“วันนี้ดิบ-พรุ่งนี้สุก” #เปลวสีเงิน

เปลว สีเงิน 

๖ โมงเย็นวันนี้ ก็…จบแล้ว!

จบหน้าที่ของพรรคและผู้สมัครสส.หาเสียง

พรุ่งนี้ อาทิตย์ ที่ ๘ กุมภา.๖๙ เป็นหน้าที่ของประชาชนจะตัดสิน!

พรรคไหนจะสอบได้ที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่โหล่ หรือสอบตก

ตะวันลับฟ้าก็พอจะรู้ผลคร่าวๆ หรอก

เพราะ AI มันรู้ว่า คนไทยนอกจากใจง่ายแล้วยังใจเร็วด้วย ฉะนั้น แต่ละหน่วยนับเสร็จปุ๊บ AI ต้องประมวลผลตอบปั๊บ!

เย็นวาน แต่ละพรรคเปิดเวทีปราศรัยทิ้งดาบ-ทิ้งทวนเวลาไล่เลี่ยกัน ทั้งภูมิใจไทย ประชาธิปัตย์ เพื่อไทย และประชาชน

ก็ “แฟนใคร-แฟนมัน” แหละครับ

แต่ละเวทีคึกคัก-ครึกครื้นด้วยปริมาณและคุณภาพแฟนๆ ตามฐานานุรูป

ฟังจากที่นักข่าวรายงานมาน่ะ ไม่ได้ไปเห็นกับตาเอง แต่เท่าที่ดูจากข่าวโทรทัศน์ประกอบ ก็ไม่มีเวทีไหนที่ “ผีหลอก”!

การที่ ๔ พรรคเปิดเวทีประชันกันในกทม.

ก็หมายถึง ทั้ง ๔ พรรค “เป็นเจ้าเงาะ” หวังพวงมาลัย จาก “๓๓ นางรจนา”

พรรคประชาชน “ธนาธร-พิธา-ณัฐพงศ์” มั่นใจเต็มร้อย คราวที่แล้ว ๓๓ เขต พรรคเดียวกวาดไปถึง ๓๒ เขต ครั้งนี้ กะจะกวาดให้หมดทั้ง ๓๓ เขต ครองแชมป์กทม.สมัยสอง

ด้วยสัญญา “เป็นแล้วไม่โกง” และจะปกป้องความหวังประชาชน (เอ๊ะ…เราหวังอะไรจากพรรคประชาชนบ้างหว่า)!

เพื่อไทย “อาจารย์เชน-มิสเตอร์ SRJ” เห็นแดงพรึดทั้งสนามแต่ไม่ถึงขั้นขี่คอ วิญญานกระทิงเข้าสิงคณะพรรคเพื่อไทยทันที

ตะกุยฟึ่ดฟั่ด อยากประสานเขาให้ “รู้แดง-รู้ส้ม” กันไปเลย

ประชาธิปัตย์ เมื่อมาร์ค คัมแบ๊ก แม่ยกทั้งเก่า-ทั้งใหม่ กรูเกรียว ยิ่งมีกรณ์ และดร.การดี มาผสมเพิ่มสีสันด้วยแล้ว

เวทีประชาธิปัตย์ นอกจากมีชีวิต-ชีวา ยังมีความหวังจะได้ สส.ในกทม.ไม่ต่ำกว่าสิบ!

ภูมิใจไทย ไม่เคยมีสส.ในกทม.มาก่อน แต่ผลงานที่จับต้องได้ของนายกฯ ๒ เดือน กลับเป็น “ม้าเต็ง” ซะงั้น

ยิ่งมี “สีหศีกดิ์-ศุภจี-เอกนิติ” เข้ามาเป็น “ผ้าป่าช่วยชาติ” ประกันได้ “ภูมิใจไทย” ต้องมีสส.กทม.ประดับพรรคแน่นอน

เลือกตั้งเที่ยวนี้….

