ผักกาดหอม
จะไปไงต่อดีครับ…
สงครามมาอีกแล้ว
เตรียมรับมือกันหรือยัง?
ที่จริงก็เป็นคำถามง่ายๆ แต่ตอบยากมาก ที่ยากไม่ใช่เรื่องของการเตรียมการ แต่เป็นการรับรู้ปัญหาก่อนที่จะเตรียมการ
ฟังสุ้มเสียงแล้วคนส่วนใหญ่มองเป็นเรื่องปกติ อาจเพราะซ้ำซาก บางส่วนไม่ใส่ใจนักบอกว่าวันๆ ต้องทำมาหากิน ไม่มีเวลาไปสนใจอย่างอื่น
ก็จริงครับ แค่หากินไปวันๆ ยังยากเลย แล้วจะไปวุ่นวายกับเรื่องไกลตัวถึงตะวันออกกลางทำไม
วานนี้ (๑๒ กรกฎาคม) นั่งไถโทรศัพท์แก้ง่วง เจอโพสต์ที่น่าสนใจเพราะเข้ากับสถานการณ์ปัจจุบันอยู่ ๒ โพสต์
โพสต์แรกเป็นเพจของ “ปกรณ์ นิลประพันธ์” รองนายกรัฐมนตรี โพสต์เรื่อง “ปิดช่องแคบฮอมุสอีกแล้ว”
—————-.
ปิดเพราะเหตุมีการใช้กำลังระหว่างกัน และคราวนี้ไม่รู้จะเปิดเมื่อไรเพราะเป็นการทำลายความไว้วางใจที่เคยมีให้กันไปจนหมดแล้ว
ตอนที่เขียนอยู่นี้ปฏิบัติการรอบที่สามกำลังดำเนินการ
Geopolitics ทำให้โลกมีความไม่แน่นอน ยิ่งมีการใช้กำลังของมหาอำนาจจะยิ่งทำให้ความไม่แน่นอนสูงมากขึ้น และยุ่งยากมากขึ้น มันส่งผลกระทบไปทั้งโลกและไม่ใช่สถานการณ์ปกติ
รัฐบาลเมื่อสิบยี่สิบปีย้อนหลังไปยังอยู่ในโลกที่ UN และกฎหมายระหว่างประเทศมีความเข้มแข็งตามสมควร การใช้กำลังระหว่างรัฐจึงมีน้อย และถ้ามี UN ก็จะเข้าแทรกแซง
แต่หลังจากปี ๒๐๒๒ เป็นต้นมา สถานการณ์ระหว่างประเทศทำให้เห็นชัดว่า UN และกฎหมายระหว่างประเทศไม่ได้เข้มแข็งอีกต่อไป โดยเฉพาะกับมหาอำนาจ ในทางกลับกัน UN และกฎหมายระหว่างประเทศกลายเป็นเครื่องมือที่มหาอำนาจใช้กดดันประเทศอื่น ประเทศกลางๆ และเล็กๆ
ผมจึงไม่แปลกใจที่คนจำนวนมากยังมีความเห็นว่าสถานการณ์ที่เรากำลังเผชิญยังห่างไกลกับคำว่าวิกฤติที่เราเคยเผชิญกันมา อันเป็นวิกฤติเนื่องจาก moral hazard ในระบบเศรษฐกิจ ไม่มีปัจจัยการใช้กำลังโดยมหาอำนาจ และพื้นที่ความขัดแย้งห่างไกลจากเรามาก ไม่ได้กระทบกับเราตรงๆ เรายังใช้ชีวิตกันได้ปกติ
ผลกระทบที่มีคือข้าวของแพงขึ้น ก็ควบคุมราคาสิ ก็หามาเพิ่มสิ ตามหลัก demand v supply ตามปกติ และเป็นหน้าที่ของรัฐที่ต้องดูแล ซึ่งก็ไม่ผิดที่จะเข้าใจเช่นนี้ เนื่องจากคนส่วนใหญ่ยังเข้าใจว่าระบบระหว่างประเทศเป็นเรื่องไกลตัว แต่ในโลกความเป็นจริง ความอ่อนแอของระบบระหว่างประเทศนี้เองมันกระทบต่อโครงสร้างของ supply chain ทางเศรษฐกิจของระบบการค้าเสรี (free trade) ของโลกที่ตั้งไข่กันมาตั้งแต่การประชุมที่ Bretton Woods ในปี ๑๙๔๔ จนมามีคำว่า globalization ติดปากมาเมื่อยี่สิบปีก่อน globalization ถูก disrupted ไปแล้วตั้งแต่เกิด Trade War ครั้งแรก และ Brexit ในปี ๒๐๑๘ และเมื่อสิ่งที่มันเคย free flow ต้องหยุดชะงัก ความขัดข้องของระบบ free trade มันจึงส่งผลกระทบต่อทุกประเทศแบบฉับพลันทันที รัฐบาลของทุกประเทศในโลกจึงต้องรับมือกับสถานการณ์นี้อย่างโกลาหล จนบัดนี้ก็ยังทุลักทุเลกัน ยังไม่นับรวมถึงปัญหาภายในอื่นๆ ที่หมักหมมกันมานมนาน
แต่เรื่องนี้ไม่อยู่ในเรดาร์ความสนใจของคนส่วนใหญ่ จึงยังเข้าใจว่าทุกอย่างมันยังปกติ ยังคิดว่าจะใช้วิธีการเดิมๆ มาแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้
เหมือนนักท่องเที่ยวมองเห็นภูเขาไฟลูกใหญ่ที่ดูสงบเงียบ มันสวยงาม ยิ่งใหญ่ น่าจดจำ ขณะที่นักธรณีวิทยามองภูเขาไฟนั้นด้วยความกังวลว่าเมื่อไรมันจะปะทุขึ้นมา มันส่งสัญญาณออกมาหลายครั้งแล้ว ถี่ขึ้นเรื่อยๆ เพราะการปะทุแต่ละครั้งมันคือความเสียหายครั้งใหญ่ ความสงบของภูเขาไฟมันอาจเป็นเวลาหลายชั่วคน จนคนรุ่นปัจจุบันไม่มีทางเข้าใจหรือสัมผัสได้ว่าความโกรธเคืองของภูเขาไฟนั้นมันน่าสะพรึงกลัวอย่างไร
การเปลี่ยนแปลงเป็นนิรันดร์ เราต้องรู้เท่าทันและตระหนักถึงสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปด้วย จะได้รับมือกับสถานการณ์ที่ไม่เหมือนเดิมได้
สิ่งเดียวที่ดูจะเหมือนเดิมตลอดกาลคือก๋วยเตี๋ยวราดหน้าที่ยังคงประกันว่าเป็นสูตร ๔๐ ปีมาตลอดตั้งแต่ผมจำความได้
จนบัดนี้ก็ยังโฆษณาว่ามันสูตร ๔๐ ปีอยู่นั่นแหละ ๕๕๕
——————
โพสต์ที่สองเป็นของ “โบว์ ณัฏฐา มหัทธนา”
—————–
“…วันก่อนเขียนถึงสื่อมวลชนประเภทสำนักข่าวไป วันนี้มีคนขอให้เขียนถึงรายการโหนกระแสบ้าง
จากที่เคยเห็นแต่คลิปสั้นผ่านตา เลยลองไปหาคลิปรายการเต็มๆ มาฟังเป็นครั้งแรก เป็นตอนที่ทางรายการพาดหัวใน YouTube ว่า LIVE โหนกระแส ‘เมียสลิ้งแตก!!! ผัวชวนสาวอื่นมาดูโดราเอมอนที่ห้องเรามั้ย’
ดูจบแล้วก็สลดใจกับวิธีการนำเสนอที่ใช้เวลา Prime Time ในช่องสื่อหลักถึงสองชั่วโมง ซึ่งทางพิธีกรออกตัวในตอนจบว่าเป็น ‘การสะท้อนสังคม’
สิ่งที่ได้มามีอะไรบ้าง …
เรื่องเล่าชีวิตส่วนตัวของหนุ่มสาวโรงงานสองคนที่คบกันหลังกินเหล้าในงานเลี้ยงโดยไม่ได้แต่งงานจนฝ่ายหญิงท้อง
