ผักกาดหอม
แลนด์สไลด์ครับ….
หลังจากนี้ประเทศไทยจะบริหารโดยรัฐบาลอนุทินต่อไป แค่เปลี่ยนโครงสร้างภายใน
จะเป็นรัฐบาลภูมิใจไทย เพื่อไทย และกล้าธรรม
๓ พรรคนี้รวมเสียงแล้วถือว่ามั่นคงกว่าหลายรัฐบาลที่ผ่านมา
มาวิเคราะห์หลังหวยออกกันหน่อยครับ
สาเหตุที่พรรคภูมิใจไทยชนะเลือกตั้งแบบทิ้งเป็นทุ่งแบบนี้ มาจาก ๒ ปัจจัยหลัก
ปัจจัยแรกคือความมั่นคง
การลาออกจากรัฐบาลแพทองธารของพรรคภูมิใจไทย คือจุดเริ่มต้นของกระแสที่ถาโถมเข้าหาพรรคภูมิใจไทย
การแสดงภาวะความเป็นผู้นำ โดยเฉพาะในด้านความมั่นคงของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” ในฐานะนายกรัฐมนตรี คือแรงส่งให้ความนิยมในพรรคภูมิใจไทยเพิ่มสูงขึ้น
ไปพีกสุดๆ ในการประชุมเอเปกที่เกาหลีใต้
“อนุทิน” ยืนคุยกับ “โดนัลด์ ทรัมป์” และ “สี จิ้นผิง” ในบริบทที่ไม่เคยมีผู้นำไทยคนไหนทำได้มาก่อน
นั่นเป็นการยืนยันถึงภาวะผู้นำที่ไม่ธรรมดาของ “อนุทิน”
ปัจจัยถัดมา คือการมาถูกที่ถูกเวลาของ ๓ ทหารเสือ
ศุภจี สุธรรมพันธุ์
สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว
เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ
เป็นปรากฏการณ์ที่แทบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในการเมืองไทย ที่นายกรัฐมนตรีใช้งาน “คนนอก” แล้วเกิดกระแสการยอมรับอย่างกว้างขวาง
๓ ทหารเสือ ใช้เวลาที่อยู่น้อยนิดอย่างมีค่า พิสูจน์ตัวเอง จนเป็นที่ยอมรับ
แม้แต่พรรคคู่แข่งยังรู้สึกเสียดาย ที่ไม่สามารถคว้าตัวมาได้
๓ ทหารเสือมีความสำคัญอย่างยิ่งทำให้กระแสความนิยมของพรรคภูมิใจไทยขึ้นสู่จุดสูงสุด
จากพรรคที่ไม่มีกระแสใดๆ ในการเลือกตั้งปี ๒๕๖๖ กลับกลายเป็นพรรคที่มีคะแนนนิยมสูงสุดในการเลือกตั้ง ๒๕๖๙
นอกจากพรรคภูมิใจไทยสร้างคะแนนนิยมให้ตัวเองแล้ว ความตกต่ำของพรรคคู่แข่ง ยังเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ส่งให้แลนด์สไลด์ใส่พรรคภูมิใจไทย
พรรคส้ม เป็นพรรคที่มีกระแสมากที่สุดในการเลือกตั้งปี ๒๕๖๖
มาปีนี้ไม่มีกระแสใหม่
พรรคส้มไม่มีอะไรใหม่ แต่กลุ่มคนที่เลือกพรรคส้ม ยังคงเป็นคนกลุ่มเดิม ที่ยังคงเชื่อในแนวทางการเมืองของพรรคส้ม
ขณะเดียวกันกลุ่มคนที่เคยเลือกพรรคส้ม เพราะต้องการลองของใหม่ กลุ่มนี้ไม่ได้มองพรรคส้มเป็นของใหม่อีกต่อไปแล้ว
เคยให้โอกาสแล้ว
แต่พรรคส้มทำไม่ได้ เนื่องจากมีแนวทางที่ตอบสนองอุดมการณ์พรรคมากเกินไป จนมิได้ดูว่าประชาชนต้องการอะไร
ประชาชนไม่ได้ต้องการเปลี่ยนโครงสร้างประเทศ
ปัญหาเศรษฐกิจที่รุมเร้าต่างหากที่ประชาชนกำลังมองหาว่า ใครจะสามารถเข้ามาแก้ปัญหาได้
