เปลว สีเงิน
เมื่อวาน…วันเดียว!!!
“พระประทีปธรรม” ผู้นำทางเวไนยสัตว์ไทยได้ “ละสังขาร” วันเดียวถึง ๒ รูป!
รูปแรกคือ “หลวงปู่บุญมา คัมภีรธัมโม” (พระราชมงคลวชิรธรรม) วัดป่าสีห์พนมประชาราม อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร
ละสังขาร เมื่อเวลา ๐๗.๔๐ น.
ตรงกับวันพุธที่ ๖ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๖๙
สิริอายุ ๙๗ ปี ๗ เดือน ๕ วัน ๗๕ พรรษา
ต่อมา ณ เวลา ๐๙.๒๙ น. ของวันเดียวกัน “หลวงปู่บัวเกตุ ปทุมสิโร” (พระราชวัชรปัทมคุณ) ก็ละสังขาร ด้วยสิริอายุ ๙๑ ปี ๑๑ เดือน ๖ วัน พรรษา ๗๒
ณ วัดป่าดาราภิรมย์ พุทธพจนวราภรณ์ ตำบลริมใต้ อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่
ขอน้อมกราบถวายพ่อแม่ครูอาจารย์โดยธรรมด้วยเศียรเกล้า ณ ตรงนี้
บรรดาศิษย์และสาธุชนทั้งหลาย ก็โปรดทราบถึงการละสังขารของพ่อแม่ครูอาจารย์ทั้ง ๒ รูปนี้ โดยทั่วกันนะ
สำหรับผม “คุณประเสริฐ กิตติเรียงลาภ” ผู้ศิษย์ “หลวงปู่บุญมา” แจ้งให้ทราบ ก็เตรียมนัดแนะกันเพื่อเดินทางไปกราบคารวตาธรรมหลวงปู่บุญมาที่สกลนครด้วยกัน
ส่วนที่เชียงใหม่นั้น ผมขอน้อมกราบถวาย “หลวงปู่บัวเกตุ” ณ ตรงนี้ แทนการเดินทางไปที่วัดป่าดาราภิรมย์
สำหรับเชียงใหม่นั้น ผมไม่ได้ไปมาเป็นเวลากว่า ๒๐ ปีเห็นจะได้ ถ้าบุญวาสนาถึง ผมน่าจะได้ไปกราบคารวตาธรรมหลวงปู่บุญเกตุ พระผู้เป็นเนื้อนาบุญอันประเสริฐถึงที่วัดเป็นแน่
ร่างกายคนเรานั้น เป็นแค่ “เรือนอาศัย” ของจิต
ถึงเวลา “เรือนอาศัย” ก็เสื่อมโทรม ผุพัง ไปตามกาลเวลา
เนื้อหนังมังสา คืนสู่ดิน, เลือด-น้ำเหลือง-น้ำมูก-น้ำตา คืนสู่น้ำ
ลมหายใจเข้า-ออก ลมในท้อง ลมในกาย ลมพัดลงเบื้องล่าง คือการผายลม ลมพัดขึ้นเบื้องบน คือการเรอ คืนสู่ลม, ความร้อนในกาย ที่เรียกกันว่าไฟธาตุ ก็คืนสู่ไฟ
ส่วนจิต-วิญญานธาตุ หรือ “ธาตุรู้” นั้น
ก็คือ “กล่องดำ” ของชีวิต ก็ไม่ได้ดับสูญหายไปไหน แต่ถ้าถามว่า “แล้ววิญญาน” นั้น ไปไหน?
ก็ไปตามการกระทำที่บันทึกอยู่ใน “กล่องดำ” นั้นแหละ!
เอ้า….
กลับมาดูโลกที่มนุษย์ผู้โง่เขลามองเห็นว่าตระการตามีค่าคู่ควรต่อการแย่งชิงเพื่อครอบครองสนองตัณหากันต่อ
เรื่อง “สหรัฐกับอิหร่าน” นั้น ผมว่า…ช่างหัวมันเถอะ!
