เปลว สีเงิน
รัฐบาลอนุทิน “ทำถูกแล้ว”!
ที่ยอมเป็น “นางทาส” ให้การเมืองฝ่ายค้าน…ประชาชน…สื่อ
“จิกหนังหัว” ด่า
โดยไม่ขัดขืนและมีปฎิกริยาโต้แย้งใดๆ
เพราะต้องปล่อยให้ชาวบ้านที่เคยตัวกับ “ระบบรัฐอุ้ม” มาจนชิน ได้ระบาย ให้ฝ่ายค้านได้แสดงความเกรี้ยวกราดตามบทของเขา
ทั้งที่จริงๆ แล้ว ถ้าฝ่ายค้านเป็นรัฐบาลในสถานการณ์ขณะนี้ ก็มี ๒ ทางเลือกให้ตัดสินใจ คือ
๑.สร้างหนี้เป็น “มรดกแผ่นดิน” ให้ลูกหลานใช้หนี้ในอนาคตด้วยการ “กู้มาอุ้ม” ราคาพลังงานไปแต่ละมื้อ เพื่อรักษาคะแนนนิยมทางการเมือง
๒.ทำอย่างที่รัฐบาลอนุทินทำตอนนี้ คือยอมเสียคะแนนนิยมและยอมให้ประชาชนด่า
ด้วยการ “รื้อ-ล้าง” ระบบ “อุ้ม”
ปล่อยให้ราคาพลังงานอยู่บนฐานเป็นจริงเสียแต่วันนี้ เพื่อความมั่นคงทาง “เศรษฐกิจ-การเงิน-การคลัง” ไม่บิดเบี้ยวในทางยั่งยืน
เพราะถ้ากู้มาอุ้มกันตลอดไป นอกจากทำให้ประชาชนเคยตัวแล้ว ระบบประเทศจะอยู่ในสภาพ “ภาพลวงตา” ไปตลอดกาล
สุดท้าย การบริหารแบบ “กู้มาอุ้ม”……
จะทำให้ประเทศจมในกองหนี้สิน เมื่อดินพอกหางหมูหนักขึ้น ในที่สุด “การเงิน-การคลัง” ก็จะสูญเสียเครดิต
เงินบาทไทย “มาตรฐานโลก” ทุกวันนี้
ก็จะเข้าสู่มาตรฐานเงินเวเนซุเอลา เงินพม่า เงินลาว เงินเขมร!
ทั้งวัน เมื่อวาน ผมฟังสื่อรายงานเสียงด่ารัฐบาลจากฝ่ายค้านฉ่ำหูจนแฉะ ฟังไปก็นึกดีใจไป ประเทศไทยมีรัฐบาลที่กล้า “ดิสรัปต์” ระบบประเทศ
มันเจ๋งจริงๆ!
และภาวนาว่า ขอให้รัฐบาลแปลงเสียงด่าเป็นพร ดิสรัปต์โครงสร้างน้ำมันแล้ว ดิสรัปต์อาหารสส.มื้อละ ๕ แสนแล้ว
ก็จงดิสรัปต์ทุกระบบที่ “แดกประเทศ” จนแทบเหลือแต่ซี่โครง อย่าได้กลัวเสียคะแนนนิยมไปเลย
ถ้ามันจะเสีย เพราะรื้อ-ล้างระบบที่โสโครกให้บ้านเมือง
ก็ให้มันรู้กันไป ….
ว่าคนไทยโตไม่เป็น ต้อง “เข้าสะเอว” ตลอดกาล ถ้าเป็นแบบนั้นละก็
นายกฯ อนุทิน “เลิกการเมือง” กลับไปขายเต้าฮวยเถอะ!
ไทยปรับราคาขึ้น ๖ บาท ในน้ำมันทุกชนิดแล้ว เทียบกับ “บ้านอื่น-เมืองอื่น” ใครถูก-ใครแพงกว่ากันยังไง เอ้า…ดูนี่
………………………………
ราคาน้ำมัน “ดีเซล” ต่อลิตร
ของไทยเทียบ “อาเซียน”
🇸🇬 สิงคโปร์ = 100.26 บาท
🇲🇲 เมียนมา = 68.26 บาท
🇵🇭 ฟิลิปปินส์ = 66.71 บาท
🇱🇦 ลาว = 64.14 บาท
🇰🇭 กัมพูชา = 57.76 บาท
🇻🇳 เวียดนาม = 47.16 บาท
🇲🇾 มาเลเซีย = 45.59 บาท
🇹🇭 #ไทย = 38.94 บาท
🇮🇩 อินโดนีเซีย = 28.32 บาท
🇧🇳 บรูไน = 7.92 บาท
………………………………………
ทีนี้ ผมลองสำรวจความเห็นเรื่องไทยปรับราคาน้ำมันว่าชนชาวโซเชียลเขาจะว่าอย่างไรกันบ้าง ก็มีมากมายหลายเจ้า
แต่แปลกแฮะ!
