2 เมษายน 2568 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน ก่อนเข้าประชุมสภากรุงเทพมหานคร สมัยประชุมสามัญ สมัยที่สอง (ครั้งที่ 1) ประจำปีพุทธศักราช 2568 ถึงกรณีโลกโซเชียลที่มีการแชร์ และกล่าวถึงเป็นวงกว้างเรื่องภาพตนเองขณะนั่งพักที่อาคารสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เขตจตุจักร โดยผู้ว่าฯ ชัชชาติ กล่าวว่า
จริง ๆ ก็เป็นช่วงกินข้าวเสร็จ กำลังนั่งมอง นึกถึงว่าคนที่อยู่ หากมีชีวิตรอด ก็ขอให้อดทนอีกหน่อย หวังว่าจะเป็นอย่างนั้น ช่วงนั้นก็ไม่มีอะไรมาก คอยนั่งสังเกตการณ์จากมุมนั้น ก็จะเห็นหมดว่า การทำงานเป็นอย่างไร ใครขาดเหลืออะไร ซึ่งเราจะมีประชุมทุกวันเวลา 08.00 น. เวลา 13.00 น. และเวลา 18.00 น. ร่วมกับหลายหน่วยงาน หน้างานมีชาวต่างชาติที่ต้องใช้ภาษาอังกฤษด้วย เราก็ไปช่วยสื่อสารบ้าง
ในฐานะผู้นำก็ต้องเข้าใจสถานการณ์และช่วยเข้าไปคุยในประเด็นที่ไม่สามารถตัดสินใจได้ ทำให้เราเข้าใจสถานการณ์ดีขึ้น
นอกจากนี้ ผู้ว่าฯ ชัชชาติ ได้ตอบคำถามในประเด็นการเสนองบประมาณโครงการจ้างที่ปรึกษาประเมินกำลังต้านทานแรงแผ่นดินไหวอาคารในสังกัดกรุงเทพมหานคร ที่มีนายวิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นผู้เสนอ เมื่อวันที่ 11 ก.ย. 67 อีกครั้ง เพราะไม่ได้มีแผ่นดินไหวระดับนี้มานาน มุมมองอาจจะเปลี่ยนไป อาจจะลองเสนออีกครั้งในปีนี้ หรืออาจจะมีการเสนอในปีงบประมาณ 2569 หรือใช้งบกลาง เนื่องจากจำนวนเงินไม่ได้เยอะประมาณ 9 ล้านบาท ซึ่งอาจจะดำเนินการก่อนตามโรงพยาบาล เนื่องจากได้รับผลกระทบมากเวลามีการสั่นสะเทือนก็ต้องจำเป็นเคลื่อนย้ายผู้ป่วย หากเรามีเครื่องตรวจจับจะทำให้ไม่ต้องอพยพคนทั้งหมด หากการสั่นสะเทือนนั้นไม่เป็นอันตราย อย่างอาคารธานีนพรัตน์ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (ดินแดง) อาคารสามารถรับการสั่นสะเทือนได้ เทคโนโลยีสมัยนี้ก็ไม่แพงถูกลงเยอะ สามารถนำข้อมูลเหล่านี้ไปวิเคราะห์ได้อีก หากมีการติดตั้งในหน่วยงานสังกัดกรุงเทพมหานคร หน่วยงานราชการ และเอกชน เราน่าจะมีข้อมูล และสร้างความมั่นใจได้มากขึ้น
ภาพรวมของกรุงเทพมหานครส่วนใหญ่กลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว มีเพียงจุดเดียวที่เขตจตุจักร ยังคงต้องเดินหน้าค้นหาผู้รอดชีวิตควบคู่กับการรื้อถอนไปพร้อมกัน ขณะเดียวกันอาคารส่วนใหญ่ในกรุงเทพมหานคร ได้รับการตรวจสอบแล้ว ส่วนใหญ่สามารถใช้งานได้ปกติ แต่ยังมีอาคารบางส่วน ที่กรุงเทพมหานครเข้าไปตรวจสอบยังไม่อนุญาตให้ใช้อาคาร 2 อาคาร และยังมีอาคารที่กรมโยธาธิการและผังเมืองไปตรวจสอบ ยังไม่ให้เข้าใช้อาคารอีก จำนวน 3 อาคาร ส่วนการค้นหาผู้รอดชีวิต ภายในอาคาร สตง.