เมื่อให้คนโง่เขลามีอำนาจ ก็ปล่อยมันไป ถ้าไปบ้าตามมัน เราก็จะบ้าเหมือนมัน
ฉะนั้น ปล่อยให้มันไปให้สุด แล้วความบ้าก็จะเป็นตัวหยุดมันเอง เหมือนน้ำตาเทียนเลี้ยงไฟปลายไส้เทียน
สุดท้าย ไฟก็เผาทั้งเทียน-ทั้งไส้ ทิ้งไว้แต่คราบน้ำตาเทียน!
มาดูบ้านเมืองไทยของเราดีกว่า…..
ตั้งแต่ขอทาน ยันหัวหน้าพรรค และนักวิจารณ์หน้าจอ พูดเป็นเสียงเดียวกัน
“เศรษฐกิจแห้งตาย ประเทศไทยไร้อนาคต ทั้งเวียดนาม ทั้งมาเลย์ แซงเราไปหมดแล้ว อีกหน่อยเขมรก็คงแซงไทยไปด้วย”
แต่เมื่อวาน (๗ พ.ค.๖๙)
“Moody’s Ratings” ออกบทความเชิงวิเคราะห์ล่าสุด
“ประเทศไทย” ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นตัวอย่างของ ๕ ประเทศตลาดเกิดใหม่ขนาดใหญ่ ได้แก่ มาเลเซีย อินเดีย ไทย อินโดนีเซีย และเม็กซิโก
ที่สามารถรับมือ “แรงกระแทก” จากเศรษฐกิจโลกตลอด ๕ ปีที่ผ่านมาได้ดีขึ้น
แม้ต้องเผชิญทั้งวิกฤติโควิด-19 วงจรขึ้นดอกเบี้ยทั่วโลก ความตึงเครียดในภาคธนาคาร และความขัดแย้งด้านการค้า
Moody’s ยกตัวอย่าง “ไทยและอินเดีย” (เครดิตเรตติ้ง Baa1 แนวโน้มมีเสถียรภาพ)
อยู่ในกลุ่มประเทศที่มี “ความยืดหยุ่นเชิงโครงสร้าง”
มีความพร้อมมากที่สุด!
ในการรับมือแรงกระแทกของโลกในอนาคต
ปัจจัยสำคัญมาจาก…
“การดำเนินนโยบายสำคัญ ช่วยสนับสนุนเสถียรภาพมาตั้งแต่เนิ่นๆ ก่อนที่จะเกิดความผันผวนในภายหลัง”
นอกจากนี้ มีกรอบนโยบายการเงินที่มีความชัดเจน และคาดการณ์ได้ เงินเฟ้ออยู่ภายในกรอบที่คาดการณ์เอาไว้ และอัตราแลกเปลี่ยนสามารถยืดหยุ่นตามสภาวะตลาด
ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงที่ความผันผวนของค่าเงินจะลุกลามไปสู่แรงกดดันเงินเฟ้อที่ยืดเยื้อ หรือบีบให้ต้องเปลี่ยนนโยบายแบบฉับพลัน
Moody’s ยังบอก “ไทยได้ประโยชน์จากความแข็งแกร่งภายนอก จากฐานะ “ดุลการชำระเงิน” ระยะยาวที่แข็งแรง
และ “หนี้ต่างประเทศ” ในระดับต่ำ!
แต่ภาระหนี้ “ที่เพิ่มขึ้น”
มีความเสี่ยง ที่จะลดทอนความสามารถในการรับมือกับวิกฤติในระยะยาว
นี่…. Moody’s จัดอันดับเครดิตเรตติ้งโลก เขามองไทยเช่นนี้
แต่ขณะเดียวกัน ไทยริษยา ไทยอาฆาต ไทยที่ไม่อยากเห็นใครดีเกินหน้า
และไทยผู้มีความสุขอยู่กับการได้ด่ารัฐบาลและด้อยค่าบ้านเมืองตัวเอง ไม่เคยมองเห็นว่าบ้านเมืองไทยมีอะไรดีเลย
แล้วเอาแต่ก่นด่า….จนกันหมดแล้ว…จะอดตายกันหมดแล้ว ประเทศชาติ-บ้านเมืองจะล่มจมอยู่แล้ว!
แต่ Moody’s ให้เครดิตไทย ติดท็อป 5 ของประเทศตลาดเกิดใหม่ที่…..
