2 กรกฎาคม 2569 – นพ.ระวี มาศฉมาดล หัวหน้าพรรคพลังธรรมใหม่ และอดีตที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ….สภาผู้แทนราษฎร หรือร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฯ ที่เป็นต้นร่าง พ.ร.บ.ส่งไปให้วุฒิสภา จนที่ประชุมวุฒิสภาลงมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวเมื่อ 30 ก.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งที่ผ่านมา นพ.ระวีคือหนึ่งในผู้ผลักดันให้ออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรมคดีการชุมนุมทางการเมืองมาตั้งแต่ยุครัฐบาล คสช. กล่าววิเคราะห์แนวโน้มสภาจะเห็นชอบกับร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมฯ ในการประชุมสภาสัปดาห์หน้านี้หรือไม่หลังวุฒิสภาส่งร่างกลับไปยังสภา เพราะมีการแก้ไขถ้อยคำในร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวบางมาตรา ที่อาจทำให้สภาฯติดใจและนำไปสู่การตั้งคณะกรรมาธิการร่วมสองสภา
โดย นพ.ระวีวิเคราะห์ว่า เมื่อดูจากท่าทีของนายนิกร จำนง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทยและเป็นรองประธานวิปรัฐบาล ซึ่งเคยเป็นอดีตกมธ.วิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวของสภาฯที่ก็เห็นด้วยกับการออกกฎหมายนิรโทษกรรมคดีชุมนุมทางการเมืองมาตลอด ที่แสดงออกชัดเจนว่าไม่ติดใจที่วุฒิสภามีการแก้ไขถ้อยคำบางมาตราในร่างพ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ จึงประเมินว่า วิปรัฐบาลก็ต้องฟังความเห็นนายนิกรในฐานะรองประธานวิปรัฐบาล ซึ่งคาดว่าฝ่ายภูมิใจไทยกับเพื่อไทย อาจเห็นไปในแนวทางเดียวกันที่รวมกันสองพรรคก็เกินกึ่งหนึ่งของสภาฯ แล้ว ทำให้มีแนวโน้มสภาฯ น่าจะเห็นชอบด้วยกับร่างที่ผ่านวุฒิสภา อาจมีแค่พรรคประชาชนที่เห็นต่าง ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขของสว.
“แต่อย่าลืมว่า หากร่างกฎหมายนิรโทษกรรมฉบับนี้ประกาศใช้ คนที่ถูกดำเนินคดีจากการชุมนุมทางการเมือง ฝ่ายที่ได้ประโยชน์มากที่สุดคือฝั่งสีส้ม เพราะจากข้อมูลคนที่ถูกดำเนินคดีจากการชุมนุมทางการเมือง ตามร่างกฎหมายที่ให้นิรโทษกรรมตั้งแต่ มกราคม 2548 ถึงปี 2568 จะมีคนได้รับการนิรโทษกรรมร่วม 6000 คน ครึ่งหนึ่งจะเป็นกลุ่มผู้ชุมนุมฝั่งเสื้อเหลือง เสื้อแดง กปปส. แต่อีกครึ่งเป็นฝ่ายเคลื่อนไหวแนวเดียวกับสีส้ม(ม็อบสามนิ้ว) ที่แม้ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ที่ สว.ผ่านออกมาจะเขียนล็อกไว้ไม่ให้นิรโทษกรรมคดี 112 แต่ฝั่งสีส้มที่ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่จำนวนมาก ก็โดนคดีต่างๆ ที่จะได้รับการนิรโทษกรรมเช่นคดีฝ่าฝืน พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ คือเป็นกลุ่มที่ถูกดำเนินคดีข้อหาที่เบากว่ายุคพันธมิตร หรือยุค กปปส. แต่เป็นกลุ่มที่มีจำนวนคนถูกดำเนินคดีมากกว่า อีกทั้ง สว.