อย่าด่วนตัดสิน “ปลาหมอคางดำ” เฉพาะหน้าเร่งจับ-เพิ่มบริโภค

เพียงแค่ 2 สัปดาห์ “ปลาหมอคางดำ” (Blackchin Tilapia) กลายเป็นปลาที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง บ้างกล่าวหาว่าเป็น “ปลาวายร้าย” บ้างมองบวก รังสรรค์เป็น “เมนูกู้แหล่งน้ำ” เพื่อร่วมลดผลกระทบที่เกิดขึ้นในแหล่งน้ำขณะนี้ จึงอยากให้พิจารณาอย่างรอบด้านว่า สถานการณ์ปัจจุบันควรเริ่มแก้ปัญหาเร่งด่วน คือการจับปลาเพื่อลดปริมาณปลาในแหล่งน้ำ และส่งเสริมการบริโภค โดยให้ความรู้ความเข้าใจกับภาคประชาชนให้รับทราบถึงคุณค่าทางโภชนาการ

และขอย้ำว่าปลาชนิดนี้รับประทานได้เหมือนปลาทั่วไป เนื้อปลาทำได้อย่างหลากหลาย ทั้งเมนูในครัวเรือน และเมนูในร้านอาหาร ตัวใหญ่เนื้อเยอะไม่ต่างกับปลานิล ตัวเล็กเนื้อน้อยหน่อยก็ประยุกต์เป็นวัตถุดิบอย่างเหมาะสมได้ อาทิ น้ำปลา ปลาร้า น้ำพริก ปลาเค็ม ปลาหวาน

การเร่งแก้ปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำที่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศในวงกว้างของไทยขณะนี้ โดยเฉพาะใน 13 จังหวัด รอบอ่าวไทยเป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องมีแผนปฏิบัติการเร่งด่วน ที่ดำเนินการอย่างเป็นระบบ และต่อเนื่อง ให้ปริมาณปลาลดลงอย่างเห็นได้ชัด จากนั้นต้องควบคุมให้อยู่ในพื้นที่จำกัด ตามที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำ

แต่สิ่งที่มีการสอบถามกันมากขณะนี้ คือการตั้งคำถามว่าปลานี้เข้ามาได้อย่างไร ใครเป็นผู้นำเข้า หากย้อนกลับไปดูลำดับเหตุการณ์การนำเข้าปลาหมอสีคางดำ กรมประมงมีรายงานการนำเข้ามาในประเทศครั้งแรกเมื่อปี 2553 โดยบริษัทเอกชนรายหนึ่ง เป็นการขออนุญาตนำเข้าที่ถูกต้องตามกฎหมาย จำนวน 2,000 ตัว และมีการตรวจสอบการนำเข้าโดยเจ้าหน้าที่ด่านกักกันสัตว์ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

ขณะที่ปลามาถึงเมืองไทยพบว่าปลาตายจำนวนมาก เนื่องจากการขนส่งนานเกินกว่า 32 ชั่วโมง และยังเหลือปลาที่มีสภาพอ่อนแอ 600 ตัว และเพียง 16 วัน (ตั้งแต่วันที่ 22 ธันวาคม 2553 ถึง วันที่ 6 มกราคม 2554) ปลาหมอสีคางดำที่สภาพอ่อนแอทยอยตายทุกวัน จนถึง วันที่ 6 มกราคม 2554 ปลาทยอยตายจนเหลือเพียง 50 ตัว บริษัทเอกชนดังกล่าวจึงตัดสินใจยุติการวิจัย และเก็บซากปลาส่งมอบให้กับกรมประมง พร้อมทำลายซากปลาทั้งหมด ตามหลักวิชาการและมาตรฐานที่กำหนด

ปี 2556-2559 ข้อมูลของกรมประมง รายงานการส่งออกปลาหมอสีคางดำแบบมีชีวิตในกลุ่มปลาสวยงาม จำนวน 3.2 แสนตัว ไปยัง 15 ประเทศ ซึ่งเป็นช่วงเวลาหลังจากบริษัทเอกชนทำลายปลาทั้งหมดแล้ว (ปี 2554) แต่ไทยยังมีตัวเลขส่งออกดังกล่าว เท่ากับมีการนำเข้าพ่อแม่พันธุ์มาเพาะเลี้ยงเพื่อการส่งออกโดยไม่ขออนุญาต

ปี 2560 มีผู้ร้องเรียนต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ถึงความเดือดร้อนจากการระบาดของปลาหมอสีคางดำใน จ.สมุทรสาคร และ จ.เพชรบุรี จึงมีการตรวจสอบด้านการละเมิดสิทธิชุมชน กรณีเกษตรกรได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำ

และในปีเดียวกัน กสม. ยังเข้าตรวจเยี่ยมฟาร์มของเอกชนรายดังกล่าวใน จ.สมุทรสงคราม เพื่อดูพื้นที่ สภาพแวดล้อมและฟังบรรยายสรุปการดำเนินการทั้งหมด โดยนักวิจัยของเอกชนยืนยันว่า บริษัทไม่ใช่สาเหตุของการแพร่ระบาด เนื่องจากมีการทำลายปลาทั้งหมดตามหลักวิชาการแล้วตั้งแต่ปี 2554

