เปิดคำให้การ “ประเสริฐ” ต่อดีเอสไอ คดี “สแกนม่านตา” ระบุ ”ธรรมนัส“ เป็นผู้แนะนำกลุ่มทุนจากสิงคโปร์ให้ทำ MOU พร้อมยืนยันดำเนินงานตามขั้นตอนปกติ และไม่รู้จักผู้บริหารบริษัทไพรม์

18 กุมภาพันธ์ 2569 จากกรณี กรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้รับเป็นคดีพิเศษที่ 148/2568 เพื่อตรวจสอบกรณีธุรกิจสแกนม่านตาแลกเหรียญคริปโตเคอร์เรนซี ภายใต้โครงการ Worldcoin และได้มีการเชิญ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย (ตำแหน่งในขณะนั้น รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม) และ ผู้เกี่ยวข้อง สอบปากคำพยานเกี่ยวกับที่มาที่ไปของการจัดทำบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กับบริษัทไพรม์ ออพ พอร์ทูนิตี้ ฟันด์ วิซีซี จากประเทศสิงคโปร์ ก่อนทำหนังสือถึง เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้ตรวจสอบตามอำนาจ และตามกฎหมายของ คณะกรรมการป.ป.ช .หลังพบเกี่ยวข้องผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ล่าสุดมีการเปิดบันทึก ถ้อยคำ ของนายประเสริฐ ที่ให้ไว้กับ พนักงานสอบสวน กองคดียาเสพติด กรมสอบสวนคดีพิเศษ เมื่อวันที่ 23 ธ.ค. 2568 ในคดีพิเศษ 148 /2568 กรณี ธุรกิจสแกนม่านตาแลกเหรียญคลิปโต อาจเข่าข่ายเป็นความผิดตามกฎหมายว่า ด้วยการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลและกฎหมายอื่นๆที่เกี่ยวข้อง

โดยเป็นรูปแบบถามตอบ และมีสาระสำคัญว่า โดยพนักงานสอบสวน จากดีเอสไอ ได้ถามว่า ท่านทราบที่มาวัตถุประสงค์ หลักเกณฑ์ และแนวทางการปฏิบัติของบันทึกความเข้าใจ Memorandum of Understanding (MOU) ระหว่าง กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมกับกองทุนสิงคโปร์ ชื่อ Prime Opportunity Fund VCC หรือไม่ อย่างไร

นายประเสริฐ ตอบว่า ข้าพเจ้า ไม่ทราบในรายละเอียดของ MOU ดังกล่าว แต่ทราบในหลักการว่าเป็นการส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลตามนโยบายของรัฐบาล ซึ่งช่วงต้นปี 2567 ข้าพเจ้าได้รับการประสานงานจาก ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ว่า มีกลุ่มทุนจากประเทศสิงคโปร์มีความประสงค์จะหารือเกี่ยวกับการจัดทำบันทึก MOU เพื่อการพัฒนาระบบเศรษฐกิจดิจิทัลในประเทศไทยซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของ รัฐบาลเกี่ยวกับระบบเศรษฐกิจดิจิทัล

ซึ่งข้าพเจ้า ได้สอบถามแล้วกองทุนดังกล่าวเป็นของเอกชนซึ่งตามกฎกระทรวงเป็นอำนาจของปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเป็นผู้ลงนามใน MOU

ข้าพเจ้าจึงมอบให้เลขานุการรัฐมนตรีซึ่งขณะนั้นคือ นายวัลลภ รุจิรากร มีหนังสือส่งเรื่องให้ทางปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเป็น ผู้พิจารณา ซึ่งต่อมาทางปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมได้มีการพิจารณาและดำเนินการตามขั้นตอนของทางราชการ

จากนั้นปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม จึงได้ประมวลเรื่องเสนอข้าพเจ้า เพื่อขอความเห็นชอบลงนามในบันทึก MOU ฉบับดังกล่าว ซึ่งข้าพเจ้า ได้ทำการลงนามให้ความเห็นชอบให้ดำเนินการซึ่งเป็นไปตาม ขั้นตอนปกติ

นอกจากนี้ พนักงานสอบสวน ถามต่อว่า ตามที่พนักงานสอบสวนคดีพิเศษให้ท่านตรวจดูภาพที่ปรากฏในสื่อสาธารณะเป็นภาพในพิธีลงนาม MOU ท่านทราบหรือไม่ว่า บุคคลในภาพเป็นใครบ้าง

นายประเสริฐ ตอบว่า ข้าพเจ้า รู้จักร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า และศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ซึ่งขณะนั้นเป็นรัฐมนตรีร่วมรัฐบาลเดียวกัน สำหรับศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ อดีตปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในขณะนั้น (ปัจจุบัน ประธานกรรมการในคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์) เป็นผู้ได้รับมอบหมายให้ลงนามใน MOU สำหรับตัวแทนผู้ลงนามจากกองทุนสิงคโปร์ ชื่อ Prime Opportunity Fund VCC ข้าพเจ้า ไม่รู้จักแต่อย่างใด

สุดท้ายพนักงานสอบสวนถามต่อว่า เคยมีเหตุโกรธเคืองกับผู้ใดในคดีนี้มาก่อนหรือไม่ นายประเสริฐ ตอบว่า ไม่มี พนักงานสอบสวนถามต่อว่า คำให้การดังกล่าวข้างต้นพนักงานสอบสวนคดีพิเศษอ่านให้ฟังแล้วรับว่าถูกต้องเป็นความจริงหรือไม่ นายประเสริฐ ตอบว่า “เป็นความจริง อ่านให้ฟังแล้วรับว่าถูกต้อง”

อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่า ดีเอสไอ. เตรียมเรียก ร.อ.ธรรมนัส สอบปากคำหลังถูกซัดทอด.

Written By
More from pp
25 ส.ส.ประชาธิปัตย์ พร้อม ! ร่วมรัฐพิธีเปิดประชุมสภา ประจำปี 66
3 กรกฎาคม 2566 เวลา 13.00 น. ลานพระแม่ธรณี พรรคประชาธิปัตย์ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาธิปัตย์ ทั้ง 25...
Read More
0 replies on “เปิดคำให้การ “ประเสริฐ” ต่อดีเอสไอ คดี “สแกนม่านตา” ระบุ ”ธรรมนัส“ เป็นผู้แนะนำกลุ่มทุนจากสิงคโปร์ให้ทำ MOU พร้อมยืนยันดำเนินงานตามขั้นตอนปกติ และไม่รู้จักผู้บริหารบริษัทไพรม์”