ผศ.ดร.เชษฐา ทรัพย์เย็น นักรัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช แสดงความคิดเห็นต่อการถกเถียงเกี่ยวกับกระบวนการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ว่า
การตรวจสอบและตั้งคำถามต่อกระบวนการทางการเมืองเป็นสิทธิที่สามารถกระทำได้ และถือเป็นส่วนหนึ่งของสังคมประชาธิปไตย แต่ในอีกด้านหนึ่ง สิทธิในการตรวจสอบต้องดำเนินควบคู่กับ ความรับผิดชอบต่อข้อมูล โดยเฉพาะเมื่อการตั้งคำถามพัฒนาไปสู่ข้อกล่าวหาต่อบุคคลหรือกลุ่มบุคคลอย่างเฉพาะเจาะจง
ผศ.ดร.เชษฐา กล่าวว่า ในทางวิชาการจำเป็นต้องแยกให้ชัดระหว่าง “ข้อสงสัย” “ข้อสันนิษฐาน” และ “ข้อเท็จจริงที่พิสูจน์ได้” เพราะทั้งสามระดับมีน้ำหนักแตกต่างกัน การพบความผิดปกติบางประการสามารถใช้เป็นจุดเริ่มต้นของการตรวจสอบเพิ่มเติมได้ แต่ยังไม่ควรถูกนำไปใช้เป็นข้อสรุปว่าบุคคลใดกระทำผิด จนกว่าจะมีข้อมูลและหลักฐานที่สามารถเชื่อมโยงข้อกล่าวหานั้นได้อย่างเป็นระบบ
“การตรวจสอบเป็นสิ่งที่ทำได้ แต่เมื่อกล่าวหาใคร ผู้กล่าวหาก็ต้องรับผิดชอบต่อข้อมูลของตัวเอง และต้องสามารถพิสูจน์ได้ว่าสิ่งที่กล่าวออกไปมีข้อเท็จจริงรองรับ ไม่เช่นนั้นข้อสงสัยอาจถูกทำให้กลายเป็นข้อเท็จจริงในความรับรู้ของสังคม ทั้งที่ยังไม่ผ่านกระบวนการพิสูจน์ อย่างไรก็ตาม วิธีการนี้ก็มีค่าใช้จ่าย เพราะอีกฝ่ายสามารถฟ้องกลับได้เช่นกัน”
ขณะเดียวกัน ต้องเข้าใจด้วยว่า “สิทธิในการตรวจสอบ” และ “สิทธิในการปกป้องชื่อเสียง” เป็นสิทธิที่ดำรงอยู่ควบคู่กัน เมื่อฝ่ายหนึ่งมีสิทธินำข้อมูลออกมาตรวจสอบหรือวิพากษ์วิจารณ์ อีกฝ่ายที่ถูกพาดพิงหรือถูกกล่าวหาก็ย่อมมีสิทธิชี้แจง โต้แย้ง รวมถึงใช้สิทธิตามกระบวนการกฎหมาย หากเห็นว่าข้อมูลที่ถูกเผยแพร่นั้นไม่ตรงกับข้อเท็จจริง มีการตัดทอน บิดเบือน หรือทำให้เกิดความเสียหาย
ดังนั้น หากมีการฟ้องร้องเกิดขึ้นในภายหลัง ก็ไม่ควรรีบตีความในทันทีว่าเป็นการปิดกั้นการตรวจสอบ ทุกกรณี แต่ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงเป็นรายกรณีว่า สิ่งที่ถูกนำเสนอเป็นการตรวจสอบโดยสุจริตบนฐานข้อมูลที่มีเหตุผลรองรับ หรือเป็นการกล่าวหาที่ก้าวล่วงไปถึงการยืนยันข้อเท็จจริงโดยไม่มีหลักฐานเพียงพอ เพราะเสรีภาพในการตรวจสอบไม่ได้หมายความว่าผู้ตรวจสอบจะได้รับการยกเว้นจากความรับผิดชอบต่อสิ่งที่ตนเองเผยแพร่
“และการที่ฝ่ายหนึ่งกล่าวหา และอีกฝ่ายฟ้องกลับก็ถือเป็นสิทธิ์ ที่ทำได้ และดีเสียด้วย ที่สังคมจะได้เห็นความเป็นจริงของเรื่องราว ผ่านพยานหลักฐาน และกระบวนการยุติธรรม’
สำหรับข้อสังเกตว่าประเด็นเกี่ยวกับที่มา ส.ว. ไม่ได้รับความสนใจจากสังคมเท่าที่บางฝ่ายคาดหวัง ผศ.ดร.เชษฐา มองว่า ไม่ควรรีบสรุปว่าประชาชนไม่สนใจ การตรวจสอบ แต่ควรย้อนกลับมาพิจารณาคุณภาพของข้อมูลด้วยว่า มีสาระหรือหลักฐานใหม่เพิ่มขึ้นจากเดิมมากน้อยเพียงใด สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้หรือไม่ และสามารถเชื่อมโยงบุคคล เหตุการณ์ และพฤติการณ์ต่างๆ ไปสู่ข้อกล่าวหาได้จริงเพียงใด
“อย่ามัวแต่ตัดสินว่าสังคมไทยไม่สนใจเรื่อง ส.ว. สิ่งที่ควรดูมากกว่าคือคุณภาพและน้ำหนักของเนื้อหา มีหลักฐานใหม่จริงหรือไม่ เชื่อมโยงได้จริงแค่ไหน และท้ายที่สุดพิสูจน์ข้อกล่าวหาได้หรือไม่ หากเป็นข้อมูลเดิมที่ถูกนำเสนอซ้ำๆ โดยไม่มีข้อเท็จจริงใหม่เข้ามาเพิ่มน้ำหนัก ความสนใจของสังคมลดลงก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้”
ผศ.ดร.เชษฐา ระบุว่า หลักการดังกล่าวควรใช้กับทุกฝ่ายทางการเมืองโดยไม่เลือกข้าง ผู้ตรวจสอบมีสิทธิตรวจสอบเต็มที่ ผู้ถูกตรวจสอบมีสิทธิชี้แจงเต็มที่ และหากฝ่ายใดเห็นว่าสิทธิของตนถูกละเมิดก็สามารถใช้กลไกทางกฎหมายได้เช่นเดียวกัน จากนั้นจึงเป็นหน้าที่ของกระบวนการยุติธรรมที่จะพิจารณาจากข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน
ท้ายที่สุด การเมืองที่มีคุณภาพจึงไม่ควรแข่งขันกันด้วยจำนวนข้อกล่าวหา แต่ควรแข่งขันกันด้วย คุณภาพของหลักฐาน เพราะการตั้งข้อสงสัยมีคุณค่าในฐานะจุดเริ่มต้นของการค้นหาความจริง แต่ไม่สามารถใช้แทนการพิสูจน์ข้อเท็จจริงได้ และยิ่งเป็นข้อกล่าวหาที่กระทบต่อชื่อเสียงของบุคคล ผู้กล่าวหาก็ยิ่งต้องตระหนักว่า ทุกถ้อยคำที่นำเสนอต่อสาธารณะย่อมมาพร้อมกับความรับผิดชอบด้วยเช่นกัน.