ไม่ได้แก้ไขหลักการสำคัญในร่างกฎหมาย ทำแค่นำบัญชีแนบท้ายร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมมาเรียงลำดับใหม่ รวมถึงมีการเพิ่มถ้อยคำบางมาตราเข้าไป แต่ไม่ได้ทำให้เนื้อหาหลักที่เป็นสาระสำคัญของร่างกฎหมายเปลี่ยนแปลงไป ด้วยเหตุผลนี้จึงคาดหวังว่า วิปรัฐบาลน่าจะเห็นด้วยกับร่างที่ผ่านวุฒิสภาเพื่อให้ที่ประชุมสภา พิจารณาเป็นวาระเร่งด่วนในการประชุมสภาสัปดาห์หน้านี้ โดยหากวิปรัฐบาลเห็นด้วยก็เชื่อว่าสภาฯ ก็คงให้ผ่านก่อนปิดสมัยประชุมสภา 11 ก.ค. หากเป็นไปได้”นพ.ระวีกล่าววิเคราะห์
นพ.ระวีกล่าวต่อไปว่า จากข้อมูลตัวเลขคนที่จะได้รับการนิรโทษกรรม จะมีทั้งบุคคลที่ยังมีชีวิตและบางคนก็เสียชีวิตไปแล้ว โดยบางกรณีก็มีที่อดีตแกนนำการชุมนุมทางการเมืองเสียชีวิตไปแล้วเช่นอดีตแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯบางคนที่โดนฟ้องคดีทั้งอาญาและแพ่งมากมาย ซึ่งแม้จะเสียชีวิตไปแล้วแต่คดีแพ่ง พบว่าทำให้ที่ดินบางแห่งซึ่งอดีตแกนนำคนดังกล่าวได้รับสืบทอดมาจากพ่อแม่และมีการโอนให้ลูกก่อนเสียชีวิต พบว่า ตอนนี้ลูกของอดีตแกนนำคนดังกล่าว กำลังถูกฟ้องยึดทรัพย์ ซึ่งหากร่างกฎหมายนิรโทษกรรมออกมาช้าไปอีก แล้วศาลมีคำตัดสินยึดที่ดินดังกล่าวออกมา ก็จะทำให้ที่ดินถูกยึดทันทีเพราะหากเป็นคดีแพ่ง ถ้ามีการตัดสินไปแล้วจะไม่มีผลย้อนหลังตามร่างกฎหมายนิรโทษกรรม คือหากยึดไปแล้ว แม้กฎหมายออกมา ที่ดินที่ถูกยึดทรัพย์จะนำไปคืนให้ไม่ได้
“ร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม ที่จะผ่านออกมาบังคับใช้ เป็นการพบกันครึ่งทาง ไม่มีใครได้อะไรทั้งหมด แต่หากสส.ทั้งสภาฯในสัปดาห์หน้าผ่านตามที่วุฒิสภาส่งไป ก็จะทำให้สังคมไทยจะเข้าสู่ภาวะสร้างเสริมสังคมสันติสุขได้ อย่างในอดีตที่เคยมีการออกคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีเมื่อ ปี พ.ศ. 2523 ในยุครัฐบาลท่านพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ก็ทำให้ความขัดแย้งก่อนหน้านั้นคลี่คลายลง นักศึกษาที่เคยเข้าป่าหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ออกจากป่ามาเป็นหมื่น แต่ร่างกฎหมายนิรโทษกรรมที่จะออกมามีความลึกมากกว่าเพราะเป็นร่างพ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ที่เป็นการออกกฎหมายแบบมองไปข้างหน้าว่า รัฐบาลปัจจุบันหรือรัฐบาลในอนาคตต้องไม่ทนงตัว ไม่ถือว่าตัวเองเสียงข้างมาก ไม่ฟังเสียงข้างน้อย อันนี้คือเป้าหมายที่จะให้บทเรียนกับคนไทย เพราะว่าผ่านไปอีก 30 ปี ถ้าไม่มีบทเรียนอาจจะเกิดแบบนี้อีกก็ได้ ก็อยากให้สภา ช่วยกันเห็นชอบร่างพ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขในสัปดาห์หน้า หลังสังคมไทยอยู่กับปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองมาร่วมยี่สิบปี ตั้งแต่ปี 2548” นพ.ระวีระบุ