ในขณะที่นักการเมืองเปิดพจนานุกรมด่า อย่างท่านสส.โรม แต่ปรากฏว่า ชนชาวโซเชียล กระเดียดไปทางเห็นด้วย
มีบ้างที่กระแนะ-กระแหน แล้วเลียนคำนายกฯ มาตบตูด…โอย..รวยไม่หวัด-ไม่ไหวแล้ว”!
ไล่อ่านสนุกๆ ไปทีละราย เท่าที่พื้นที่จะอำนวยก็แล้วกันนะ
…………………………………………
ธารินี วรินทรากุล – Tharinee Warintrakul
ถ้าจะมีอะไรที่สะท้อนความเป็น “รัฐมนตรีที่พูดความจริง” ได้ชัดที่สุดในเวลานี้ ก็คงเป็นคำพูดของ
“ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” ที่ออกมายอมรับตรง ๆ ว่า
วิกฤตพลังงานรอบนี้อาจ “รุนแรงและยืดเยื้อ” ยาวนานกว่าสงคราม “รัสเซีย–ยูเครน”
และที่สำคัญ…รัฐบาลกำลังส่งสัญญาณชัดว่า “จะเลิกตรึงราคาน้ำมัน”
ประโยคนี้ อาจฟังแล้วสะเทือนใจคนจำนวนมาก
แต่ในทางนโยบาย นี่คือการตัดสินใจที่ “จริงที่สุด” และ “รับผิดชอบที่สุด” ต่อประเทศ
เพราะบทเรียนในอดีตพิสูจน์มาแล้วว่า “การตรึงราคาพลังงาน” ไม่ใช่การแก้ปัญหา
แต่เป็นการ “เลื่อนปัญหา” ไปข้างหน้า
ตรึงราคา = งบประมาณหาย
ตรึงราคา = คนแห่กักตุน
ตรึงราคา = ตลาดบิดเบือน
ตรึงราคา = คนรวยได้ประโยชน์มากกว่าคนจน
นี่คือความจริงที่หลายรัฐบาลไม่กล้าพูด
แต่ “เอกนิติ” เลือกพูด
และที่สำคัญ เขาไม่ได้พูดเฉยๆ แต่เปิด “แผนช่วยเหลือ” แบบ Targeted Subsidy ที่ชัดเจนที่สุดครั้งหนึ่งในรอบหลายปี
ไม่ใช่ช่วยแบบเหวี่ยงแห แต่ช่วยแบบ “ลงลึกเป็นรายกลุ่ม”
6 กลุ่ม 6 เครื่องมือ 6 กลไก ที่ออกแบบมาอย่างมีเหตุผล
นี่ไม่ใช่การบริหารแบบการเมือง
แต่นี่คือการบริหารแบบเศรษฐศาสตร์
-กลุ่มเปราะบาง 13.4 ล้านคน : ช่วยตรงจุด
-ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐกว่า 13.4 ล้านคน จะเป็นกลุ่มแรกที่ได้รับความช่วยเหลือ
รูปแบบจะเป็นการ “เติมเงิน” เข้าไปใน “กระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์” ที่มีอยู่แล้ว
ไม่ต้องสร้างโครงการใหม่ ไม่ต้องเสียต้นทุนระบบ
และยังมีแนวคิดรวมความช่วยเหลือ “น้ำมันกับค่าไฟ”
นี่คือการมองค่าครองชีพแบบทั้งระบบ ไม่ใช่แยกเป็นส่วนๆ
-กลุ่มขนส่ง : ช่วยตรงคนขับ
-รถบรรทุก 360,000 คัน
-รถโดยสาร 30,000 คัน
-รวมถึงแท็กซี่ รถตู้ และวินมอเตอร์ไซค์
รัฐบาลไม่ขายน้ำมันราคาถูก แต่เลือกให้ “เงินช่วยเหลือ” โดยตรง ผ่าน Fleet Card หรือโอนผ่าน PromptPay
และที่สำคัญ เงินอาจโอนตรงถึง “คนขับ”
นี่คือการออกแบบนโยบายที่เข้าใจเศรษฐกิจจริง
