม. ไม่คาดคิดว่าจะมีผู้ลงทะเบียนจำนวนมากถึงระดับนี้ โดยยอดผู้ลงทะเบียนสูงกว่า 1 ล้านคนแล้ว ซึ่งมากกว่าที่ประมาณการไว้”
เนี่ย..ยังจะ “ไม่คาดคิด”อีกเหรอ? ผมถามคนพูด-คุณชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กรุงเทพฯ น่ะ คุณคิดว่า “น้ำท่วมห่าใหญ่” คราวนี้ ชาวบ้าน-ประชาชน คนกรุงเดือดร้อนกันแค่หยิบมือหรือไง?
และที่คุณชัชชาติอ้างว่า “หากทำแก้มลิงแบบเดิมจะต้องใช้งบประมาณเวนคืนที่ดินและพัฒนาระบบสูงถึง 11,000 ล้านบาท
ซึ่งพิจารณาตามหลักวิชาการแล้ว “ไม่คุ้มค่า” และมีวิธีปรับปรุงคลองหรือเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำอื่นที่เหมาะสมกว่า” นั้น
ตอนนี้ เป็นไงล่ะ เงิน 11,000 ล้านบาทที่ประหยัดไว้จากการไม่เวนคืนแก้มลิง กับงบเยียวยาที่ต้องมาควักจ่ายและบริหารจัดการความวุ่นวายให้คนนับล้าน?
สุดท้าย.. “ทางไหนคุ้มค่ากว่ากันในระยะยาว” ระหว่างการ “เวนคืนที่ดิน” เพื่อทำ “แก้มลิงตามพระราชดำริ” กับ การมาจ่ายเงินเยียวยาปลายเหตุล่ะ..หือ?
อะไรไม่ว่า..เสียงสะท้อนจากกรณีนี้ไม่ใช่แค่เรื่อง “ความผิดพลาดของการจัดการคิวที่สำนักงานเขต” แต่มันสะท้อนให้เห็นถึงความ “เปราะบาง”ของคนเมือง
ที่เวลาน้ำท่วมทีไร ภาระมักจะไปตกที่ประชาชนตัวเล็กๆ ต้องแย่งกันพิสูจน์หลักฐาน ต้องไปยืนรอคิวรับการเยียวยาหลายๆชั่วโมงเสมอมา!
ขณะที่ฝ่ายบริหารกทม. ก็ยังไม่เคยมีคำตอบว่า “มาตรการป้องกันน้ำท่วม” มีประสิทธิภาพมากพอแค่ไหน ที่จะไม่ให้เกิดคำว่า “ไม่คาดคิด” จากปากผู้ว่าฯ ขึ้นอีก
จำได้ไหม..จำได้หรือป่าวว ประโยค “ทำไม่ได้ก็ไม่ต้องอาสา”น่ะ มันไม่ใช่แค่คำพูดติดปากเพื่อเรียกคะแนนเสียงหรอกนะคุณชัชชาติ..
แต่..มันเป็น “พันธสัญญาประชาคม” ที่ผู้ว่าฯต้องแบกรับในทุกสถานการณ์!
คนกรุงเทพฯไม่ได้ต้องการเพียงแค่คำขอโทษ หรือคำชี้แจงว่า “ไม่คาดคิด” แต่ต้องการเห็นมาตรการที่ฉลาดและเฉียบคม ให้สมกับความคาดหวังและคำคุย..
ที่บอกว่า “ได้ศึกษาไว้หมดแล้ว” นั่นต่างหาก!
ซึ่งเท่าที่เห็น น่าจะศึกษาวิธีเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทอสังหาริมทรัพย์-หมู่บ้านจัดสรรเสียมากกว่า หรือจะเถียงก็ว่ามา!
เออ..แต่เรื่องนี้อย่าเพิ่งเถียงกัน ว่าจะทำได้ไหม ทำได้(จริง)รึเปล่า? ก็เรื่องที่คุณอนุทิน ชาญวีรกูล ประกาศเปิดปฏิบัติการเชิงรุก..
“ล้างบางกลุ่มทุนต่างชาติ” ที่ใช้คนไทยเป็นตัวแทนถือครองที่ดินแทน หรือที่เรียกกันติดปากว่า “นอมินี” นั่นแหละ!
ฟังจากน้ำเสียงการประกาศครั้งนี้ ดูเหมือนไม่ใช่แค่การเตือนหรือขู่ แต่เป็นการ “ปักธงขีดเส้นตาย”กันเลยว่า.. “ให้จบภายในเดือนธันวาคม 2569”
กระนั้น..ก็มีคนไม่เชื่อ และตั้งปุจฉาตามมาทันที “งานนี้เอาจริง หรือแค่กระแสการเมืองชั่วคราว(วะ)?”
นั่นด้วยในอดีตทั้งปัจจุบัน นโยบายขีดเส้นตายหลายอย่างมักจะไฟแรงตอนเปิดตัว แต่แผ่วปลายเสียทุกเรื่อง เนื่องจากไป “สะดุดตอ”..
ทั้งกับนักการเมือง ทั้งกับผู้มีอิทธิพลท้องถิ่น และการสมยอมประโยชน์-คอรัปชั่น!
ซึ่งก็ไม่มีใครสามารถตอบแทนท่านนายกฯได้หรอกครับ แต่มองในเชิงกลไกอำนาจ ก็พอจะเห็นความเป็นไปได้(จริง)อยู่บ้าง
อย่างน้อยการที่คุณอนุทินนายกรัฐมนตรีนั่งควบเก้าอี้มหาดไทย ก็จะสามารถทำให้การสั่งการไปยัง “กรมที่ดิน” และผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศได้โดยตรง-เด็ดขาด!
ฉะนั้น.. “เส้นตาย” ธันวาคม 2569 จึงไม่ใช่แค่กำหนดเวลาการทำงานของข้าราชการ แต่คือ “มาตรวัดความจริงใจ” ของรัฐบาล-คุณอนุทินที่ต้องพิสูจน์ให้เห็น
และจะไม่วัดกันที่ตัวเลขแถลงข่าวผลการจับกุมรายย่อย แต่จะวัดกันที่ว่า รัฐบาลกล้าลาก ตัวการใหญ่และ “กลุ่มทุนข้ามชาติ”ที่ฝังรากลึกออกมารับโทษ
และสามารถทวงคืนที่ดินไทยกลับมาให้คนไทยได้จริง ๆ หรือไม่?
ก็..จะไม่ขอเป็นกำลังใจให้กับคุณอนุทินล่ะนะ แต่จะขอติดตามดู “ผลงาน”จากคำประกาศนี้อย่างใกล้ชิด
และหวังว่าสิ้นปี นายกรัฐมนตรี จะ“ล้างบางกลุ่มทุนต่างชาติ”ได้สิ้นซาก..
เพื่อเป็น “ของขวัญ”ให้กับคนไทย!