เมื่อเทียบทีมเศรษฐกิจของพรรคส้ม กับพรรคภูมิใจไทยแล้ว หาคำตอบได้ไม่ยาก
พรรคส้มพยายามเปิดตัวรัฐมนตรีเงา
แต่เปิดแล้วหายวับไปกับสายลม
บางคนมีตำหนิ
แคมเปญหาเสียงนี้จึงล้มไม่เป็นท่า
พรรคส้มพยายามดิ้นรน ขุดแคมเปญ มีเราไม่มีเทา เพื่อแสดงให้เห็นว่าพรรคส้มอุดมไปด้วยคนดีมีคุณภาพมากกว่าพรรคการเมืองอื่นๆ
แต่ความเทามันย้อนเข้าหาตัว
ความเป็นผู้นำของ “หัวหน้าเท้ง” ถูกทำลายไปด้วยแคมเปญหาเสียงของตัวเอง
เมื่อพรรคส้มชี้หน้าพรรคอื่นว่าเป็นพวกเทาได้ แต่กลับชี้หน้าคนในพรรคตัวเองไม่ได้ ด้วยการอ้างว่า เข้าไม่ถึงข้อมูลของตำรวจ
ประชาชนมิได้กินหญ้ากินแกลบ มันจึงมีคำถามตามมาว่า ทีด่าพรรคอื่นทำราวกับว่ามีข้อมูลอยู่ในมือ แต่พอโดนเข้ากับตัวเอง กลับอ้างว่าไม่มีข้อมูล
ประเด็นเล็กๆ แบบนี้ แต่ “หัวหน้าเท้ง” กลับไม่แสดงความจริงใจ มันจึงเซาะกร่อน บ่อนทําลายความนิยมของพรรคส้ม
ชนิดที่พรรคส้มมองไม่เห็น กลับพยายามชี้หน้าด่าคนอื่นว่าเทาต่อไป
สุดท้ายเมื่อเห็นว่าไปไม่ไหว ช่วงโค้งท้ายๆ ของการเลือกตั้ง แคมเปญ มีเราไม่มีเทาจึงแทบไม่มีใครพูดถึงอีกเลย
แต่พรรคส้มยังมีไม้เด็ด ส่ง “น้องน้ำแข็ง” เล่นงานสำนักงานประกันสังคมถี่ยิบ
วิธีการนี้ไม่ต่างจากการเมืองยุคเก่า ใช้บางมุมของปัญหามาใส่สีตีไข่ แล้วโจมตี ขณะที่มวลชนของพรรคส้มพร้อมจะเชื่อ แต่…คนส่วนใหญ่เขาไม่ได้เชื่อเช่นนั้น
เพราะเครือข่ายของพรรคส้มเอง ก็ถูกแฉว่ามีบทบาทสูงใน บอร์ดประกันสังคม
การตีวัวกระทบคราดจึงกลายเป็นการตีแสกหน้าตัวเอง
กระแสโดยรวมของพรรคส้มจึงตกอย่างน่าใจหาย
ส่วนพรรคเพื่อไทย แม้จะย่องมาเงียบๆ เพราะไม่อยากให้ใครมาสะกิดแผลเก่า
แต่ลืมไปว่าแผลเก่านั้นมันลึกจนยากที่ประชาชนจะลืม
หน้าของอังเคิลวุ้นเส้นจึงลอยไปลอยมาหน้าคูหาเลือกตั้งทั่วประเทศ
ครับ…โฉมหน้ารัฐบาลใหม่พรรคไหนร่วมรัฐบาลบ้างจึงไม่น่าสนใจเท่า ใครจะมาเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลอนุทิน ๒ บ้าง
การบริหารจัดการอำนาจครั้งนี้ จะเป็นบทพิสูจน์ “อนุทิน” อีกครั้งว่า สร้างความแตกต่างได้หรือไม่
วางคนเหมาะสมกับงานแค่ไหน
มีภาพบุฟเฟต์คาบิเนตติดมาหรือไม่
แน่นอนครับ “อำนาจ” เป็นเรื่องที่ต้องบริหารจัดการ แต่จะจัดการอย่างไรเพื่อตอบแทนคะแนนเสียงแลนด์สไลด์
บทบาทของ ๓ ทหารเสืออย่างน้อยต้องไม่ต่ำไปกว่าเดิม
บริหารจัดการอย่างไรให้รัฐมนตรีจากพรรคร่วมรัฐบาลได้รับการยอมรับ
หรืออย่างน้อย ไม่มีเสียงยี้
ไม่ยากแต่ก็ไม่ง่าย
แต่เมื่อได้รับฉันทามติจากประชาชนมาแล้ว “อนุทิน” ต้องแสดงให้เห็นว่า ผลประโยชน์สูงสุดอยู่ที่ประชาชน
“การเป็นแชมป์ว่ายากแล้ว การรักษาแชมป์นั้นยากยิ่งกว่า”.