เท่าที่สังเกต ชาวบ้านสนใจ-ตื่นตัวงัวเงียเป็นพิเศษ

อยากเห็น ระหว่างภูมิใจไทยกับพรรคประชาชน

ใครจะเป็นที่ ๑ ได้จัดตั้งรัฐบาล?

ส่วน “พรรคเพื่อไทย” ยุคหลานทักษิณ ด้วยบุญทำ-กรรมแต่งถูกดาวน์เกรดไปอยู่แถว ๓!

ขนาดประกาศประชานิยม “สร้างเศรษฐีเงินล้าน วันละ ๙ คน”

นึกว่าจะเปรี้ยง

กลับแป๊ก!?

ในขณะที่ภูมิใจไทย ขุนคลังเอกนิติประกาศ “พรรคภูมิใจไทยไม่มีนโยบายประชานิยม”

กลับเปรี้ยง!!!!

ย้อนกลับไปที่พรรคประชาชน สไตล์นี้มาอีกแล้ว “เป็นรัฐบาลแล้วจะไม่โกง” มาอีหรอบเดียวกับทักษิณตอนเป็นรัฐบาลสมัยแรก

ประกาศ “ผมรวยแล้วไม่โกง”

แต่โกงฉิบ ห่ะ….!

ต้องยอมรับว่า ที่ภูมิใจไทย “มาแรง” ได้ใจประชาชนเที่ยวนี้ นอกจากความ “เด็ดขาด-ชัดเจน” เรื่องเขมรแล้ว

ด้วย “เทพอุ้มสม” ที่ได้ “ศุภจี-สีหศักดิ์-เอกนิติ” มาเป็นขุนศึกร่วมทัพ

โดยเฉพาะ ซูเปอร์ G เธอเหมือน “เซียวเหล่งนึ่ง” ในนิยายกำลังภายในเรื่อง “มังกรหยก” ภาค ๒

งามสูงส่ง เยือกเย็นปานหิมะ แต่คมกริบ ยอดฝีมือที่ต่อกรปากยังอ้าพูด แต่ศีรษะหลุดจากบ่าไปแล้ว ก็ยังไม่รู้ตัว!

ในเวที “ดีเบต” ของพี่สรยุทธเค้าวันก่อน ประมุขแต่ละพรรคล้วนเปี่ยมวรยุทธ เรียงหน้ากันเข้ามา

ปรากฎว่า “เพียงฝ่ามือเดียว” แต่ละประมุขร้องโอ้กกก กระอักโลหิตกันคนละ ๒-๓ ชามก๋วยเตี๋ยว!

มีผู้บันทึก “ซูเปอร์ G เซียวเหล่งนึ่ง” ใช้ฝ่ามือหยก สยบฝ่ายตรงข้ามไว้ดังนี้

…………………………..

“หมึกซึม”

เมื่อวานทำไม คำตอบของ ซุปเปอร์ จี จึงกลายเป็น MPV

ทั้ง 4 คนที่ขึ้นเวที เรื่องคุณสมบัติและความสามารถ ไม่มีใครกังขา

ข้อแตกต่างข้อแรกของส้มและแดง คือเรื่องประสบการณ์ ในการทำงานแก้ปัญหาระดับใหญ่ๆ

ซึ่งต่างจาก “เดอะมาร์ค” กับ “ซุปเปอร์จี” ที่เคยผ่านงานแก้ปัญหาระดับใหญ่ๆ

ดังนั้น ต้องบอกเลยว่า บนเวที “เท้งกับเชน” เหมือนแค่ตัวประกอบ

แต่สิ่งที่ทำให้ “ซุปเปอร์จี” แตกต่างโดยสิ้นเชิง คือ “อินเนอร์” หรือตัวตนที่แท้จริงครับ

อยากให้ไปฟังซ้ำทุกเวที “อินเนอร์” หรือตัวตนของซุปเปอร์จี มีอย่างเดียว “มาทำงานเพื่อประชาชนและประเทศไทย”

