การกลับคืนสู่มาตุภูมิของ สุทธิศักดิ์ รินทลักษ์ และสะพานเชื่อมระหว่างประชาชนของเรา

บทความโดย อโลนา ฟิชเชอร์-คัมม์

เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย

การส่งคืนร่างของ สุทธิศักดิ์ รินทลักษ์ เมื่อวันที่ ๑๐ ธันวาคม พลมืองไทยคนสุดท้ายที่ถูกกลุ่มก่อการร้ายฮามาสลักพาตัวไปในวันที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๖๖ ได้ปิดฉากวงจรแห่งความเจ็บปวดอันยาวนาน แต่ก็ไม่อาจปิดบาดแผลในใจได้ การกลับมาของเขาไม่เพียงเป็นช่วงเวลาแห่งความโล่งใจ หากแต่เป็นช่วงเวลาแห่งการรำลึกถึงอีกด้วย เหตุการณ์นี้บังคับให้เราต้องหันกลับมามองต้นทุนของความสูญเสียจากการสังหารหมู่ที่กลุ่มฮามาสก่อขึ้นในวันอันมืดมนนั้นอีกครั้งหนึ่ง

ชาวไทย ๔๗ คนถูกสังหารในระหว่างการโจมตีของฮามาสเมื่อวันที่ ๗ ตุลาคม และอีก ๒๘ คนถูกลักพาตัวไปยังฉนวนกาซาและได้รับการปล่อยตัวในภายหลัง นอกจากนี้ยังมีผู้ที่ได้รับบาดเจ็บทั้งทางร่างกายและจิตใจ จากการกระทำอันโหดร้ายที่ไม่เลือกปฏิบัติ ไม่มีการยกเว้นทางสัญชาติ ศาสนา หรือความเชื่อใดๆ

เหยื่อชาวไทยทุกคนก็เป็นเช่นเดียวกับแรงงานไทยอีกหลายหมื่นคน ที่มาทำงานในอิสราเอลเพื่อเลี้ยงดูครอบครัวและสร้างความมั่นคงในอนาคต ทั้งนี้รัฐบาลอิสราเอลได้แสดงความรับผิดชอบอย่างเต็มที่ต่ออนาคตของครอบครัวเหยื่อชาวไทยทุกครอบครัว นี่ไม่ใช่เพียงหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติเท่านั้น หากแต่เป็นพันธะอย่างลึกซึ้งทางศีลธรรม

เหตุการณ์ในวันที่ ๗ ตุลาคม ไม่ใช่การต่อสู้กันในสนามรบ แต่เป็นการสังหารหมู่ กล่าวคือ ผู้ก่อการร้ายฮามาสข้ามพรมแดนเข้ามายังดินแดนอิสราเอลด้วยเจตนาอันชัดเจนว่าจะสังหารพลเรือน พวกเขาเผาบ้านเรือน สังหารครอบครัว ฆ่าผู้สูงอายุและเด็ก ข่มขืนสตรี ลักพาตัวผู้บริสุทธิ์ทั้งชายและหญิง ทั้งนี้ แรงงานชาวไทยผู้ที่มาทำงานอันสุจริตในอิสราเอลเพื่อเลี้ยงดูครอบครัว ตกเป็นเป้าหมายของผู้ก่อการร้ายเพียงเพราะพวกเขาอยู่ ณ ที่นั้น นี่คือโฉมหน้าอันแท้จริงของความชั่วร้าย นั่นคือแก่นแท้ของอุดมการณ์แห่งความเกลียดชัง ที่ไม่มีเป้าหมายทางการเมืองหรือเหตุผลใดๆ มีเพียงภาพของการทำลายล้างและความหวาดกลัวเท่านั้น ซึ่งเป็นความหวาดกลัวอย่างแท้จริง

สงครามที่เกิดขึ้นตามมาไม่ได้เกิดขึ้นอย่างไร้บริบท หากแต่เริ่มต้นจากการที่ฮามาสเปิดฉากโจมตีพลเรือนของอิสราเอลอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน รัฐบาลใดก็ตามที่มีความรับผิดชอบ ย่อมต้องปกป้องประชาชนของตนหลังจากการโจมตีเช่นนี้ อิสราเอลเข้าสู่สงครามด้วยวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนและชอบธรรมสองประการ คือ เพื่อให้แน่ใจว่าฮามาสจะไม่สามารถเป็นภัยคุกคามทางทหารและก่อการร้ายต่ออิสราเอลได้อีกต่อไป และเพื่อนำตัวประกันทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นชาวอิสราเอลหรือชาวต่างชาติ กลับบ้านอย่างปลอดภัย

ตัวประกันส่วนใหญ่จากทั้งหมด ๒๕๘ คน ได้รับการปล่อยตัวกลับมาแล้ว เหลือเพียงตัวประกันชาวอิสราเอลอีกคนเดียว คือ รัน กวิลี ผู้ยังคงถูกควบคุมตัวอยู่ ตราบใดที่ยังมีผู้บริสุทธิ์ถูกกักขังอยู่ใต้ดินแม้เพียงคนเดียว ภารกิจของอิสราเอลก็ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ เมื่อใดที่เขากลับมา เราก็หวังที่จะดำเนินการตามข้อตกลงในฉนวนกาซาระยะต่อไปได้ และนำไปสู่ความเป็นจริงที่ว่า ฮามาสจะไม่สามารถเป็นภัยคุกคามต่ออิสราเอล ต่อประเทศเพื่อนบ้าน หรือแม้แต่ประชาชนของตนได้อีกต่อไป