-กลุ่มเกษตรกร : แก้ปัญหาที่ต้นทุน
ราคาน้ำมันขึ้น LNG ขึ้น ปุ๋ยขึ้น
รัฐบาลจึงใช้ “กระทรวงพาณิชย์” จัดหาปุ๋ยราคาถูก พร้อมผลักดันปุ๋ยอินทรีย์ ลดต้นทุนระยะยาว
และเกษตรกรจำนวนมาก จะได้ความช่วยเหลือ 2 ต่อ
ทั้ง “บัตรสวัสดิการ” และ“ กลุ่มเกษตรกร”
-กลุ่มประมง : นโยบายที่คิดลึก
เรือประมงต้นทุนพลังงานสูง โดยรัฐบาลเสนอใช้ B20 ถูกกว่าดีเซลประมาณ 5 บาท
เงินอุดหนุนจะกลับไปถึงเกษตรกรปาล์มไทยและยังเตรียมมาตรการคุมราคาน้ำมันปาล์ม นี่คือการบริหารแบบมองทั้งระบบ
-ผู้รับเหมา : ป้องกันเศรษฐกิจสะดุด
ต้นทุนก่อสร้างพุ่ง
รัฐเตรียมปรับค่า K เพื่อช่วยผู้รับเหมาไม่ให้โครงการชะงัก
-ภาคธุรกิจ : Soft Loan
รัฐไม่ขายน้ำมันถูก แต่ช่วยสภาพคล่อง “Soft Loan” เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ เงื่อนไขผ่อนปรน เพื่อให้ธุรกิจผ่านวิกฤตไปได้
ทั้งหมดนี้ สะท้อนชัดว่ารัฐบาลไม่ได้ปล่อยประชาชนเผชิญวิกฤตลำพัง
แต่กำลัง “เปลี่ยนวิธีช่วย”
จาก “ช่วยราคาทั้งประเทศ” มาเป็น “ช่วยคนที่เดือดร้อนจริง”
เพราะโลกวันนี้ “ไม่เหมือนเดิม”
สงคราม……พลังงาน…ภูมิรัฐศาสตร์
ทั้งหมดนี้ ไม่ได้เกิดจากไทย แต่ไทยต้องรับมือ
และนี่คือเป็นสัญญาณว่าเกมพลังงานของไทยกำลังถูก “วางหมากใหม่” อย่างรอบคอบกว่าที่หลายคนคิด
…………………………………
อีกซักราย ในประเด็นที่สื่อโทรทัศน์โวยวายว่า ขึ้นแบบปล้นกลางดึก ไม่บอกให้รู้ล่วงหน้า
ความจริง ผมก็อ่านข่าวว่ารัฐบาลจะปล่อยลอยตัวตั้งแต่ตอนกลางวันที่ ๒๕ มีนา.แล้ว ได้ยินพิธีกรข่าวบางช่องตะโกนโหวกเหวก “ปล้นกลางดึก” ยังนึกขำ ว่ามีคนโง่กลางวัน
ไม่เชื่อก็ลองอ่านจากท่านนี้ ซึ่งท่านยืนยันว่ารัฐบาลบอกก่อนแล้ว
…………………………..
แหลมา แฉกลับ!!!
Tuksin B. Shinkrubwat
fact. “ที่คนไทยและสื่อไทยไม่รับรู้ ต่างประเทศขึ้นลิตรละ 50 บาท มาพักนึงแล้ว ออสเตรเลีย ลิตรละ 50 บาท มา 2 อาทิตย์
และจะเก็บ fuel surcharge levy อีก 5%..แม้แต่อเมริกาใน LA ก็ลิตรละ 50 บาท
บางคนบอก วันนี้เวียดนามราคาน้ำมันลด ทำไมของเรายังแพง แต่ที่ว่าเค้าลดแล้วก็ยังแพงกว่าไทย ซึ่งนั่นก็ไม่ดี
เพราะถ้าเรายังราคาถูกกว่าเพื่อนบ้านมากขนาดนี้ ก็ยังทำให้เกิดการกักตุนยักยอกนำไปขายประเทศเพื่อนบ้านได้อยู่ดี
บางคนบอกสัปดาห์นี้ ราคาน้ำมันดิบทั่วโลกลด แต่ทำไมไทยขึ้นราคาน้ำมัน แล้วเราขึ้นเต็ม
เต็มที่เท่าราคาน้ำมัน มันขึ้นมาตั้งแต่เกิดสงครามหรือเปล่า?