ที่ถล่มนั้น แม้จะเลย 72 ชั่วโมงมาแล้ว การกู้ชีพค้นหาผู้รอดชีวิตยังต้องทำอยู่ แต่มีการปรับยุทธวิถีด้วยการใช้เครื่องจักรเข้ารื้อถอนมากขี้น ขณะนี้สามารถขยับคอนกรีตได้แล้วมากกว่า 100 ตันแล้ว
ผู้ว่าฯ ชัชชาติ กล่าวต่อไปว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่กู้ภัย ได้เจาะช่องอุโมงค์ไว้หลายจุดแล้ว เพื่อจะเร่งหาผู้รอดชีวิตให้ได้มากที่สุด ซึ่งวันนี้ เวลา 18.00 น. จะมีการประชุมอีกครั้ง เพื่อนำเครื่องจักรใหญ่เข้าพื้นที่เพิ่มเติม และรื้อชิ้นส่วนของอาคารด้านบนออกมาให้ได้มากที่สุด แต่ก็ต้องระมัดระวังดูว่ามีผู้รอดชีวิตอยู่หรือไม่ ซึ่งจากการคุยกับผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศ ที่ทำงานมา 40 ปี ยอมรับว่าเหตุการณ์นี้หนักที่สุด เพราะอาคารปูนสูง 30 ชั้น ถล่มลงมาพร้อมกัน ถ้ารื้ออาคารด้านบน ทีมกู้ชีพก็ต้องหยุดปฏิบัติการ เพื่อความปลอดภัย แต่ถ้าระหว่างรื้อ พบสัญญาณชีพ ทีมกู้ชีพก็จะเข้าพื้นที่ทันที จากการสำรวจของทีมกู้ภัยยืนยันแล้วว่า พบ 10 กว่าศพที่ยังติดค้างในอาคาร ยังไม่สามารถนำร่างออกมาได้ ถือว่าการทำงานของทีมกู้ชีพที่ผ่านมา ถือว่าทำมาถูกทางแล้ว
ขณะที่ รศ.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวถึงเรื่องในส่วนของการเยียวยาสำหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหว หากเป็นห้องที่อยู่ในอาคาร ที่กทม.เข้าตรวจสอบแล้วพบว่าอันตราย ห้ามเข้าอาคาร ซึ่งถือเป็นความเสียหายทั้งหมดจะได้รับเงินเยียวยาสูงสุด 49,500 บาท ส่วนห้องที่เสียหายบางส่วนก็จะต้องมีการประเมินก่อนโดยวิศวกร และสำนักงานเขตรับรองว่าจะต้องเบิกจ่ายเท่าไหร่ในอัตราไม่เกิน 49,500 บาท ส่วนผู้ที่เป็นผู้ป่วยใน จะเป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์ ส่วนผู้ป่วยนอกก็จะมีค่าใช้จ่ายที่เบิกให้ในแต่ละราย พร้อมทั้งค่าปลอบขวัญ ในขณะเดียวกันถ้าอุปกรณ์ที่ใช้ในการประกอบอาชีพมีความเสียหายที่เกิดขึ้นจากเหตุแผ่นดินไหว ต้องเก็บหลักฐานเป็นรูปถ่าย และนำไปแจ้งได้ที่สำนักงานเขต หากที่พักอาศัยหรืออาคารได้รับผลกระทบจากเหตุแผ่นดินไหว สามารถถ่ายภาพความเสียหายนำมาประกอบการแจ้งความ โดยแจ้งได้ที่ศูนย์บัญชาการเหตุการณ์กรุงเทพมหานคร บริเวณอาคารสตง.ถล่ม หรือที่สำนักงานเขต ก่อนนำเอกสารไปยื่นคำร้องขอการเยียวยาอีกครั้ง