ตลาดปลาสวยงาม ช่องโหว่ที่ถูกมองข้าม หรือแค่ความมักง่ายเชิงระบบ?

ตลาดการค้าปลาสวยงามโลกมีมูลค่าราว 7–9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี หรือประมาณ 231,000–297,000 ล้านบาท มากกว่าครึ่งเป็นตลาดปลาสวยงามน้ำจืดเขตร้อน (Tropical Freshwater Ornamental Fish) โดยประเทศไทยเป็นหนึ่งในผู้ส่งออกปลาสวยงามที่สำคัญของเอเชีย มีส่วนแบ่งตลาดประมาณ 11% และมีมูลค่าการส่งออกมากกว่า 1,000 ล้านบาทต่อปี​

ด้วยความที่ตลาดมีมูลค่าสูงย่อมดึงดูดทั้งผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้อง และความพยายามแสวงหาประโยชน์นอกระบบ จึงทำให้หลายประเทศให้ความสำคัญกับการกำกับดูแลการนำเข้าและส่งออกสัตว์น้ำอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะชนิดพันธุ์ที่อาจส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศหากหลุดรอดสู่ธรรมชาติ

นับเป็นตัวเลขเศรษฐกิจที่น่าภาคภูมิใจ แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่ “ช่องโหว่ทางกฎหมาย” บวกเข้ากับ “จิตสำนึกที่ไร้ความรับผิดชอบ” และ “ความหย่อนยานของเจ้าหน้าที่รัฐ” ตัวเลขแสนล้านนั้นก็พร้อมจะเปลี่ยนสภาพเป็น “ค่าเสียหายแสนล้าน” ที่คนไทยทั้งประเทศต้องมาร่วมรับกรรม

กรณี ปลาหมอคางดำ (Sarotherodon melanotheron) เป็นตัวอย่างที่น่าสนใจ เนื่องจากเป็นปลาที่มีความแข็งแรง ปรับตัวได้ดี และในช่วงผสมพันธุ์มีสีสันสวยงาม จึงอาจมีศักยภาพในการเป็นปลาสวยงามได้ แม้จนถึงปัจจุบัน ยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่าการแพร่ระบาดในประเทศไทยมีต้นกำเนิดจากตลาดปลาสวยงาม แต่ประเด็นนี้สะท้อนให้เห็นว่าตลาดดังกล่าวเป็นหนึ่งในช่องทางที่ควรได้รับการเฝ้าระวังเช่นเดียวกับการค้าสัตว์น้ำรูปแบบอื่น

ข้อเท็จจริงที่น่าสนใจคือ ระหว่างปี 2556–2559 ข้อมูลการส่งออกสัตว์น้ำมีชีวิตของกรมประมงปรากฏชื่อวิทยาศาสตร์ Sarotherodon melanotheron จำนวน 326,240 ตัว จากการส่งออก 212 ครั้ง ไปยัง 17 ประเทศ ก่อนที่กรมประมงจะชี้แจงภายหลังว่าเป็นความผิดพลาดจากการกรอกเอกสาร และปลาที่ส่งออกจริงคือปลาหมอมาลาวี (Malawi Cichlid) และปลาหลังเขียว (Sadinella gibbose)

คำชี้แจงดังกล่าวเป็นข้อเท็จจริงของหน่วยงาน แต่กรณีนี้สะท้อนบทเรียนสำคัญว่า ชื่อวิทยาศาสตร์มีความสำคัญอย่างยิ่งในการค้าสัตว์น้ำระหว่างประเทศ เพราะปลาชนิดเดียวกันอาจมีชื่อสามัญ ชื่อทางการค้า หรือชื่อที่ผู้เลี้ยงเรียกแตกต่างกันได้ ขณะที่ชื่อวิทยาศาสตร์เป็นตัวระบุชนิดพันธุ์ที่เป็นมาตรฐานสากล

ปลาหมอคางดำเองก็เคยถูกเรียกหลายชื่อ ตั้งแต่ “ปลานิล” ในเอกสารช่วงเริ่มต้นขอนำเข้าเพื่อการวิจัย ต่อมาเป็น “ปลาหมอเทศข้างลาย” “ปลาหมอสีคางดำ” และปัจจุบันใช้ชื่อ “ปลาหมอคางดำ” แต่ชื่อวิทยาศาสตร์ยังคงเป็น Sarotherodon melanotheron ซึ่งสะท้อนว่าการเปลี่ยนชื่อสามัญอาจสร้างความสับสนได้ หากระบบกำกับดูแลไม่ได้อาศัยชื่อวิทยาศาสตร์เป็นหลัก

ประเทศไทยได้ประกาศควบคุมปลาหมอคางดำตั้งแต่ปี 2561 โดยห้ามนำเข้า ส่งออก นำผ่าน หรือเพาะเลี้ยง เว้นแต่ได้รับอนุญาต ขณะเดียวกัน การนำเข้าสัตว์น้ำทุกชนิดต้องผ่านหลายขั้นตอน ทั้งการตรวจเอกสาร ชนิดสัตว์ สุขภาพ ด่านนำเข้า สถานที่เลี้ยง การปฏิบัติตามเงื่อนไข และพิธีการศุลกากร รวมถึงกรณีการนำเข้าเพื่อวิจัยยังต้องผ่านการประเมินความเสี่ยงและความเห็นของคณะกรรมการด้านความปลอดภัยและความหลากหลายทางชีวภาพ (IBC)

แม้ปลาสวยงามไม่ควรถูกกล่าวหาว่าเป็นต้นทางโดยปราศจากหลักฐาน แต่ก็ควรได้รับการตรวจสอบในฐานะ หนึ่งในห่วงโซ่ที่อาจถูกมองข้าม เพราะการป้องกันชนิดพันธุ์ต่างถิ่นไม่ควรรอให้เกิดปัญหาแล้วจึงย้อนกลับมาถามว่า “ปลาตัวนี้เข้ามาได้อย่างไร”

บทเรียนจากปลาหมอคางดำจึงไม่ใช่เรื่องที่จะจบลงแค่การตั้งคณะกรรมการสอบ แล้วก็จบด้วยคำว่า “กรอกเอกสารผิดพลาด” ไปวันๆ ถึงเวลา​ “ขันนอต” ห่วงโซ่การค้าสัตว์น้ำต่างถิ่นให้รัดกุม ตั้งแต่เรื่องฐานข้อมูลไปจนถึงการสุ่มตรวจ DNA หน้าด่าน มิฉะนั้น​ การป้องกันภัยคุกคามทางชีวภาพก็คงเป็นได้แค่กระดาษเปียกน้ำ… เพราะการละเลยในวันนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องของ “ปลาหลุด” แต่มันคือการปล่อยให้ความมักง่ายกัดกินอนาคตของชาติ!.

Written By
More from pp
มท.1 กำชับผู้ว่าฯ ทุกจังหวัดรับมือพายุ “ซินลากู” ดูแลประชาชนตามแผนเผชิญเหตุ
3 ส.ค.63 พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า ตามที่กรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศ ฉบับที่ 8 ว่าเมื่อเวลา 16.00 น....
Read More
0 replies on “ตลาดปลาสวยงาม ช่องโหว่ที่ถูกมองข้าม หรือแค่ความมักง่ายเชิงระบบ?”