นพ.ระวีกล่าวว่า เส้นทางกว่าจะมีการผลักดันร่างพ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ ออกมาใช้ความพยายามร่วม 12 ปีตั้งแต่ยุครัฐบาล คสช. โดยมีการตั้งคณะกรรมการมาศึกษาฯ รวมถึงการตั้งคณะกรรมาธิการชุดต่างๆ มาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองสมานฉันท์และการออกกฎหมายนิรโทษกรรมาแล้วหลายคณะ แต่หลักๆ จะมีอาทิเช่น คณะกรรมการชุดที่มี ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ อดีตรมว.อุดมศึกษาฯ เป็นประธานคณะกรรมการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดอง ในยุคสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ช่วงรัฐบาลคสช. ที่มีข้อเสนอต่างๆ แต่สุดท้ายเสนอไปทางแกนนำคสช.ไม่เอาด้วย
คณะที่สอง นำโดย พลเอก อกนิษฐ์ หมื่นสวัสดิ์ อดีตสมาชิกวุฒิสภา เพื่อนร่วมรุ่นตท. 12 กับพลเอกประยุทธ์ อดีตนายกฯ ที่ใช้ชื่อว่า คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาเสริมสร้างสังคมสันติสุข สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ในช่วงปี 2559 แต่สุดท้ายก็ยังไม่สำเร็จออกมา จนหลังการเลือกตั้งปี 2562 ซึ่งในช่วงเกือบสี่ปีของสภาฯชุดดังกล่ว ผ่านไปสามปีกว่าก็ยังไม่มีใครเสนอร่างพ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ เข้าสภาฯ และผมก็ผลักดันเสนอไม่ได้เพราะตอนนั้นผมยังมีคดีที่เกิดจากการชุมนุมทางการเมืองอยู่ ซึ่งหากเสนอเข้าไปอาจเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตามมาได้ว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อน จนสุดท้ายเมื่อคดีความต่างๆ ของผมศาลตัดสินหมดแล้ว คดีใหญ่จบหมดแล้วเหลือแต่คดีเล็กๆ จึงได้เสนอร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯเข้าสู่สภา ช่วงเกือบหมดวาระ แต่สภาฯ ก็พิจารณาไม่ทันเพราะพลเอกประยุทธ์ยุบสภาฯเสียก่อน จนหลังเลือกตั้งปี 2566 ที่ผมไม่ได้เป็นสส.จึงเคลื่อนไหวรวบรวมรายชื่อ สส.เสนอร่างกฎหมายนิรโทษกรรมเข้าสภาฯไม่ได้จึงไปปรึกษานายปรีดา บุญเพลิง ที่ตอนนั้นเป็นสส.และหัวหน้าพรรคครูไทยเพื่อประชาชน ให้รวบรวมรายชื่อสส.เสนอร่างพ.ร.บ.สังคมสันติสุขฯ ที่เป็นร่างเดิมของผมตอนปี 2562 เสนอกลับเข้าสภาฯใหม่ จนได้รายชื่อครบและตอนนั้นหลายพรรคการเมือง รวมถึงพรรคภูมิใจไทย นายกฯอนุทิน ก็ร่วมเสนอร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวเข้าสภาฯด้วย จนสุดท้ายผ่านสภาฯไปได้ และส่งไปให้วุฒิสภาพิจารณา จนสุดท้าย ที่ประชุมสว.เห็นชอบเมื่อ30 มิ.ย.ที่ผ่านมา รวมทั้งหมดใช้เวลาร่วม 12 ปีในการผลักดันเรื่องนี้
เมื่อถามว่า หากร่างพ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ มีการประกาศใช้ในอนาคตอันใกล้ จะนำไปสู่การสร้างความปรองดองสมานฉันฑ์ได้อย่างไร นพ.ระวีกล่าวว่า เราคิดว่าบทเรียนของความขัดแย้งจะสอนบทเรียนให้กับผู้นำประเทศที่เป็นเสียงข้างมากอยู่ในสภา ไม่ปฏิบัติตัวเหมือนกับผู้นำรัฐบาลในสมัยก่อน ที่ไม่ฟังความคิดเห็นของประชาชนเลยจะประท้วง จะสู้อย่างไร ฝ่ายรัฐบาลก็เอากฎหมายมาดำเนินการกับแกนนำและแนวร่วมกลุ่มผู้ชุมนุมที่มีความเห็นต่าง ซึ่งหากร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯประกาศใช้เป็นกฎหมายจะทำให้ สังคมไทยยอมรับความเห็นต่างทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นคนรุ่นใหม่-คนรุ่นเก่าหรือประชาชนกลุ่มใดก็แล้วแต่ ก็จะทำให้ต่อไปจะมีการใช้วิจารณญาณที่ดีในการแก้ไขปัญหา เสียงข้างมากจะได้ฟังเสียงเสียงข้างน้อยด้วย