รับแรงกระแทกเศรษฐกิจโลกดีที่สุด จากการ “ปฏิรูปนโยบายเศรษฐกิจแต่เนิ่นๆ” และ….
“ทุนสำรองที่แข็งแกร่ง”!
ทราบกันแล้วใช้มั้ยว่า สถานการณ์โลก จากสงครามการค้า สงครามบ้าอำนาจ บวกสงครามตะวันออกกลาง
ส่งผลถึง “ราคาพลังงาน” รวมทั้งการขาดแคลน!
น้ำมันเป็นปัจจัย “ต้นทุนการผลิต” สินค้าทุกชนิด เมื่อน้ำมันแพงและหายาก ทุกอย่างก็ได้รับผลกระทบ พลอยแพงและหาคนซื้อยากไปด้วย
เพราะ…เงินนั้นน่ะ มี แต่อยู่ในธนาคาร ในกลุ่มทุน ในคนรวยถาวร เมื่อเงินถูกกักเก็บ เศรษฐกิจก็ตกสะเก็ด งานไม่มีให้ทำ คนก็เลยไม่มีเงิน
เมื่อคนไม่มีเงิน พ่อค้า-แม่ขาย ก็ยืนแห้ง กลายเป็นของแพงขึ้น ในขณะที่คนไม่มีกำลังซื้อ!
ภาพสังคมตอนนี้ ก็คือ
คนรวย ก็รวยบรรลัยนิรันด์
คนจน ก็จนบักโกรกนิรันดร์
ในเมื่อ “ความหิวรอไม่ได้” ฝ่ายบริหารประเทศจะต้องทำยังไงกับชีวิตปากท้องชาวบ้านที่ต้องกิน-ต้องใช้ทุกวัน
จนกว่าสถานการณ์โลกจะคลี่คลาย ระบบพอจะขยับเขยื้อนให้มันเลื่อนไหลกันไปได้บ้าง?
รัฐบาลจึงตัดสินใจ ออกพรก.กู้เงิน ๔ แสนล้าน เพื่อแก้ไขปัญหาอันมาจากพลังงาน ทั้งด้านเฉพาะหน้าและทั้งด้านระยะถาวร
“นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกฯ และรมว.คลังบอกว่า การออกพ.ร.ก.ให้อำนาจ “กระทรวงคลัง” กู้เงิน ๔ แสนล้านนั้น กู้จากแหล่งเงินภายในประเทศ
๔ แสนล้าน แบ่งเป็น ๒ ส่วน
ส่วนแรก “๒ แสนล้านบาท” ใช้เยียวยาผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ๒๕ พ.ค.นี้ เริ่มลงทะบียนกันได้ คนละ ๔ พันบาท
ใช้ผ่านแอป “เป๋าตัง” รัฐจ่าย ๖๐ ชาวบ้านจ่าย ๔๐
นอกจากนั้น ผู้ถือบัตร “สวัสดิการแห่งรัฐ” ก็จะได้รับเงินไปประทังชีวิตในภาวะ “ข้าวเหลือ-เกลือแพง” ด้วย
ส่วนที่สองอีก “๒ แสนล้านบาท” ใช้เพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่ “พลังงานสะอาด” และพัฒนาทักษะ AI
การใช้จ่ายเงินกู้ ๔ แสนล้านนั้น “นายเอกนิติ” ยืนยัน
จะมีคณะกรรมการกลั่นกรองเงินกู้ฯ อย่างเข้มงวด โดยวางกรอบการทำงานไว้ ๕ ด้านหลัก ได้แก่
๑.มุ่งเป้าเยียวยาผู้เดือดร้อนโดยตรง ทั้งประชาชนและผู้ประกอบการ
๒.ปรับเปลี่ยนโครงสร้างพลังงาน ลดการนำเข้า หันไปใช้พลังงานทดแทน
๓.ปฏิรูปเศรษฐกิจไทยให้เข้มแข็งกว่าเดิมหลังผ่านพ้นวิกฤติ
๔.เน้นความโปร่งใส ใช้เทคโนโลยีเปิดเผยข้อมูลโครงการให้ประชาชนตรวจสอบได้
๕.บูรณาการ การทำงานร่วมกับภาคเอกชน
ก็เห็นฝ่ายค้าน ทั้งพรรคประชาชนและพรรคประชาธิปัตย์ “ค้านการกู้โดยพรก.” แทนการทำเป็นพรบ.เสนอให้สภาพิจารณา
นี่เห็น “นายกรณ์ จาติกวณิช” รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงวันก่อนว่า
“การออก พ.ร.ก.ครั้งนี้ ไม่น่าจะชอบตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ พรรคประชาธิปัตย์มีมติ “จะยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญ”
ได้พิจารณาความเหมาะสม ความถูกต้อง การใช้อำนาจโดยรัฐบาลในการที่จะออก พ.ร.ก. กู้เงินครั้งนี้”
นายกรณ์บอกว่า….
