30 มิถุนายน 2569 ผศ.ดร.เชษฐา ทรัพย์เย็น นักรัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช วิเคราะห์ผลการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2569 ว่า นับเป็นบทเรียนสำคัญของทุกพรรคการเมือง เพราะผลการเลือกตั้งไม่ได้สะท้อนเพียงว่าใครเป็นผู้ชนะหรือผู้แพ้ แต่สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงวิธีคิดของประชาชนในการตัดสินใจทางการเมือง โดยให้ความสำคัญกับ “ผลงาน” มากกว่า “คำพูด”
ผศ.ดร.เชษฐา กล่าวว่า ชัยชนะของนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ไม่ได้เกิดจากกระแสหรือวาทกรรมทางการเมือง แต่เป็นผลจากการสั่งสมผลงานตลอดระยะเวลา 4 ปี ทั้งการลงพื้นที่รับฟังปัญหา การแก้ไขปัญหาเมือง และการบริหารงานที่ประชาชนสามารถสัมผัสได้จริง จนทำให้ผลงานกลายเป็นเครื่องมือสื่อสารแทนตัวผู้สมัคร โดยแทบไม่จำเป็นต้องใช้การตอบโต้ทางการเมืองหรือสร้างความขัดแย้งเพื่อเรียกคะแนนนิยม
ในส่วนของผลการเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) นั้น นักรัฐศาสตร์ผู้นี้เห็นว่า แม้ประชาชนยังคงให้ความไว้วางใจผู้สมัครจากพรรคประชาชนในหลายพื้นที่ แต่ผลคะแนนก็สะท้อนเช่นกันว่า การเมืองในอนาคตไม่อาจอาศัยเพียงการวิพากษ์วิจารณ์ฝ่ายตรงข้ามหรือการสร้างประเด็นความขัดแย้งอย่างต่อเนื่อง หากแต่ต้องนำเสนอแนวทางการทำงาน นโยบาย และผลงานที่จับต้องได้
“ประชาชนกำลังเรียกร้องให้ทุกพรรคการเมืองตอบคำถามว่า หากได้รับความไว้วางใจแล้วจะทำอะไรให้เมืองดีขึ้น มากกว่าการแข่งขันกันกล่าวหาหรือโจมตีฝ่ายตรงข้าม” ผศ.ดร.เชษฐา กล่าว
นอกจากนี้ ยังตั้งข้อสังเกตว่า ประเด็นวาทกรรมทางการเมืองที่ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นสำคัญในการหาเสียง เช่น ข้อกล่าวหาเรื่อง “ระบอบอากง” กลับไม่ได้ส่งผลต่อการตัดสินใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้งในกรุงเทพมหานครมากเท่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ เพราะประชาชนจำนวนมากเลือกพิจารณาจากผลงานและความสามารถในการบริหารมากกว่าการเลือกข้างในสงครามวาทกรรม
ผศ.ดร.เชษฐา ระบุด้วยว่า ผู้สมัครที่ถูกเชื่อมโยงกับข้อกล่าวหาดังกล่าวกลับได้รับชัยชนะอย่างท่วมท้น โดยแทบไม่จำเป็นต้องเสียเวลาตอบโต้ ขณะที่พรรคการเมืองซึ่งใช้ประเด็นดังกล่าวเป็นแกนหลักในการรณรงค์กลับได้รับคะแนนเสียงเพียงเล็กน้อย จึงเป็นคำถามสำคัญว่าวาทกรรมลักษณะนี้ยังมีอิทธิพลต่อการเมืองไทยมากน้อยเพียงใด เมื่อประชาชนหันมาใช้ผลงานเป็นเกณฑ์ในการตัดสินใจ
สำหรับพรรคประชาธิปัตย์ ผศ.ดร.เชษฐา เห็นว่า ผลการเลือกตั้งครั้งนี้สะท้อนโจทย์เดิมที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข คือการพึ่งพาฐานเสียงและชื่อเสียงในอดีตไม่เพียงพออีกต่อไป ผู้สมัครทุกคนจำเป็นต้องพิสูจน์ตัวเองผ่านผลงาน ความใกล้ชิดกับประชาชน และความเป็นตัวแทนของพื้นที่อย่างแท้จริง
นักรัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช กล่าวทิ้งท้ายว่า ผลการเลือกตั้งกรุงเทพมหานครครั้งนี้สามารถสรุปได้ว่า
“คนกรุงเทพฯ ไม่ได้ปฏิเสธการเมือง แต่กำลังปฏิเสธการเมืองที่มีแต่คำพูด” พร้อมหันมาเลือกการเมืองที่พิสูจน์ผลลัพธ์ผ่านการลงมือทำ โดยเมื่อประชาชนเห็นผลงานที่เป็นรูปธรรม วาทกรรมทางการเมืองก็จะมีอิทธิพลลดลง และการบริหารที่สร้างความเชื่อมั่นย่อมมีน้ำหนักมากกว่าการโจมตีทางการเมือง ซึ่งอาจถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการเมืองไทยสู่ยุคที่ประชาชนตัดสินนักการเมืองจากผลงานมากกว่าคำพูด.
