เปลว สีเงิน
อีกไม่ถึง ๑๐ วัน
งานประชุม World Bank Group ที่ไทยเราเป็นเจ้าภาพระหว่างวันที่ ๑๒-๑๘ ตุลา.ที่ “ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์”
ก็จะมาถึง
เข้าใจว่า ตอนนี้ นักการเงิน นักการธนาคาร นักเศรษฐกิจ กว่า ๑๕,๐๐๐ คน จาก ๑๙๐ ประเทศ คงทยอยมากันบ้างแล้ว
จึงอยากสะกิด “นายกฯ อนุทิน” ว่า….
การดูแลปัญหาน้ำท่วมและช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัย นั่นก็เรื่องหนึ่ง
ส่วนเรื่องการประชุม World Bank Group ก็เป็นอีกเรื่องที่ต้องใส่ใจ
ความหมายของผมคือ นายกฯ ควร “แบ่งคน-แบ่งงาน” กันไปทำตามแผนงานที่วางไว้
ไม่ควรต้องให้มากระจุกกันอยู่ที่เรื่องน้ำท่วมแต่เรื่องเดียว!
“เรื่องน้ำท่วม” ผู้มีหน้าที่โดยตรงในแต่ละขั้นตอนมีอยู่แล้ว ให้เขาได้ทำกันบ้าง เขาจะได้รู้หน้าที่ของเขา
และนายกฯ ก็จะได้รู้ว่า “หน่วยงานไหน-พื้นที่ไหน-ใครบ้าง”มีศักยภาพคู่ควรกับคำว่า “ข้าราชการ”?
สิ่งควรระวัง ต้องบริหารอย่าให้เรื่อง “น้ำท่วม”……
เกิดเป็นปัญหาทำลายบรรยากาศเมือง ส่งผลกระทบไปถึงงาน World Bank Group ได้เชียว!
ที่จริงแล้ว เรื่อง “น้ำท่วม” มันเป็นเรื่องธรรมชาติที่ไม่มีประเทศไหนที่ไม่เคยถูกน้ำท่วม
ประเด็นสำคัญอยู่ตรงว่า เราจะยอมซ้ำซากอยู่กับ “ละครน้ำเน่า” เรื่องน้ำท่วมรายปีอยู่อย่างนี้ หรือจริงจังที่จะเอาชนะปัญหา
คิดกันเล่นๆ อย่างนี้นะ
น้ำท่วมแต่ละครั้ง เราสูญเสียทางเศรษฐกิจไปกี่หมื่นล้าน
รัฐต้องเยียวยาชาวบ้านอีกกี่หมื่นล้าน
ต้องซ่อมแซมถนนหนทางอีกกี่พันล้าน
ทรัพย์สินชาวบ้าน เรือกสวนไร่นา เสียหายอีกกี่หมื่นล้าน
คิดอย่างสมถะ ตีซะว่าปีละ ๑ หมื่นล้าน…
แล้วเราปล่อยให้ท่วมมา ๔๐-๕๐ ปี
เท่ากับ “สูญเปล่า” ไปกับความโง่งั่งเป็นแสนล้านล้าน โดยไม่มีอะไรงอกเงย นอกจากเขาบนหัว!
ถ้ารัฐบาล เอาเงินเหล่านั้น ไปจ้างวิจัยและสำรวจหาพื้นที่แห่งใหม่ โดยเอาความล้มเหลวที่ “แก้ไม่ได้” ในกรุงเทพฯ เป็นโจทย์
ให้เขาออกแบบผังเมือง “กรุงเทพฯ แห่งที่ ๒”
ผมว่าจะได้ประโยชน์มากกว่าการ “ปะผุ” กรุงเทพฯ ที่ไม่รู้ว่าใครเป็นใคร มาจากไหนกัน มาแออัดกันอยู่
จนพื้นที่กรุงเทพฯ ซึ่ง “ไม่มีผังเมือง” แต่แรก พรุนเหมือนรูหนู!
โบราณว่า “เสียน้อย เสียยาก, เสียมาก-เสียง่าย”
ทุกวันนี้ การแก้ปัญหาน้ำท่วมกรุง มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ
ตอนนี้ ในกทม.กำลังแกะรอยพื้นที่ “บึงรับน้ำ” หรือ “แก้มลิง”ว่าหายไปไหน?