คำตอบก็คือไม่ใช่ เพราะถ้าเราขึ้นเต็มราคา
ป่านนี้ ดีเซลน่าจะ 50 ละ!
บางคนบอกให้ใช้ต้นทุนเดิมมาขาย จะได้ที่ราคาลิตรละ 30 บาท ปัญหาคือ แล้วเค้าจะเอาเงินที่ไหน ไปซื้อน้ำมันล็อตใหม่ที่ราคาเกือบ 40 บาท
ขาดทุนตั้งแต่ยังไม่ได้ขาย แล้วใครเค้าจะไปซื้อมาขาย?
สื่อลงข่าวว่า ประชาชนช็อค มันคือการปล้น ไม่เคยรู้มาก่อน ไม่เคยทราบมาก่อน ไม่เคยมีคนเตือนมาก่อน ทำใจไม่ได้ ถ้ารู้มาก่อนก็พร้อมรับสภาพ
เรียนตามตรง ว่า “สื่อตอแหล”
เพราะทั้งอนุทินและเอกนิติพูดก่อนหน้านี้แล้ว ในเรื่องของการที่ สุดท้ายแล้ว จะไม่มีการพยุงราคา หรือพยุงน้อยลง
เอาจริงๆ ถ้าคิดในมุมของคนที่จะกักตุนน้ำมัน การประกาศทยอยปรับราคาขึ้นทุกวัน
เท่ากับเปิดโอกาสให้เกิดการกักตุนยักยอกไปขายในราคาสูงกว่าได้ทุกวัน
แต่การปรับเยอะทีเดียวไม่บอกล่วงหน้า กักตุนยักยอกไว้ขายอย่างมากก็ทำได้แค่วันเดียว
สำหรับภาพรวม การช็อคตลาดทีเดียว มีผลดีมากกว่า ราคาสูงขึ้นพรวดเดียวจริง แต่ยังจะมีให้เติมมากกว่าการทยอยปรับขึ้นทุกวัน วันละนิด
เครดิตข้อมูล Izana Rungruangthanya
…………………………………………..
อีกซักท่าน พอขำๆ
“ksin B. Shinkrubwat”
ประเทศไหนเขาก็ได้รับผลกระทบจาก สงครามอิสราเอล เมกา อิหร่านทั้งนั้น แต่คนไทยดันด่ารัฐบาล ด่าอนุทิน
ทั้งๆ ที่เขาอธิบายให้ฟังตั้งแต่ต้นแล้วว่า กองทุนจะพยุงราคาได้ไม่เกิน 15 วัน
********
เอาราคาน้ำมันวันนี้ ที่ปั๊มในเมืองมาริยาน (Marignane) ประเทศฝรั่งเศส มาให้ชมครับ
ลิตรละ 2 ยูโร หรือ 76 บาท ขึ้นมาจากเดือนที่แล้วราวๆ 10-12 บาท
รัฐบาลฝรั่งเศสปล่อยราคาน้ำมันฟรีไปตามตลาดครับ ไม่ได้ช่วยแบกรับให้เหมือนรัฐบาลไทย
ซึ่งทั้งสองแบบ ก็มีทั้งข้อดีและข้อเสียของมัน ข้อดีของการมีกองทุนน้ำมันแบบไทยก็คือ ราคาน้ำมันค่อนข้างจะนิ่ง ต้นทุนการขนส่งต่ำ ผู้บริโภคได้ประโยชน์
ส่วนข้อดีของการปล่อยลอยตัวราคาน้ำมันคือ ผู้คนนิยมขับรถเล็กๆจิ๋วๆ หรือ หันไปหารถไฟฟ้าหรือไฮบริด เพราะน้ำมันแพง
พอเกิดสงครามที่สหรัฐรุกรานอิหร่าน ราคาน้ำมันก็ยิ่งพุ่งไปอีก
ไทยเราพุ่ง 6 บาท ไม่เยอะครับ รัฐยังช่วยแบกไว้ได้ แต่หวังว่าสงครามจะไม่ยืดเยื้อนา
Cr. ข้อมูลจากมิตรสหาย คุณ ด้วง ฮ๊าฟ
………………………………………
สรุป…..
น้ำมันขึ้น ควรจะด่าใคร
ระหว่าง ทรัมป์กับอนุทิน?
เปลว สีเงิน
๒๗ มีนาคม ๒๕๖๙

