เปิดคุณค่าก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทย ที่มีค่ามากกว่าการนำไป ‘เผาทิ้ง’ เป็นแค่กระแสไฟฟ้า

รู้ไหมว่าทรัพยากรใต้อ่าวไทยของเราสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจให้ประเทศได้ก้าวกระโดดตั้งแต่ 3 เท่า 5 เท่า 10 เท่า ไปจนถึง 25 เท่า! เมื่อเทียบกับการเป็นแค่เชื้อเพลิงดิบๆ

โดยการตัดสินใจนำก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยเข้าสู่โรงแยกก๊าซธรรมชาติ แล้วส่งต่อให้กลุ่มปิโตรเคมีนี่แหละ คือ “กลยุทธ์สร้างความมั่งคั่งให้ประเทศ” ของจริง เพราะจากตัวเลขที่ก้าวกระโดดนี้ เป็นบทพิสูจน์ที่ชัดเจนว่า การนำก๊าซมาผ่านกระบวนการขจัดสิ่งเจือปนและ “คัดแยก” จะสร้างประโยชน์มหาศาลแบบเทียบกันไม่ติดกับการนำไป “เผาเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว”

แทนที่จะสูญเสียทรัพยากรล้ำค่าไปกับการเผาไหม้ที่ได้มูลค่ากลับมาเพียงแค่ 1 เท่า ซึ่งในวงการพลังงานเปรียบเทียบว่าเหมือน “การนำไม้สักทองไปเผาทำฟืน” ซึ่งคือมันจุดไฟติด ให้ความร้อนได้เหมือนไม้ฟืนทั่วไป แต่มูลค่าเนื้อไม้จริงๆ แพงกว่านั้นเยอะ โดยประเทศไทยเราเลือกที่จะแปรสภาพทรัพยากรที่มองไม่เห็นเหล่านี้ ให้กลายมาเป็นสิ่งของเครื่องใช้ที่ขาดไม่ได้ในชีวิตประจำวันของคนไทยทุกคน

ดังนั้น อุตสาหกรรมปิโตรเคมีจึงไม่ใช่แค่เรื่องของการนำก๊าซมาทำสารเคมีไกลตัว แต่คือฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยสร้างงาน สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ ลดการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ และยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งครับ

ก๊าซมีหลายชนิด ไม่ใช่ทุกแหล่งจะเหมือนกันหมด

เพื่อให้เห็นภาพง่ายขึ้น ลองมาดูตัวตนของก๊าซแต่ละแบบ ที่หลายคนอาจคิดว่าก๊าซมาจากไหนก็เหมือนกันหมด แต่ความจริงในโลกนี้ ก๊าซธรรมชาติถูกแบ่งออกเป็น 2 แก๊งใหญ่ๆ ได้แก่ “ก๊าซเปียก” (Wet Gas) ตัวนี้คือพระเอกของประเทศ (เช่น ก๊าซจากแหล่งอาทิตย์) ที่เรียกว่าก๊าซเปียกเพราะในเนื้อก๊าซนอกจากจะมีก๊าซ “มีเทน” ที่อุดมไปด้วยสารประกอบมูลค่าสูงตัวอื่นๆ อยู่เพียบ ( อีเทน โพรเพน บิวเทน) ซึ่งสารเหล่านี้แหละที่เป็นสารตั้งต้นชั้นยอดที่อุตสาหกรรมปิโตรเคมีทั่วโลกตามหา

กลุ่ม “ก๊าซแห้ง” (Dry Gas) ตัวนี้จะมีก๊าซมีเทนเพียวๆ สูงถึง 70% ขึ้นไป ไม่มีสารประกอบอื่นๆ เจือปนเท่าไหร่ หน้าที่ของมันเลยเกิดมาเพื่อเป็นเชื้อเพลิงโดยตรง เหมาะมากกับการส่งเข้าโรงไฟฟ้าหรือโรงงานอุตสาหกรรม หรือเอาไปทำเป็นก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) เพื่อง่ายต่อการจัดเก็บและขนส่งไกลๆ ทางเรือ ซึ่งก๊าซแห้งส่วนใหญ่จะนำเข้ามาจากเพื่อนบ้านอย่างเมียนมา หรือนำเข้า LNG จากต่างประเทศ

นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเราต้องพยายามไม่ให้เกิดภาวะ Bypass Gas หรือการปล่อยให้ก๊าซเปียกจากอ่าวไทยวิ่งตรงไปเข้าโรงไฟฟ้าโดยไม่ส่งเข้าโรงแยกก๊าซฯ ก่อน เพราะถ้าปล่อยไปแบบนั้น สารมูลค่าสูงที่อยู่ข้างในจะถูกเผาทิ้งหายไปกับตา

ดังนั้น ก๊าซธรรมชาติเหมือนกัน แต่คุณสมบัติจากแหล่งที่ขุดก็ไม่เหมือนกัน สร้างประโยชน์ได้ต่างกัน มูลค่าเพิ่มที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจก็ไม่เท่ากัน

โรงแยกก๊าซฯ ทำหน้าที่อะไร ?

ให้คิดภาพว่า โรงแยกก๊าซธรรมชาติ (Gas Separation Plant: GSP) ทำหน้าที่เหมือน “โรงคัดแยกวัตถุดิบ” พอก๊าซเปียกจากอ่าวไทยวิ่งเข้ามา โรงแยกก๊าซฯ ก็จะขจัดสิ่งปนเปื้อน อย่างพวกน้ำและปรอท ที่ติดมาด้วยและจับแยกชิ้นส่วนออกมาใช้งานให้ตรงจุด และสร้างมูลค่าเพิ่มให้เห็นแบบชัดๆ ตามสายผลิต ได้แก่ มีเทน (C1) ตัวนี้แยกเอาไปทำพลังงานความร้อน ส่งไปโรงไฟฟ้า โรงงานอุตสาหกรรม และอัดถังเป็นก๊าซ NGV เติมรถยนต์, อีเทน (C2) มูลค่าพุ่งขึ้น 3 ถึง 10 เท่า เอาไปผลิตเอทิลีน ซึ่งเป็นสารตั้งต้นของเม็ดพลาสติก PE ที่เราเอามาทำเป็นถุงพลาสติก หลอดยาสีฟัน และขวดแชมพูที่เราใช้กันอยู่ทุกวัน

โพรเพน (C3) มูลค่าพุ่งขึ้น 5 ถึง 10 เท่า นำไปผลิตโพรพิลีน สารตั้งต้นของพลาสติก PP แข็งแรงทนทาน เอาไปทำชิ้นส่วนในห้องเครื่องรถยนต์ หม้อแบตเตอรี่ และกาว , บิวเทน (C4) นำไปผสมกับโพรเพน กลายร่างเป็น “ก๊าซหุงต้ม (LPG)” ที่อยู่ในห้องครัวทุกบ้าน และใช้วิ่งในรถแท็กซี่ และ C5+ (ก๊าซโซลีนธรรมชาติ) นำไปผสมทำน้ำมันสำเร็จรูปและตัวทำละลายในอุตสาหกรรม และถ้าคัดแยกไปจนสุดทางและนำเข้า
โรงปิโตรเคมีและโรงงานอุตสาหกรรมเพื่อผลิตเป็นสินค้าอุปโภคบริโภคหรือของใช้ชนิดพิเศษ มูลค่าจะดีดตัวสูงขึ้นจากเดิม มหาศาลถึง 25 เท่าเลยทีเดียว