“สาวไป-สาวมา” ผู้ว่าฯ กทม. ๒ สมัย ที่ชื่อ “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” กำลังเป็น “ลิงแก้แห”!
เท่าที่ตามอ่านข่าว เขากำลังวิพากษ์กันถึง “โครงการบึงรับน้ำบริเวณคลองลำหม้อแตก” ที่เขตสายไหม หนึ่งแห่งละ
“บึงรับน้ำคู้บอนและบางชัน” เป็นแห่งที่สอง
เท่าที่อ่านจากข่าว “แนวหน้า” และ “NEW 1” พอได้ความว่า
ช่วงกลางปี ๒๕๖๐ “พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง” เป็น “ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร” ในขณะนั้น
การแก้ปัญหาน้ำท่วม กทม.มีแผนเร่งด่วน โดยเตรียมเวนคืนที่ดินประมาณ ๑,๐๐๐ ไร่
เพื่อสร้าง “บึงรับน้ำ” หรือ “แก้มลิง” ๖ แห่งทั่วกทม.
หนึ่งในนั้นคือ “โครงการบึงรับน้ำบริเวณคลองลำหม้อแตก” แขวงออเงิน เขตสายไหม
โครงการนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อที่ดินของ “บริษัท ควอลิตี้เฮ้าส์ จำกัด(มหาชน)” หรือ“คิวเฮ้าส์”
เพราะพื้นที่โครงการไปทับซ้อนพื้นที่บริษัทจำนวน ๙๖.๙๒ ไร่ จากที่ดินรวมทั้งหมดกว่า ๑๓๕ ไร่
“นายประวิทย์ โชติวัฒนาพันธุ์” รองกรรมการผู้จัดการ “บมจ.ควอลิตี้เฮ้าส์” มีหนังสือถึงผู้ว่าฯ อัศวิน
คัดค้านโครงการ “บึงรับนํ้า” บริเวณ “ลำหม้อแตก”
โดยให้เหตุผลว่า
“พื้นที่ดังกล่าว ตามกฎหมายผังเมืองรวมกทม.เป็น “พื้นที่สีเหลือง” หรือที่อยู่อาศัยหนาแน่นน้อย
ซึ่งเหมาะเป็นพื้นที่สำหรับที่อยู่อาศัย!
ซึ่งบริษัทได้ซื้อที่ดินบริเวณดังกล่าวตั้งแต่เดือนตุลาคม ๒๕๕๘ -ธันวาคม ๒๕๕๙
รวมเนื้อที่ ๑๓๕-๒-๐.๑๐ ไร่ มูลค่า ๑,๐๑๖ ล้านบาท
ปัจจุบันได้ดำเนินการพัฒนาที่อยู่อาศัยอยู่แล้ว
แต่เขต “โครงการก่อสร้างบึงลำหม้อแตก” ทับที่ดินของบริษัทมากถึง ๙๖-๓-๗๐ ไร่ มูลค่า ๗๒๕ ล้านบาทเศษ
ทำให้ที่ดินที่เหลือไม่เพียงพอที่จะพัฒนาโครงการได้
โดยที่ “ระบบบึง” นายประวิทย์มองว่าช่วยรับนํ้าได้แค่ ๑๐%”
ซึ่งไม่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับการสูญเสียพื้นที่เศรษฐกิจ!
ทีนี้ เมื่อย้อนไปดูประวัติงานของ “นายชัชชาติ” ผู้ว่าฯ กทม.ปัจจุบัน
พบว่าในช่วงปี พ.ศ.๒๕๕๘-๒๕๖๑
นายชัชชาติ เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร “บมจ.ควอลิตี้เฮ้าส์” (Q House)!
ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับที่มีการออกหนังสือคัดค้านโครงการ “เวนคืนที่ดินแก้มลิงลำหม้อแตก”
ต่อมา เมื่อ “นายชัชชาติ” ได้เข้ามาเป็น ผู้ว่าฯ กทม.สมัย ๒ ปี ๒๕๖๕-๒๕๖๙
เพจ The METTAD โพสต์ถึงข้อสังเกตมีข้อความว่า
“มีคนบอกว่า โครงการ “คาซ่า” เพิ่มสิน ๒ เริ่มสร้าง ปี ๖๒ จะไปเกี่ยวข้องกับชัชชาติได้ไง ต้องไปโทษอัศวินโน่น”
ใช่ครับ…ตอนยุคอัศวิน มีแผนเตรียมเวนคืนแล้ว
แต่ ตอนปี ๖๐ ทาง Q House ยื่นคัดค้านกทม.ว่าพื้นที่เวนคืนไปทับพื้นที่โครงการ เหมาะทำบ้านจัดสรรมากกว่า
และสุดท้ายเอกชนก็ชนะไป๑!
ซึ่งขณะนั้น….
๑ ม.ค.๕๘ – ชัชชาติ เป็น CEO Q House
ต.ค. ๕๘ – ธ.ค. ๕๙ – Q House กว้านซื้อที่ดินลำหม้อแตก
มิ.ย.๖๐ – Q House ยื่นคัดค้าน “ขวางแก้มลิง”
๒๙ ธ.ค.๖๑ ชัชชาติลาออกไปเล่นการเมือง
อืออออ….
ไล่เลียงแล้ว มันเป็น “คนละเรื่องเดียวกัน” เอ้าเป็นว่า ในเมื่อ “จับไม่ได้-ไล่ไม่ทัน” ก็ต้องยกประโยชน์ให้จำลยไป
ทีนี้มาดูทางโครงการ “ลำคู้บอนและบางชัน” กันบ้าง
NEW 1 “ตีลังกาคิด” เขาวิเคราะห์ออกมาว่า
เรื่อง “บึงรับน้ำคู้บอน” มีคำถามใหม่ ที่กทม.ควรตอบให้ชัด
เพราะเมื่อเรียง “ไทม์ไลน์” ของโครงการเข้ากับความสัมพันธ์ของบุคคลและบริษัทอสังหาริมทรัพย์บางแห่ง
จะพบจุดเชื่อมที่น่าสนใจ….
แต่ยังไม่ใช่หลักฐานว่าเกิดการเอื้อประโยชน์!?
จุดแรก “นายชัชชาติ” เคยดำรงตำแหน่ง CEO บริษัท ควอลิตี้เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ก่อนมาเป็นผู้ว่าฯกทม.
โดยเอกสารที่บริษัทเปิดเผยต่อ “ตลาดทุน” ยืนยันประวัติการดำรงตำแหน่งดังกล่าว
แต่อีกชื่อหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับเรื่อง “คู้บอน” โดยตรงมากกว่าคือ “SENA Development”
“ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์” ผู้บริหาร SENA เคยร่วมทีมนโยบายของชัชชาติ
ภายหลังชัชชาติได้รับเลือกเป็นผู้ว่าฯ กทม.ก็มีชื่ออยู่ในคณะที่ปรึกษาผู้ว่าฯ กทม.
ขณะที่ ข้อมูลในอดีตระบุว่า
“SENA มีที่ดินได้รับผลกระทบจากแนวโครงการ “บึงรับน้ำคู้บอน”
ตรงนี้ต่างหาก คือ จุดที่น่าสนใจ!
เพราะโครงการ “บึงรับน้ำคู้บอน” ไม่ใช่โครงการที่เพิ่งถูกคิดขึ้น
แต่มีการดำเนินกระบวนการมาหลายปี
ทั้งการรับฟังความคิดเห็น
การเตรียมจัดกรรมสิทธิ์ที่ดิน
การจัดทำแผนที่ และ
ขั้นตอนเกี่ยวกับร่าง พ.ร.ฎ.กำหนดเขตที่ดินที่จะเวนคืน
โดยโครงการ ถูกวางไว้ประมาณ ๑๓๐ ไร่
สามารถรองรับน้ำได้ประมาณ ๘๗๐,๐๐๐ ลูกบาศก์เมตร
และกระบวนการบางส่วน “ยังเดินหน้าต่อ” ในช่วงเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ฝ่ายบริหาร “ชุดชัชชาติ”
แต่หลังจากนั้น เกิดจุดเปลี่ยนสำคัญ
เมื่อ กทม.ให้ “ทบทวนความจำเป็นของ “โครงการคู้บอนและบางชัน” ก่อนที่แนวทางเดิมของบึงรับน้ำจะไม่เดินหน้าต่อ
และกทม.หันไปให้น้ำหนักกับ “ระบบระบายน้ำ ”และการ “ปรับปรุงคลอง” ในแนวทางอื่นแทน
ชัชชาติชี้แจงเหตุผลว่า…
หากเดินหน้า “คู้บอนและบางชัน” จะใช้งบประมาณประมาณ ๑๑,๐๐๐ ล้านบาท
รวมค่าเวนคืนมากกว่า ๕,๐๐๐ ล้านบาท
ขณะที่ กทม.ประเมินว่า….
