13 พฤษภาคม 2569 รศ.ดร.ดุลยภาค ปรีชารัชช นายกสมาคมภูมิภาคศึกษา และอาจารย์ประจำสาขาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ประเมินผลงานของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ภายหลังเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 ณ เมืองเซบู ประเทศฟิลิปปินส์ ระหว่างวันที่ 7-9 พฤษภาคม 2569 ว่า
โดยภาพรวมถือว่ารัฐบาลไทยสามารถใช้เวทีอาเซียนยืนยันจุดยืนของประเทศในการส่งเสริมสันติภาพ ยึดมั่นกฎกติกาสากล และผลักดันให้อาเซียนมีเอกภาพมากขึ้น ควบคู่กับการรักษาผลประโยชน์แห่งชาติของไทยได้ในระดับที่น่าพอใจ
นักวิชาการระบุว่า ไฮไลต์สำคัญของการประชุมครั้งนี้ คือ การหารือ 3 ฝ่ายระหว่าง นายอนุทิน ชาญวีรกูล, นายฮุน มาเนต และ นายเฟอร์ดีนันด์ มาร์กอส จูเนียร์ ซึ่งจัดขึ้นโดยฟิลิปปินส์ในฐานะประธานอาเซียน โดยบรรยากาศการพูดคุยเป็นไปอย่างราบรื่น และทั้งไทย-กัมพูชาเห็นพ้องให้รัฐมนตรีต่างประเทศของทั้งสองฝ่ายร่วมจัดทำมาตรการสร้างความเชื่อมั่น เพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างกัน
อย่างไรก็ตาม รศ.ดร.ดุลยภาค มองว่า แม้การหารือดังกล่าวจะสะท้อนความพยายามสร้างสันติภาพแบบค่อยเป็นค่อยไป แต่ยังไม่มีการเจรจาเรื่องการปักปันเขตแดนหรือการเปิดด่าน ซึ่งเป็นประเด็นอ่อนไหวที่สังคมไทยยังมีความกังวลอยู่มาก
ขณะเดียวกัน นาย ฮุน มาเนต ยังส่งสัญญาณผ่านเวทีอาเซียนว่า เส้นเขตแดนไม่สามารถได้มาจากการใช้กำลังหรือการบีบบังคับ พร้อมผลักดันให้ไทยกลับเข้าสู่การประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา หรือ JBC ซึ่งฝ่ายกัมพูชาเชื่อว่าจะนำไปสู่การปรับเส้นเขตแดนบางจุด
นักวิชาการมองว่า ความท้าทายสำคัญของรัฐบาลไทยในระยะต่อไป คือ การบริหารเกมการเจรจา JBC อย่างไรไม่ให้ไทยเสียเปรียบ และจะสามารถชะลอหรือกำหนดเงื่อนไขการประชุมให้สอดคล้องกับผลประโยชน์แห่งชาติได้มากน้อยเพียงใด
อีกหนึ่งประเด็นที่ถูกจับตา คือ กรณีที่กัมพูชาประกาศใช้กลไก “การประนีประนอมภาคบังคับ” ภายใต้ United Nations หรือ UNCLOS เพื่อแก้ไขข้อพิพาททางทะเลกับไทย ภายหลังไทยยกเลิก MOU 44 โดย รศ.ดร.ดุลยภาค ระบุว่า ไทยในขณะนี้เพียง “รับทราบ” ความประสงค์ของกัมพูชา แต่ยังไม่ได้ตอบตกลงเข้าสู่กระบวนการดังกล่าว ทำให้รัฐบาลไทยยังมีพื้นที่ในการเลือกใช้แนวทางเจรจาทวิภาคีต่อไปก่อน
นอกจากนี้ รศ.ดร.ดุลยภาคยังมองว่า ฟิลิปปินส์วางบทบาทได้อย่างเหมาะสมในฐานะ “ผู้อำนวยความสะดวก” มากกว่าจะเป็น “ผู้ไกล่เกลี่ย” ซึ่งช่วยให้ไทยยังสามารถคุมเกมการเจรจากับกัมพูชาได้โดยไม่มีแรงกดดันจากประเทศที่สามในอาเซียนมากเกินไป
ในด้านความร่วมมือระดับภูมิภาค
รศ.ดร.ดุลยภาค ระบุว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล ยังได้ใช้เวทีอาเซียนผลักดันประเด็นเชิงรุกหลายเรื่อง ทั้งโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน ความมั่นคงด้านพลังงาน และการลงทุนพลังงานหมุนเวียน รวมถึงหารือทวิภาคีกับผู้นำอีกหลายประเทศ เช่น เวียดนาม สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย เพื่อขยายความร่วมมือด้านการค้า พลังงาน ความมั่นคงอาหาร การปราบอาชญากรรมข้ามชาติ และการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานชายแดน
รศ.ดร.ดุลยภาค ยังประเมินว่า การสื่อสารภาษาอังกฤษและท่าทีของคณะผู้แทนไทยในเวทีอาเซียนครั้งนี้อยู่ในระดับมาตรฐาน และถือว่าภารกิจโดยรวมประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้
อย่างไรก็ตาม ไทยยังต้องเผชิญโจทย์ท้าทายสำคัญ ทั้งการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างมหาอำนาจ ปัญหาเมียนมา รวมถึงการวางบทบาทของไทยในฐานะ “สะพานเชื่อม” ระหว่างยุทธศาสตร์ของจีนและสหรัฐฯ ในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก
พร้อมเสนอว่า รัฐบาลไทยควรมีวิสัยทัศน์ด้านภูมิรัฐศาสตร์และนโยบายต่างประเทศเชิงรุกที่ชัดเจนยิ่งขึ้น เพื่อยกระดับบทบาทของไทยบนเวทีอาเซียนในระยะยาว.