ไม่ว่าเป็นคำถามเรื่องอะไรซุปเปอร์จี ก็ยังยืนยันเจตนารมณ์ ที่ตัวเองชัดกว่าคนอื่น คือ

“ฉันมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพานิชย์และลงเลือกตั้งเพื่ออะไร”

ชีย้ำเหมือนเดิม ฉันมาทำ “เพื่อประเทศไทยและประชาชนคนไทย”

“ซุปเปอร์จี” ไม่มีนัยหรือสมการทางการเมืองในหัวสมองเลยแม้แต่น้อย

ทั้งตัวและหัวใจ ความคิด และ จิตวิญาณของเธอ คือ “นักบริหาร” ไม่มีความเป็นนักการเมืองเลยแม้แต่น้อย

คำตอบคือรูปแบบของ “คนทำงาน” ของคนที่มีความตั้งใจจริง

ไม่ได้มาขอโอกาส

หรือต้องขอร้อง-ขอคะแนน หรือสร้างประเด็นอะไรให้เป็นวาทกรรมทางการเมือง

แต่สิ่งที่ ซุปเปอร์จีตอบ นั้น คือ บรรยากาศการประชุมบอร์ดบริหาร ฟาดคือฟาดครับ ในเนื้องาน ไม่มีน้ำลาย ไม่มีเรื่องดราม่า

พิธีกรลากไปเรื่องอื่น….

เธอก็ยังตอบแบบยืนกระต่ายขาเดียว “ฉันมาเพื่ออะไร และทำเพื่อใคร” โดยไม่มีเรื่องทางการเมือง

จุดนี้แหละครับ ที่เธอเหนือกว่าทุกคน

เธอตอบในแบบที่เป็นตัวตนของตัวเองโดยไม่มีใครเปลี่ยน ความรู้สึก นึกคิด ของเธอได้

ในฐานะประชาชน คนบ้านๆ ที่เบื่อการเล่นการเมือง เมื่อมาเจอคนที่ไม่มีภาษาการเมือง

และอาสามาทำการเมือง เพื่อประเทศชาติและประชาชนจริงๆ มันเลยฟังแล้วเข้าใจง่าย ไม่มีอะไรที่ต้องเอ๊ะ หรือมีอะไรเคลือบแคลง

ภาษาของศุภจี คือรูปแบบของนักบริหาร

เน้นข้อเท็จจริง ล้วนๆ

นโยบายกี่นโยบายไม่สำคัญ เท่ากับทำได้กี่นโยบาย…เอ่อว่ะ อันนี้จริง!

405 หน่วยงาน เพิ่งทำงานจริงได้แค่ 22 หน่วยงาน และเพิ่งทำได้ 4 เดือนที่ผ่านมา ….เออ จริงด้วย

“คนไหนไม่มีความตั้งใจที่จะเข้ามาพัฒนาบ้านเมือง คนนั้นต้องเป็นคนตอบ ไม่ใช่คนนี้” (เอาสิแม่เกทับเลย)

ความรับผิดชอบ ไม่มีคำว่าเคลม ไม่มีการเคลม แต่ประเทศไทยมันต้องไปต่อ การดำเนินการทุกเรื่องมันต้องเดินหน้าต่อ (เออจริงด้วย ที่ผ่านมา มาก็รื้อของเก่า นับหนึ่งใหม่ตลอด)

ไม่ได้เข้ามาแบกอนุทิน

ไม่ได้เข้ามาแบกภูมิใจไทย

แต่เข้ามาทำงานเพื่อคนไทย และประเทศไทย

ถึงเวลาต้องทำงานกับพรรคไหน กับใคร ก็ทำด้วยได้หมด

เพราะมันต้องประสาน ทำงานร่วมกัน ทุกกระทรวง ทุกหน่วยงาน และทำร่วมกับประชาชน

(เออว่ะ ที่ผ่านมา นักการเมืองแมร่งต่างคนต่างทำมาตลอด)

น้าหมึก ยกให้เวทีเมื่อวานนี้ ซุปเปอร์จี คือ MPV  ไม่ใช่แค่ตอบได้ดี ไม่ใช่ฟังแล้วมันสะใจ

แต่มันจากอินเนอร์ ของซุปเปอร์จี เธอมาเพื่อ ทำให้ประเทศไทย และประชาชนคนไทย โดยไม่มีนัยทางการเมือง ชัดพอยัง

…………………………………..

