ไม่ใช่แค่รักษา แต่ต้อง “ป้องกัน” โรคไข้กาฬหลังแอ่น

สถานการณ์ ณ วันนี้ ของโรคไข้กาฬหลังแอ่นและคำแนะนำเรื่อง “วัคซีนไข้กาฬหลังแอ่น” ในเด็กไทยจากข่าวสถานการณ์การระบาดของโรค ที่ทำให้มีเด็กวัยรุ่น เสียชีวิตในต่างประเทศนั้น ทำให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ และแนวทางการป้องกันโรคด้วยวัคซีนในปัจจุบัน

ซึ่งบทความให้ความรู้โดย พญ.สิริรักษ์ กาญจนธีระพงค์ (ว 34129) กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคภูมิแพ้และภูมิคุ้มกันวิทยา แผนกสุขภาพเด็ก โรงพยาบาลนวเวช ได้อธิบายเกี่ยวกับอาการของโรค แนวทางการรักษา และวัคซีนป้องกันวัคซีนไข้กาฬหลังแอ่น เพื่อนำไปใช้ดูแลตนเองและคนที่คุณรัก เพราะในโลกของโรคไข้กาฬหลังแอ่น ‘ความรู้’ คือเกราะป้องกันที่ดีที่สุด ที่จะช่วยเปลี่ยนจากความตื่นตระหนก เป็นการรับมือที่รวดเร็วและรักษาชีวิตได้ทันเวลา

โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ (Meningitis)
ไม่ได้เกิดจากเชื้อเพียงชนิดเดียว แต่พบว่าสามารถเกิดได้จากหลายเชื้อทั้งไวรัส และแบคทีเรีย ปัจจุบัน โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ที่มีวัคซีนป้องกันแล้ว มี 3 ชนิด คือ ไข้กาฬหลังแอ่น IPD และ Hib ทั้งนี้ IPD และ Hib ในเด็ก เป็นวัคซีนที่มีการฉีดกันอย่างแพร่หลายมากแล้วในปัจจุบัน

โรคไข้กาฬหลังแอ่น (Meningococcal disease)
เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียกลุ่มเยื่อหุ้มสมอง ชื่อว่า Neisseria meningitidis มีหลายสายพันธุ์ เช่น A, B, C, W, Y ซึ่งแต่ละประเทศมีการระบาดต่างสายพันธุ์กัน ในไทยพบมีรายงานของสายพันธุ์ B บ้าง แต่พบไม่บ่อย โรคนี้ไม่ใช่โรคพบใหม่แต่พบระบาดในประเทศไทยน้อยมาก ในขณะที่ตอนนี้มีข่าวการระบาดของสายพันธุ์ B ที่ต่างประเทศเช่นกัน โดยแบคทีเรียชนิดนี้อาศัยอย่างเงียบ ๆ ในโพรงจมูกและลำคอของมนุษย์อยู่แล้ว จึงมีคนประมาณ 10-20% เป็น “พาหะ” คือ มีเชื้อในคอแต่ไม่มีอาการอะไรเลย แต่สามารถแพร่เชื้อให้คนรอบข้างที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอได้โดยมีระยะฟักตัว 2-10 วัน ติดต่อกันผ่านสารคัดหลั่ง น้ำมูก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ละอองฝอยน้ำลาย” ในระยะใกล้ชิด (Close Contact) เช่น การไอ จาม การดื่มน้ำแก้วเดียวกัน การใช้ช้อนร่วมกันหรือ แม้กระทั่งการจูบ

อาการสำคัญของโรคมีดังนี้
1. ไข้ คือ มีอาการเหมือนไข้หวัด มีไข้ ปวดเมื่อยตามตัว ปวดหัว (แต่ทรุดไวกว่า)
2. รอยโรคที่ผิวหนัง คือ ผิวเปลี่ยนเป็นสีคล้ำ จากการที่เส้นเลือดฝอยแตกและมีเลือดออกใต้ผิวหนังเป็นจำนวนมาก (Purpura Fulminans)
3. กล้ามเนื้อบริเวณคอและหลังเกิดการเกร็งตัวอย่างรุนแรง คือ มีอาการปวดหัวมาก คอแข็ง หลังแข็งและเกร็งแอ่นไปข้างหลังโดยไม่รู้สึกตัว (Opisthotonus) แพ้แสง ซึมลง สับสน

ซึ่งเป็นโรคที่มีอาการลุกลามได้รวดเร็วมาก บางรายอาการทรุดหนักภายในเวลาไม่นาน จากภาวะช็อก คือ มือเท้าเย็นจัดแต่ตัวร้อนจัด ชีพจรเต้นเร็ว หายใจหอบเหนื่อย ความดันตก และมีโอกาสเสียชีวิตได้ ส่วนเด็กที่รอดชีวิต ก็อาจมีภาวะแทรกซ้อนตามมา เช่น อาการพิการทางสมอง สูญเสียการได้ยิน หรือมีความผิดปกติอื่น ๆ ของร่างกายได้

ในปัจจุบันการรักษาประกอบด้วย
1. การให้ยาปฏิชีวนะทางหลอดเลือดดำทันที โดยไม่ต้องรอผลเพาะเชื้อ
2 การประคับประคองอาการร่วมและภาวะช็อก โดยให้สารน้ำทางหลอกเลือดดำอย่างเต็มที่ หรือใช้ยากระตุ้นความดัน เพื่อรักษาอวัยวะสำคัญ เช่น ไตและหัวใจ
3. การลดการอักเสบในสมอง โดยการใช้ยาสเตียรอยด์ เพื่อลดการบวมของสมองจากการอักเสบ