มาตรการเชิงรุก ล็อกเสถียรภาพพลังงานไทย

แต่แน่นอนว่าเรื่องพลังงานมักจะมีความผันผวนอยู่ตลอดเวลา ยิ่งช่วงไหนมีเหตุความไม่สงบในตะวันออกกลาง ที่ส่งผลให้ LNG จากกาตาร์ติดขัดในการส่งมอบ พอเจอความท้าทายแบบนี้ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เลยต้องก้าวเข้ามาบริหารจัดการเพื่อล็อกความมั่นคงทางพลังงานและเซฟค่าครองชีพให้คนไทย ด้วย 7 มาตรการด่วน ได้แก่ 1. หา LNG ทั่วโลกมาสำรอง รีบหาซื้อ Spot LNG จากแหล่งอื่นมาเติมแทนสัญญากาตาร์ทันทีตามนโยบายรัฐบาล และคงระดับปริมาณสำรองให้ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม

2. สั่งเร่งปั๊มก๊าซเต็มสูบ เจรจากับผู้ผลิตเพื่อเรียกรับก๊าซจากอ่าวไทยและเมียนมาเพิ่มขึ้น 3. เลื่อนแผนซ่อมโรงแยกก๊าซฯ ออกไปก่อน เพื่อเปิดเครื่องเดินหน้าผลิตเต็มกำลังในช่วงหน้าร้อน จะได้มีก๊าซส่งโรงไฟฟ้าและผลิตก๊าซหุงต้ม (LPG) เข้าสู่ระบบแบบไม่ขาดสาย 4.คนไทยต้องมีก๊าซหุงต้มใช้ จัดสรรให้ภาคครัวเรือนและภาคขนส่งในประเทศใช้ก่อนเป็นอันดับแรกสุด (Domestic First)

5. อุ้มอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ส่งก๊าซ LPG ให้โรงงานปิโตรเคมีในระดับที่เหมาะสม เพื่อให้โรงงานบ้านเรายังผลิตเม็ดพลาสติกเองได้ ไม่ต้องไปแบกรับภาระนำเข้าเม็ดพลาสติกราคาแพงจากเมืองนอก 6. สาย NGV สบายใจได้ เตรียมพร้อมทั้งสถานีบริการและรถขนส่งก๊าซ NGV รองรับความต้องการที่พุ่งสูงขึ้น และ 7.ช่วยรัฐเซฟค่าไฟ พร้อมสนับสนุนนโยบายของภาครัฐในการบริหารจัดการค่าไฟฟ้า เพื่อช่วยดึงราคาและบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของพี่น้องประชาชน

วิกฤตพลังงานครั้งนี้เลยเป็นบทพิสูจน์ชั้นดีว่า “ความมั่นคงทางพลังงาน” ของประเทศเราไม่ได้เกิดขึ้นมาเพราะโชคช่วยหรือเรื่องบังเอิญ แต่ขยับขับเคลื่อนได้ด้วยการเตรียมพร้อมและการวางแผนเชิงรุกอย่างเป็นระบบ

ถึงสถานการณ์โลกจะผันผวนแค่ไหน แต่การรักษาเสถียรภาพระบบพลังงานและการดูแลคุณภาพชีวิตของคนไทย คือสิ่งที่ต้องมาก่อนเสมอ เพื่อให้ก๊าซธรรมชาติจากใต้อ่าวไทยยังคงทำหน้าที่เป็น “เส้นเลือดใหญ่” ที่พร้อมเปลี่ยนทรัพยากรที่มองไม่เห็น ให้กลายเป็นความสุข ความปลอดภัย และแรงขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจไทยก้าวข้ามทุกวิกฤตได้อย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน.

Written By
More from pp
“สมศักดิ์” ยกเคสหนุ่มทำร้ายพยาบาลถูกศาลสั่งกักขัง-จ่ายสินไหม เป็นบทเรียนเตือนสติ อย่าก่อเหตุใช้ความรุนแรงใน รพ.
22 มีนาคม 2568 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ยกเคสหนุ่มตบพยาบาลถูกศาลพิพากษากักขัง 1 เดือน 15 วันจ่ายค่าสินไหมอีก 7.7 หมื่นบาท เป็นบทเรียน...
Read More
0 replies on “เปิดคุณค่าก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทย ที่มีค่ามากกว่าการนำไป ‘เผาทิ้ง’ เป็นแค่กระแสไฟฟ้า”