พูดถึงศุภจี เอกนิติ ก็บ่อย แต่กับรัฐมนตรีต่างประเทศที่นำไทยกลับเข้าสู่จอเรดาห์ ไม่ค่อยได้พูดถึงเป็นกอบ-เป็นกำ

ก็ส่งท้ายซะหน่อย ท่านไปออกรายการ “ฟังหู-ไว้หู” ของ “อาจารย์วีระ ธีรภัทร” กับสาวนุ่น วันก่อน มีผู้บันทึกไว้

ผมจึงอาศัยลอกมาให้อ่าน ดังนี้

…………………………….

Bangkok No.1

🌍 ไทยจะอยู่ตรงไหน? เมื่อระเบียบโลกเก่ากำลังล่มสลาย: เจาะลึกวิสัยทัศน์ “สีหศักดิ์ พวงเกตแก้ว”

​        ในวันที่โลกไม่ได้หมุนรอบขั้วอำนาจเดียวอีกต่อไป และความขัดแย้งลามไปทุกหย่อมหญ้า ตั้งแต่การสู้รบในยูเครน ไปจนถึงสงครามเทคโนโลยี ประเทศไทยต้องวางตัวอย่างไร?

​        สรุปประเด็นร้อนจากรายการ “ฟังหูไว้หู” เมื่อท่านสีหศักดิ์มาฉายภาพชัดๆ ถึง “ฉากทัศน์ใหม่” ที่คนไทยต้องจับตา:

​        1️⃣ โลกยุค “หลายขั้ว” และการล่มสลายของระเบียบเดิม

​โลกที่เราเคยรู้จักหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 กำลังเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

​        สหรัฐฯ ไม่ใช่เบอร์หนึ่งผู้คุมกฎเพียงผู้เดียว: ระเบียบโลกเดิมถูกบั่นทอน สหรัฐฯเริ่มเน้น “America First” มากขึ้น

​        เอเชียคือศูนย์กลางใหม่: อำนาจทางเศรษฐกิจย้ายมาทางฝั่งเอเชียและกลุ่ม Global South (ประเทศกำลังพัฒนา) ที่ต้องการมีเสียงในการกำหนดกติกาโลกมากขึ้น

​        UN เผชิญภาวะอัมพาต: มหาอำนาจมักใช้สิทธิ Veto เพื่อรักษาผลประโยชน์ตัวเอง ทำให้กลไกสันติภาพโลกทำงานได้ยากขึ้น

​        2️⃣ ยุทธศาสตร์ไทย: ไม่ต้องเลือกข้าง แต่ต้อง “เลือกข้างผลประโยชน์ตัวเอง”

​        คำถามยอดฮิตคือ “ไทยต้องเลือกข้างไหม?” ท่านรัฐมนตรีตอบชัด:

​        Strategic Autonomy: เราต้องมีอิสระในการตัดสินใจ ไม่ถูกใครบังคับ

​        เลือกข้างตามประเด็น:ในบางเรื่องเราต้องเลือก แต่ต้องเลือกทางที่เราได้เงื่อนไขดีที่สุด และรักษาผลประโยชน์ของคนไทยเป็นหลัก

