24 มกราคม 2569 จากกรณีที่พรรคเพื่อไทยเปิดตัวนโยบายเศรษฐกิจโค้งสุดท้าย ภายใต้ชื่อ “รวยทุกวันเงินล้าน 9 คน” โดยมีแนวคิดแจกเงินคนละ 1 ล้านบาท ให้กับคนไทยวันละ 9 คน รวมเป็นเงินวันละ 9 ล้านบาท ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายหลากหลาย อาทิ กลุ่มเกษตรกร กลุ่ม อสส. อสม. กลุ่มผู้สูงวัย กลุ่มผู้เสียภาษี และประชาชนทั่วไป
ล่าสุด ผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ออกมาแสดงความเห็นเชิงวิพากษ์ต่อแนวนโยบายดังกล่าวอย่างตรงไปตรงมา โดยระบุว่า
นโยบายดังกล่าว นอกจากใช้เป็นเครื่องมือหาเสียงแล้ว แทบไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจหรือสังคมในเชิงโครงสร้างใด ๆ อย่างเป็นรูปธรรม
ผศ.ดร.วันวิชิต ระบุว่า การแจกเงินให้บุคคลเพียงไม่กี่รายต่อวัน แม้ตัวเลขจะดูหวือหวา แต่ไม่สามารถสร้างแรงกระเพื่อมทางเศรษฐกิจได้จริง และไม่ก่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน แตกต่างจากนโยบายที่มุ่งเสริมศักยภาพการผลิต การสร้างงาน หรือการยกระดับรายได้ในระบบเศรษฐกิจโดยรวม
“เงินจำนวนนี้ถูกใช้ไปในลักษณะคล้ายการละลายงบประมาณทิ้งเปล่า ไม่มีผลคูณทางเศรษฐกิจ (multiplier effect) และไม่สามารถตอบโจทย์ปัญหาปากท้องของประชาชนส่วนใหญ่ได้จริง” ผศ.ดร.วันวิชิต กล่าว
พร้อมกันนี้ยังตั้งข้อสังเกตว่า นโยบายดังกล่าวอาจสร้างบรรทัดฐานที่น่ากังวลต่อการเมืองไทยในระยะยาว เพราะเป็นการผลักการเมืองกลับไปสู่แนวคิดประชานิยมแบบสุดโต่ง ที่แข่งขันกันด้วย “การแจกเงินเป็นรายบุคคล” มากกว่าการนำเสนอนโยบายเชิงระบบที่ตรวจสอบได้และมีความรับผิดชอบต่อฐานะการคลังของประเทศ
ผศ.ดร.วันวิชิต ทิ้งท้ายว่า หากการเมืองไทยยังคงเดินหน้าในทิศทางนี้ จะยิ่งทำให้การกำหนดนโยบายสาธารณะขาดหลักคิดทางวิชาการ และเปิดช่องให้การใช้งบประมาณรัฐกลายเป็นเพียงเครื่องมือสร้างคะแนนนิยม มากกว่าการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างแท้จริง
ผศ.ดร.วันวิชิต ยังระบุเพิ่มเติมว่า เหตุผลที่อ้างว่านโยบายดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อ “ดึงประชาชนเข้าสู่ระบบภาษี” นั้น ไม่สอดคล้องกับหลักเศรษฐศาสตร์และนโยบายสาธารณะในทางปฏิบัติ เนื่องจากการขยายฐานภาษีสามารถทำได้หลายแนวทาง อาทิ การปรับปรุงระบบข้อมูล การสร้างแรงจูงใจทางภาษี การลดความซับซ้อนของขั้นตอน การยกระดับการบังคับใช้กฎหมาย หรือการเชื่อมโยงสวัสดิการของรัฐกับสถานะผู้เสียภาษี ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นวิธีการที่ยั่งยืนและไม่จำเป็นต้องอาศัยการแจกเงินจำนวนมหาศาล
เขาชี้ว่า การนำ “การแจกเงินล้านให้รายบุคคล” มาอ้างว่าเป็นเครื่องมือดึงคนเข้าสู่ระบบภาษี จึงเป็นเพียงข้ออ้างเชิงวาทกรรม เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับนโยบายประชานิยมสุดโต่ง มากกว่าจะเป็นมาตรการที่ออกแบบมาเพื่อปฏิรูปโครงสร้างทางการคลังอย่างแท้จริง
“หากเป้าหมายคือการเพิ่มผู้เสียภาษี รัฐควรลงทุนกับระบบและกลไก ไม่ใช่การเสี่ยงดวงแจกเงินแบบล็อตเตอรี่ทางการเมือง ซึ่งไม่ได้สร้างวินัยทางภาษี และไม่ได้เปลี่ยนพฤติกรรมของประชาชนในระยะยาว” ผศ.ดร.วันวิชิต กล่าว.