การปรับปรุง “ระบบคลองเหนือ–ใต้” และ “ระบบระบายน้ำ”อื่น มีความเหมาะสมและคุ้มค่ากว่า!?
มาถึงตรงนี้ ไม่ได้กำลังถามว่า “ชัชชาติกับ SENA ทำอะไรผิดหรือไม่?” เพราะจนถึงขณะนี้
ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะสรุปเช่นนั้น!
แต่สิ่งที่ควรถามให้ตรงจุดคือ
ใครเป็นผู้เสนอให้ทบทวนโครงการคู้บอน?
ใครเข้าร่วมกระบวนการตัดสินใจ? และ
ผู้บริหาร SENA ซึ่งมีความสัมพันธ์กับชัชชาติ มีส่วนเกี่ยวข้องกับการพิจารณาเรื่องคู้บอนหรือไม่?
ถ้าไม่มี ก็ “เปิดเอกสาร” แล้วจบ
เพราะคำตอบของเรื่องนี้ ไม่ควรอยู่ที่การคาดเดา แต่อยู่ใน รายงานการประชุม
หนังสือที่นำไปสู่การทบทวนโครงการ
รายชื่อผู้เข้าร่วมพิจารณา และ
ข้อมูลทางวิศวกรรมกับงบประมาณที่ใช้ประกอบการตัดสินใจ
โดยเฉพาะช่วงเวลาที่โครงการซึ่งเดินหน้ามาหลายปี เริ่มเปลี่ยนจากการเตรียมเวนคืนไปสู่คำว่า“ทบทวนความจำเป็น”
ตรงนี้ คือ “จุดที่ควรเปิดรายละเอียดให้ประชาชนเห็นมากที่สุด”
เห็นภาพไหมครับ เรื่องนี้จึงไม่จำเป็นต้องรีบกล่าวหาว่าใครเอื้อใคร เพียงตอบให้ได้ว่า
“ใครเสนอ ใครพิจารณา ใครตัดสินใจ และตัดสินใจจากข้อมูลอะไร?”
ถ้าเอกสารยืนยันว่าการเปลี่ยนแนวทางเกิดจากเหตุผลด้านวิศวกรรม ประสิทธิภาพ และความคุ้มค่าล้วน ๆ
ข้อสงสัยก็จบได้ด้วย “ข้อเท็จจริง”
แต่ถ้าไม่เปิด คำถามก็ย่อมยังอยู่ต่อไปว่า
“จากบึงคู้บอนที่เดินหน้ามาหลายปี เหตุใด จึงมาถึงจุดที่ต้องทบทวน และใครเป็นผู้ตัดสินใจให้เปลี่ยนทิศ?”
เรื่องนี้ ไม่ต้องเดา และไม่ควรเดา
เปิดเอกสาร แล้วให้ “ข้อเท็จจริง” เป็นคนตอบ
วิเคราะห์โดย #ตีลังกาคิด
………………………………………..
อืมมมม…
ท่านชัชชาติมีเรื่องที่ต้องตอบ-ต้องเคลียร์เยอะหน่อยนะ “ตอนน้ำท่วม”
ทำเฉยๆ ไว้ “ตอนน้ำลด” ตอก็จะผลุบหายไปเองแหละ!.
เปลว สีเงิน
๕ ตุลาคม ๒๕๖๙