ที่สำคัญ คือ การแยกกักโรคโดยผู้ป่วย ผู้ติดเชื้อ จะต้องอยู่ในห้องแยกเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ ส่วน “คนที่ใกล้ชิดผู้ป่วย” จะต้องได้รับยาปฏิชีวนะกินเพื่อป้องกันโรค (Chemoprophylaxis) ตามคำแนะนำของแพทย์และ “วัคซีน” เองจะเป็นส่วนสำคัญมากที่จะช่วยลดความรุนแรงของโรคในเด็กในพื้นที่เสี่ยงระบาดได้มาก ๆ

วัคซีนไข้กาฬหลังแอ่นมี 2 ชนิด
1. วัคซีนป้องกัน “สายพันธุ์ A, C, W, Y” ฉีดได้ตั้งแต่อายุ 1 ปีขึ้นไป ฉีดเข้ากล้ามเนื้อเพียง 1 เข็ม
เหมาะสำหรับ เด็กหรือผู้ที่จะเดินทางไป ซาอุดิอาระเบีย (พิธีฮัจน์/ อุมเราะห์) หรือแอฟริกา
2. วัคซีนป้องกัน “สายพันธุ์ B” ฉีดได้ตั้งแต่อายุ 2 เดือน
เหมาะสำหรับ เด็กที่จะไปเรียนต่อในอังกฤษ/ ยุโรป/ อเมริกา หรืออาจเป็นทางเลือกสำหรับเด็กที่อยู่ในประเทศไทย มีความเสี่ยงสูงแล้วต้องการฉีดวัคซีนได้ ซึ่งแนะนำให้ฉีดเลยในเด็กกลุ่มเสี่ยง เช่น ภูมิคุ้มกันต่ำ ตัดม้ามไปแล้วหรือม้ามทำงานไม่ปกติ

เด็กปกติ แข็งแรงดี เป็นเพียงวัคซีนทางเลือก สามารถพิจารณาฉีดได้ ดังนี้
• ฉีด 3 เข็ม (อายุ 2, 4 เดือน) ถ้าเริ่มฉีดที่อายุน้อยกว่า 2 ปี และกระตุ้นอีก 1 เข็ม หลังอายุ 1 ปี
• ฉีด 2 เข็ม ห่างกันประมาณ 2 เดือน ถ้าเริ่มฉีดที่อายุมากกว่า 2 ปี
เด็กโต/ วัยรุ่น อายุ 10–18 ปี ที่จะไปเรียนต่อต่างประเทศ หรือ เข้าพื้นที่เสี่ยงการระบาดแนะนำฉีด 2 เข็ม ห่างกันประมาณ 1 เดือน

แม้วัคซีนชนิดนี้จะไม่ได้มีภูมิต้านทานอยู่ตลอดชีวิต แต่มีภูมิต้านทานสูงหลายปีสามารถช่วยลดอัตราการป่วยหนักและการเสียชีวิตได้อย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้นในเด็กแข็งแรงไม่มีโรคประจำตัว สามารถพิจารณารับวัคซีนในช่วงเวลาที่มีความเสี่ยงสูงได้

อาการข้างเคียงจากการฉีดวัคซีนชนิดนี้ คือ การมีไข้ แนะนำให้กินยาลดไข้พาราเซตามอน ต่อเนื่องทุก 4-6 ชม. หลังได้รับวัคซีนได้เลย หากไม่แน่ใจว่าเด็กน้อยในครอบครัวเป็นกลุ่มมีความเสี่ยงหรือไม่ จำเป็นต้องได้รับวัคซีนไข้กาฬหลังแอ่น ณ ตอนนี้หรือไม่ สามารถขอคำปรึกษาเพิ่มเติมกับกุมารแพทย์

อย่างไรก็ดี การรับวัคซีน ถูกชนิด ถูกเวลา คือ ทางเลือกที่ดีที่สุดในการป้องกันโรค ทั้งนี้ แผนกสุขภาพเด็ก ได้ให้ความสำคัญกับคุณภาพการรักษา มาตรฐานการให้บริการ ระบบการดูแลผู้ป่วยด้วยบุคลากรที่มีคุณภาพ และผ่านการรับรองมาตรฐาน AACI (American Accreditation Commission International) ค.ศ. 2025, AACI Clinical Excellence Certification Maternity Services: ความเป็นเลิศด้านสตรีมีครรภ์ ค.ศ. 2025, ISO 7101:2023 – Health Care Organization Management และ ISO 9001:2015 – Quality Management Systems กรณีหากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามรายละเอียดและขอรับคำปรึกษาได้ที่ โรงพยาบาลนวเวช โทร.1507 Line: @navavej

Written By
More from pp
จิม ทอมป์สัน เปิด “JIM’S TERRACE” คาเฟ่สไตล์ไทยทาปาสสุดชิลแห่งใหม่กลางกรุง
จิม ทอมป์สัน เปิด “JIM’S TERRACE” คาเฟ่สไตล์ไทยทาปาสสุดชิลแห่งใหม่กลางกรุง ชวนมากิน-ดื่ม-เที่ยว แบบครบทุกรสชาติตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ ในบรรยากาศริมระเบียงบ้านไทยในตำนานที่ Jim Thompson Heritage Quarter
Read More
0 replies on “ไม่ใช่แค่รักษา แต่ต้อง “ป้องกัน” โรคไข้กาฬหลังแอ่น”