​        ความแกร่งเริ่มที่บ้าน:การต่างประเทศจะทรงพลังได้การเมืองภายในต้องนิ่ง

และเศรษฐกิจต้องเข้มแข็งเพื่อให้ไทยกลับมาอยู่ใน “จอเรดาร์” ของโลก

​        3️⃣ เพื่อนบ้าน:โจทย์ที่ปฏิเสธไม่ได้

​        พม่า: เราทิ้งไม่ได้ เพราะพรมแดนติดกันกว่า 2,000 กม.ไทยต้อง”Engage” (มีปฏิสัมพันธ์) ทั้งกับรัฐบาลทหาร และฝ่ายต่างๆ เพื่อแก้ปัญหายาเสพติด,แก๊งคอลเซ็นเตอร์ และฝุ่นควัน

​        กัมพูชา:หัวใจสำคัญ คือ การสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ(Trust) การเจรจาพื้นที่ทับซ้อนต้องโปร่งใสและสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจชัดเจน

​        ลาว: เน้นการเป็นทางเชื่อมเศรษฐกิจ(Connectivity)ผ่านสะพานมิตรภาพและโครงการโครงสร้างพื้นฐาน

​        4️⃣ จุดชนวนสงครามโลกครั้งที่ 3?

​        ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดในตอนนี้ ไม่ใช่ยูเครน แต่คือ “ไต้หวัน”

​”หากสงครามโลกครั้งที่ 3 จะเกิดขึ้น มันอาจจะเริ่มที่ตรงนี้”

เพราะเป็นเรื่องที่จีนยอมไม่ได้

และสหรัฐฯ ก็ถอยลำบาก หากมีการประกาศเอกราชหรือตัดสินใจผิดพลาดเพียงครั้งเดียว ผลกระทบจะลามไปทั่วโลก

​💡 บทสรุปสำหรับประเทศไทย

​        โลกในวันนี้ “ปลาใหญ่กินปลาเล็ก” ใครมีอำนาจก็ทำตามอำเภอใจ ประเทศไทยในฐานะ Middle Power (มหาอำนาจระดับกลาง)

ต้องผนึกกำลังกับอาเซียนและพันธมิตร เพื่อสร้างกติกาที่ยุติธรรม และหาพื้นที่ยืนที่ปลอดภัยที่สุดในพายุภูมิรัฐศาสตร์นี้

………………………….

เอาละ….

ก็อู้รอเลือกตั้งไปวัน คุยอะไรมากเดี๋ยวผิดกฎหมาย ไม่อยากแก่ตายในคุก วันนี้ อาบน้ำ ประแป้ง เข้านอนแต่หัวค่ำ

แล้วพรุ่งนี้ ไปเข้าคูหา ๒ รอบ

X เลือกคนกับเลือกพรรค ๑ รอบ แล้วไปเข้าอีกคูหา X เห็นชอบหรือไม่เห็นชอบว่า…
“สมควรให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่”

บ๊าย..บาย ปู๊นๆ!

เปลว สีเงิน

๗ กุมภาพันธุ์ ๒๕๖๙

Line Open Chat *เพิ่มช่องทางการรับข่าวสาร จากเว็บไซต์ *อ่านคอลัมน์ เปลว สีเงิน ก่อนใคร *ส่งตรงถึงมือทุกคืน *เปิดกว้างเพื่อแฟนคอลัมน์พูดคุยแบบกันเอง ทุกเรื่องราว ข่าวสารบ้านเมือง สังคม ฯลฯ
Written By
More from plew
ผีน้อย “ใช่อื่นไกล” ไทยด้วยกัน
เรื่อง “โควิด-๑๙” นี่….. นั่งดูเขาทำงาน แล้ว “วิจารณ์-ตำหนิ” มันง่าย แต่รู้ไว้ด้วย “คนทำงาน” คือแพทย์-พยาบาล-บุคลากรทางการแพทย์โดยเฉพาะที่ “สถาบันบำราศนราดูร”
Read More
0 replies on ““วันนี้ดิบ-พรุ่งนี้สุก” #เปลวสีเงิน”