เมื่อถามว่า แต่ก็ยังมีบางคนยังไม่เห็นด้วยกับการออกกฎหมายดังกล่าว เช่นตอนที่วุฒิสภามีการพิจารณาร่างกฎหมายดังกล่าว ก็มีสว.บางส่วนอภิปรายว่า เป็นการออกกฎหมายให้แค่กับบุคคลบางกลุ่ม และจะทำให้ต่อไปก็จะเกิดปัญหาแบบนี้เกิดขึ้นอีกเพราะคิดว่าหากมีคดีอะไรเกิดขึ้นก็ออกกฎหมายนิรโทษกรรมมาล้างผิดได้ ในอนาคตก็จะเกิดปัญหาขึ้นได้อีก นพ.ระวี ให้ความเห็นว่า ที่ผ่านมา ทางสภาฯ และสว.ก็มีการถกกันเยอะมากว่า หากมีการออกกฎหมายลักษณะดังกล่าวออกมาอาจทำให้เกิดปัญหา เพราะคนที่จะทำความผิด เช่น คนรุ่นใหม่ที่กระทำความผิดแล้วเขาได้รับการนิรโทษกรรมด้วยในครั้งนี้ จะเกิดความคิดไม่ต้องกลัวอะไรแล้วก็จะกลับมาทำผิดอีกในอนาคต แต่ในความเป็นจริง ร่างพ.ร.บ.ดังกล่าว ไม่มีผลกับการทำผิดในอนาคต คือหากเกิดมากระทำความผิดอะไรอีก ก็ต้องถูกดำเนินคดี และต้องเข้าใจว่า คนที่เขาถูกดำเนินคดีไม่ว่าจะเป็นฝ่ายเสื้อเหลือง เสื้อแดง ส้ม เขากระทำผิดภายใต้อุดมการณ์ทางการเมือง ที่เขารู้สึกว่าสิ่งที่เขาทำมันจะดีต่อสังคมไทยในช่วงนั้นๆ ที่เขามองอยู่ ที่เป็นเรื่องของ ความเห็นต่าง เพราะฉะนั้นถ้ามองจุดนี้ต้องเข้าใจว่าคนเหล่านี้ไม่ได้ต่อสู้เพื่อผลประโยชน์ตัวเอง ไม่ได้ต่อสู้เพื่อธุรกิจของเขาเอง แต่เขาต่อสู้ด้วยอุดมการณ์ที่คิดว่าทำให้สังคมไทยดีขึ้น ถ้าฝ่ายต่อสู้ ไปเจอกับฝั่งที่ถือกฎหมาย แล้วฝ่ายที่ถือกฎหมายนำกฎหมายมาควบคุมจัดการ เช่น ออกมาชุมนุมประท้วงก็เอากฎหมายมาควบคุมการชุมนุม ออกกฎหมายความมั่นคงมาควบคุม เพราะฝั่งตัวเองมีอำนาจ แล้วฝ่ายที่ออกมาเคลื่อนไหวเขาจะยอมหรือ เพราะจากบทเรียนในอดีตที่ผ่านมา ก็เห็นแล้วว่า ฝ่ายที่ออกมาเคลื่อนไหวต่อสู้ แล้วคิดว่าฝ่ายตัวเองถูกกดขี่เขาจะยอมสู้จะยอมตาย เพราะฉะนั้นไม่ต้องเป็นห่วงตรงจุดนี้ ความเห็นต่างยังมีแต่ทั้งสองฝ่าย จะเริ่มสรุปบทเรียนเพื่อไม่ให้สงครามกลางเมืองเกิดขึ้นมาอีก ในช่วงยี่สิบปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี 2548-2568 ที่ตามร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมจะให้นิรโทษกรรมในช่วงดังกล่าว ความขัดแย้งทางการเมืองฝังรากลึกเข้าไปในสังคมเยอะ ดังนั้นคนที่อาจยังไม่เห็นด้วยกับการออกกฎหมายสร้างเสริมสังคมสันติสุขลองไปทบทวนดูให้ดี จะพบว่าคนที่เขาโดนดำเนินคดีจากการชุมนุมทางการเมือง เขากระทำผิดภายใต้อุดมการณ์ที่ต้องการให้สังคมดี เขาไม่ได้เป็นคนเลวเลย เขาไม่ใช่คนที่ต้องการทำความผิดทางอาญา แต่พอขยับเดินขบวนเคลื่อนไหวก็มีความผิดแล้ว อีกทั้งยืนยันได้ว่า ร่างพ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ ไม่ได้มีการนิรโทษกรรมให้กับคดีทุจริตการเลือกตั้งทั้งสส.และสว. ทำให้คดีฮั้วสว.ที่เป็นคดีกันอยู่ก็จะไม่มีการนิรโทษกรรมด้วยแน่นอน ขอให้ประชาชนสบายใจได้.
ที่มาเว็บไซต์ไทยโพสต์ https://www.thaipost.net/hi-light/1024740/