อิสราเอลไม่ได้แสวงหาสงคราม อิสราเอลแสวงหาสันติภาพ แต่ต้องเป็นสันติภาพที่แท้จริง ยั่งยืน และมั่นคง เป็นสันติภาพซึ่งช่วยให้ครอบครัวที่ต้องพลัดพรากจากกันไป ได้กลับบ้านอย่างปลอดภัย เป็นสันติภาพที่ไม่ปล่อยให้ผู้ก่อการร้ายยังคงมีอำนาจ มีกำลังสะสมอาวุธและเตรียมการสังหารหมู่ครั้งต่อไป ประวัติศาสตร์อันเจ็บปวดได้สอนชาวอิสราเอลว่า สันติภาพที่ปราศจากความมั่นคงนั้น ก็เป็นเพียงภาพลวงตา

การส่งคืนร่างของสุทธิศักดิ์เตือนใจเราว่า การก่อการร้ายไม่มีพรมแดน ทั้งยังย้ำเตือนว่าเหยื่อของเหตุการณ์เมื่อวันที่ ๗ ตุลาคม มิได้มีแต่เพียงชาวอิสราเอลเท่านั้น หากแต่รวมถึงแรงงานชาวไทย นักศึกษาต่างชาติ นักท่องเที่ยว และครอบครัวจากหลายประเทศ การรำลึกถึงพวกเขาเป็นพันธกิจทางศีลธรรม ไม่ใช่กิจกรรมทางการเมืองแต่อย่างใด
นับตั้งแต่วันที่ ๗ ตุลาคมเป็นต้นมา จะเห็นได้ว่ามีพลเมืองไทยสนใจจะมาทำงานในอิสราเอลเพิ่มมากขึ้น ปัจจุบันมีคนไทยกว่า ๔๐,๐๐๐ คน อาศัยและทำงานอยู่ในอิสราเอล พวกเขาปรากฏให้เห็นอยู่ทุกหนแห่ง กลายมาเป็นส่วนสำคัญของสังคมอิสราเอล พวกเขาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน และเป็นส่วนหนึ่งของพวกเรา และนี่คือวิธีที่เรายกย่องให้เกียรติพวกเขา ทั้งในยามที่มีชีวิตอยู่และยามที่จากไป

ในขณะเดียวกัน ชาวอิสราเอลกว่า ๔๐๐,๐๐๐ คนเดินทางมายังประเทศไทยทุกปี พวกเขาคุ้นเคยและผูกพันกับประเทศไทยมาอย่างยาวนาน ชาวอิสราเอลมาท่องเที่ยว มาเรียนรู้ และมาสร้างสายสัมพันธ์ส่วนตัวอันลึกซึ้งกับสังคมไทย ทั้งสองชุมชนนี้มิได้เป็นเพียงกลุ่มเล็กๆ หากแต่เป็นสัญลักษณ์อันมีชีวิตของความไว้วางใจ ความร่วมมือ และความเคารพซึ่งกันและกัน ชุมชนทั้งสองได้ร่วมกันสร้างสะพานแห่งความเข้าใจ ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน สามสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมเข้าด้วยกัน แม้จะอยู่ห่างกันด้วยระยะการเดินทางโดยเครื่องบินกว่า ๑๑ ชั่วโมง แต่กลับใกล้ชิดกันในหัวใจอย่างลึกซึ้ง

อิสราเอลและประเทศไทยมีสายสัมพันธ์ใกล้ชิดกันมาอย่างยาวนาน โดยมีพื้นฐานมาจากไมตรีจิตของประชาชนที่มีต่อกัน ในโอกาสที่เราร่วมใจกันรำลึกถึงเหยื่อของการก่อการร้ายชาวไทย เราขอยืนยันถึงสายใยแห่งความผูกพันนั้นอีกครั้ง เราได้ยืนหยัดเคียงข้างกันเพื่อต่อต้านการก่อการร้าย และยึดมั่นในความเข้าใจร่วมกันว่า สะพานเชื่อมระหว่างประชาชนไม่ควรสร้างขึ้นจากประสบการณ์อันโศกเศร้า หากแต่ควรสร้างขึ้นจากความรัก ความเคารพซึ่งกันและกัน รวมถึงผลประโยชน์และค่านิยมที่มีร่วมกัน.

อโลนา ฟิชเชอร์-คัมม์
Written By
More from pp
เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จัดกิจกรรมแทนคำขอบคุณ “Major Thank You Riders Day” เปิดให้ Rider LINE MAN และครอบครัว ดูหนัง รับป๊อปคอร์น และเครื่องดื่ม ฟรี!!
นรุตม์ เจียรสนอง รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการตลาด บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากการเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ตั้งแต่...
Read More
0 replies on “การกลับคืนสู่มาตุภูมิของ สุทธิศักดิ์ รินทลักษ์ และสะพานเชื่อมระหว่างประชาชนของเรา”