กระทั่ง ปี 2561 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ออกประกาศกระทรวงฯ ห้ามนำเข้า ส่งออก นำผ่าน หรือเพาะเลี้ยง ปลาหมอสีคางดำและปลาหมออื่นอีก 2 ชนิด คือ ปลาหมอมายัน และปลาหมอบัตเตอร์ เพื่อปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพและความอุดมสมบูรณ์ของแหล่งน้ำ

ช่วงเวลา “สุญญากาศ” ระหว่างปี 2556-2559 ที่มีการส่งออกปลาหมอสีคางดำ โดยไม่มีการขออนุญาตนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ และยังไม่มีการสืบสวนไปจนถึงบริษัทผู้ส่งออกปลาเหล่านี้ สอดคล้องกับการให้สัมภาษณ์ของ นายบัญชา สุขแก้ว อธิบดีกรมประมง ที่ย้ำว่า การแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำ อาจเกิดจาก 2 สาเหตุ คือ 1. มีการลักลอบนำเข้า 2. มีการหลุดรอดจากฟาร์มวิจัยของบริษัทเอกชน ซึ่งสัตว์ที่เป็นสัตว์ต่างถิ่นในประเทศไทย มีอีกหลายชนิดที่มาจากการลักลอบนำเข้า

ถึงวันนี้ยังไม่สามารถตรวจสอบเอกสารการส่งออกปลาหมอสีคางดำ ให้ทราบชื่อบริษัทผู้ส่งออกและเรียกมาสอบสวนตามขั้นตอนตามกฎหมายถึงที่มาของพ่อแม่พันธุ์ปลาได้ ที่สำคัญ หลังจากปี 2559 ไม่ปรากฎตัวเลขส่งออกปลา แล้วปลาที่เพาะเลี้ยงไว้แล้วทั้งหมดอยู่ที่ไหน มีการทำลายตามหลักวิชาการที่กรมประมงกำหนดหรือไม่ เพราะหากหลุดรอดไปในแหล่งน้ำก็จะเกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่กำลังตามแก้ปัญหาในวันนี้

ล่าสุด กรมประมง ทำโครงการวิจัยเพื่อหาวิธีควบคุมการแพร่ขยายพันธุ์ของปลาหมอสีคางดำด้วยหลักการทางพันธุศาสตร์ โดยการเหนี่ยวนำชุดโครโมโซม 4n จากนั้นจะปล่อยปลาหมอคางดำพิเศษเหล่านี้ ลงสู่แหล่งน้ำเพื่อให้ไปผสมพันธุ์กับปลาหมอคางดำปกติที่มีชุดโครโมโซม 2 ชุด (2n) การผสมพันธุ์นี้จะทำให้เกิดลูกปลาหมอสีคางดำที่มีชุดโครโมโซม 3 ชุด (3n) ซึ่งจะกลายเป็นปลาที่เป็นหมันไม่สามารถสืบพันธุ์ต่อได้ ขณะนี้อยู่ในบ่อทดลองเลี้ยง ต้องใช้เวลาประมาณ 18 เดือน หากผลวิจัยสามารถควบคุมการเพิ่มจำนวนประชากรปลาหมอคางดำได้อย่างมีประสิทธิภาพจะขยายผลไปยังแหล่งน้ำอื่นๆ ทั่วประเทศ

นอกจากนี้ กรมประมง มีกิจกรรมกระตุ้นการบริโภคปลาหมอสีคางดำและการจับปลาอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดปริมาณปลาในระยะเร่งด่วน และจะดำเนินการควบคู่กับการปล่อยปลาหมอสีคางดำ 4n ในอนาคตอันใกล้นี้ ซึ่งจะเป็นโอกาสให้กำจัดปลาหมอสีคางดำให้หมดได้

ความคืบหน้าการแก้ปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำอย่างเข้มแข็งแบบนี้ ทำให้เห็น “แสงที่ปลายอุโมงค์” ว่าการแก้ปัญหานี้ไม่ไกลเกินเอื้อม เพียงแต่ต้องใช้เวลาและแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบตามหลักวิชาการ ไม่ปล่อยให้ถูกเป็นผิดและผิดเป็นถูก และเกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

ไศลพงศ์ สุสลิลา

นักวิชาการอิสระด้านสิ่งแวดล้อม

Written By
More from pp
‘สันนิบาตรสหกรณ์’ หนุน ‘เพื่อไทย’ สานต่อนโยบายส่งเสริมสหกรณ์ สร้างประชาธิปไตยฐานราก กระจายอำนาจเชื่อมตรงถึงประชาชน
คณะกรรมการสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย ตัวแทนชุมนุมทุกชุมนุม ประกอบด้วย ชุมนุมเกษตร ประมง นิคม ร้านค้า บริการ ออมทรัพย์ และเครดิตยูเนี่ยน รวมถึงเครือข่าย 13...
Read More
0 replies on “อย่าด่วนตัดสิน “ปลาหมอคางดำ” เฉพาะหน้าเร่งจับ-เพิ่มบริโภค”