11 มีนาคม 2569 รศ.ดร.ดุลยภาค ปรีชารัชช อาจารย์ประจำสาขาวิชาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แสดงความเห็นต่อสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง และการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลไทยภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี โดยระบุว่า
ความขัดแย้งในตะวันออกกลางกำลังส่งผลต่อเสถียรภาพของโลกในหลายมิติ ทั้งด้านความมั่นคง การเมือง และพลังงาน โดยเฉพาะหลังจากอิหร่านเผชิญการโจมตีจากสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล ส่งผลให้ภูมิรัฐศาสตร์ของภูมิภาคมีความผันผวนสูง ขณะเดียวกันประเทศไทยก็อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญจากรัฐบาลรักษาการณ์สู่รัฐบาลที่มีอำนาจเต็มในการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งถือเป็นบททดสอบสำคัญของรัฐบาลอนุทินในการบริหารสถานการณ์โลกที่ซับซ้อน
รศ.ดร.ดุลยภาค ระบุว่า ประเด็นสำคัญประการแรกคือความเสี่ยงจากการปิดช่องแคบฮอร์มุช ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันหลักของโลก หากสถานการณ์ยืดเยื้ออาจกระทบต่อการนำเข้าน้ำมันของหลายประเทศ รวมถึงไทย
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลไทยได้เริ่มเตรียมมาตรการรองรับ โดยกระทรวงพลังงานเสนอแนวทางประหยัดพลังงานในหน่วยงานภาครัฐ พร้อมยกระดับการสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อเสริมความมั่นคงด้านพลังงานในช่วงที่ตลาดโลกผันผวน
ขณะเดียวกัน กระทรวงการต่างประเทศภายใต้การนำของนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ยังเตรียมเดินหน้าเจรจากับประเทศผู้ผลิตพลังงานในภูมิภาค เช่น บรูไน เพื่อเปิดทางเลือกใหม่ในการนำเข้าน้ำมัน หากความตึงเครียดในตะวันออกกลางยืดเยื้อ ซึ่งหากการเจรจาคืบหน้าจะช่วยกระชับความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน และเพิ่มความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศ
ในมิติการต่างประเทศ รศ.ดร.ดุลยภาค มองว่า ไทยจำเป็นต้องวางท่าทีอย่างรอบคอบและสมดุล เนื่องจากไทยมีความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์กับสหรัฐมาตั้งแต่ยุคสงครามเย็น ขณะเดียวกันก็มีความสัมพันธ์กับประเทศในตะวันออกกลางมาอย่างยาวนาน รวมถึงมีมิติทางประวัติศาสตร์ระหว่างสยามกับเปอร์เซียในอดีต ดังนั้น การดำเนินนโยบายต่างประเทศของรัฐบาลอนุทินจึงต้องรักษาสมดุลระหว่างมหาอำนาจและประเทศคู่สัมพันธ์ต่าง ๆ โดยไม่แสดงท่าทีฝักใฝ่ฝ่ายใดอย่างชัดเจน ซึ่งถือเป็นแนวทางที่ช่วยรักษาผลประโยชน์ของไทยในระยะยาว
นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ยังระบุว่า จุดแข็งสำคัญของรัฐบาลชุดปัจจุบัน คือการมีทีมเศรษฐกิจและการต่างประเทศที่มีศักยภาพ ทั้งในกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง และกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งสามารถประสานการทำงานเพื่อรับมือกับผลกระทบจากวิกฤตโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ การตั้งศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ยังช่วยให้การวิเคราะห์สถานการณ์และการตัดสินใจเชิงนโยบายของไทยเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีเอกภาพมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม รศ.ดร.ดุลยภาค ชี้ว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางมีความซับซ้อนสูง และเชื่อมโยงกับความขัดแย้งในหลายภูมิภาคทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นสงครามรัสเซีย–ยูเครน ความตึงเครียดในเอเชียใต้ หรือการแข่งขันทางยุทธศาสตร์ของมหาอำนาจ ซึ่งล้วนส่งผลต่อเสถียรภาพของระบบโลกในภาพรวม ดังนั้น การบริหารสถานการณ์ของรัฐบาลไทยจึงต้องอาศัยทั้งความรอบคอบและการประสานงานระหว่างหน่วยงานอย่างใกล้ชิด
“ความสามารถของรัฐบาลอนุทินในการบริหารวิกฤตโลก รวมถึงสถานการณ์ในตะวันออกกลาง จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อเสถียรภาพของรัฐบาลและระดับความเชื่อมั่นของประชาชนในช่วงหลายปีข้างหน้า” รศ.ดร.ดุลยภาค กล่าว พร้อมระบุว่า ภายใต้ทีมบริหารที่มีประสบการณ์และการเตรียมมาตรการรองรับอย่างต่อเนื่อง หากทุกกลำก ดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยสร้างเสถียรภาพให้รัฐบาล และจะเปลี่ยนเป็นคะแนนกานเมืองในอนาคต.