ขณะที่ฝ่ายชายมีหญิงอื่นตลอด ก่อนกดดันฝ่ายชายให้จดทะเบียนสมรสด้วยแรงจูงใจคือเงินเลี้ยงดูบุตรจากประกันสังคมโดยเฉพาะ ๕ พันบาทที่จะได้ย้อนหลัง แล้วทะเลาะกันตลอดจนแยกกันอยู่ ฝ่ายหญิงประกาศตัวทาง facebook ว่าโสด ฝ่ายชายบอกหญิงอื่นว่าโสด
อารมณ์ความรู้สึกจากเรื่องส่วนตัว ความรักความแค้น ขยี้ไปเรื่อยๆ
เหตุการณ์ในวันเกิดเรื่อง ความมึนเมา ความสัมพันธ์กับหญิงอื่น การถ่ายคลิปอนาจารและโพสต์ลง facebook ยอด ๗๗ ล้านวิว การทำร้ายร่างกายในคลิป การทำลายข้าวของ
การนำคลิปที่ผิดกฎหมายมาเบลอภาพแล้วใช้เป็นเนื้อหาในรายการ
การสัมภาษณ์คู่กรณี และการฟ้องร้องซึ่งกันและกันจากทั้ง ๓ ฝ่าย
ส่วนหนึ่งของเวลารายการซึ่งเป็นสัดส่วนน้อยที่สุด คือการให้ความเห็นทางกฎหมายจากทนายความที่จะรับทำคดีให้ฝ่ายภรรยา (ซึ่งเมื่อเป็นความเห็นแบบทนายที่เตรียมสู้คดี จึงเป็นความเห็นเพียงสั้นๆ ท้ายรายการ ไม่เพียงพอกับการให้ความรู้และเหตุผลทางกฎหมายรอบด้านกับสังคม)
บรรยากาศการดำเนินรายการตลอดสองชั่วโมง เป็นไปเพื่อความบันเทิง ถามรายละเอียดเรื่องส่วนตัว ขยี้อารมณ์ ใส่มุกตลกขบขัน ใช้วัตถุพยานซึ่งเป็นสิ่งที่ได้มาโดยผิดกฎหมายอาญาแผ่นดินมาเป็นประโยชน์กับการสร้างเสริมความบันเทิงในรายการ
สังคมไม่ได้ความรู้ว่าองค์ประกอบความผิดฐานหมิ่นประมาทคืออะไร กฎหมาย พ.ร.บ.คอมพ์ บัญญัติไว้อย่างไรบ้าง ทำไมจึงโทษสูง การฟ้องชู้ฟ้องหย่าเป็นคดีแพ่ง ต่างจากคดีอาญาอย่างไร ส่วนไหนเป็นหน้าที่ของรัฐได้ ส่วนไหนต้องดำเนินการเอง
ไม่ได้อะไรเลย
สิ่งที่ได้คืออารมณ์ร่วม การรุมด่าทอฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพื่อความสะใจ และความรู้สึกว่ามัน ‘โอเค’ ที่จะปล่อยมุกสนุกสนานกับสิ่งที่เป็นผลของอาชญากรรมอย่างคลิปอนาจาร
และนี่คือสิ่งที่โทรทัศน์ช่องหลักของประเทศนี้ ‘เลือก’ ให้แอร์ไทม์ ๒ ชั่วโมง ในช่วงเวลาที่ชาวบ้านร้านตลาดสะดวกดูมากที่สุดเวลาหนึ่ง
เข้าใจว่าคนชอบดู
เข้าใจว่าสปอนเซอร์แน่น
แต่ถ้านี่คือสิ่งที่ ‘สถานีโทรทัศน์’ กระแสหลัก ‘เลือก’ ให้คนส่วนใหญ่ของประเทศ …
แล้วเราจะหวังอะไรจากสื่อไทยได้อีกบ้าง?
ขอตั้งคำถามถึงผู้บริหารสถานีค่ะ…”
———————
ครับ…วันนี้คนไทยสนใจรับข่าวสารประเภทไหนกัน
ประเทศจะเดินหน้าไปได้นอกจากต้องมี รัฐบาลที่มีประสิทธิภาพ แล้ว “พลเมือง” ก็ต้องมีคุณภาพเป็นส่วนใหญ่ด้วย.