“รัฐบาลควรเร่งออกพ.ร.บ.โอนงบประมาณ ซึ่งเดิมที ท่านรัฐมนตรีคลัง ก็ระบุว่า น่าที่จะโอนงบประมาณ ที่ยังไม่ได้มีการเบิกจ่ายและไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องใช้
น่าจะโอนเข้ามาเพื่อเป็นการใช้เงินในกรณีฉุกเฉินได้อย่างน้อยประมาณ ๑ แสนล้านบาท
ล่าสุด มีข่าวว่าจะโอนได้เพียงแค่ ๕ หมื่นล้านบาท”
คำถามที่ประชาธิปัตย์อยากถามก็คือ….
“ทำไมถึงทำได้แค่นั้น ยังไงก็แล้วแต่ ก็ยังมี ๕ หมื่นล้านนั้นอยู่ในมือ สามารถนำมาใช้กับโครงการที่รัฐบาลมองว่าจะเร่งด่วนมากกว่ารายการเดิมในงบประมาณฉบับปัจจุบัน
นอกเหนือจากนั้น ในงบประมาณปี ๖๙ เพดานเงินกู้ยังมีช่องว่างเหลือให้รัฐบาลกู้เพิ่มเติมได้ โดยการออกพรบ.งบกลางปี
สามารถเอามาบวกกับ ๕ หมื่นล้าน ที่โอนมาจากรายการอื่นๆ เป็นเงินหน้าตักให้กับรัฐบาลใช้ในช่วงระหว่างนี้จนถึงวันที่งบประมาณฉบับใหม่ ก็คืองบประมาณ ฉบับปี ๗๐ มีผลบังคับใช้ ณ วันที่ ๑ ตุลาคม ได้”
ตรงนี้ รมว.คลังอธิบายว่า
“สถานะงบกลางปี ๖๙ เหลือเพียง ๒ หมื่นล้านบาท
ไม่เพียงพอต่อการยับยั้งภาวะ Stagflation
ซึ่งเป็นภาวะที่เศรษฐกิจชะงักงันสวนทางกับเงินเฟ้อที่พุ่งแรง
ขณะที่งบประมาณปี ๗๐ จะเริ่มใช้ได้ในอีก ๕ เดือนข้างหน้า (๑ ต.ค.๖๙) อาจล่าช้าเกินไปสำหรับการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางที่กำลังขาดสภาพคล่องอย่างหนักในขณะนี้
รัฐบาลจึงจำเป็นให้คลังออกพรก.กู้ ๔ แสนล้าน!
ฝ่ายค้านมีหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล ประชาธิปัตย์ก็ทำหน้าที่นั้นแล้ว แต่ผมบอกได้เลยว่า
ทียื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่าการออกพรก.นั้นผิดรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๒ เพราะไม่เป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นเร่งด่วนนั้น
ทำให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญท่านเสียเวลาทำงานเปล่าๆ!
ผมถามคำ สมมติประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล นายกรณ์เป็นนายกฯ จากปัญหาพลังงานและเศรษฐกิจปัจจุบัน
“นายกฯ กรณ์” จะแก้ปัญหาเฉพาะหน้าขณะนี้ ด้วยวิธีไหน อย่างไร?
การติ-การค้านอย่างเดียว มันง่าย
“ทางแก้” ที่มันดีกว่าค้านตะบันนั่นน่ะ พอมีบ้างมั้ย?
อย่าง “รศ.ดร.ต่อภัสสร์ ยมนาค” และ “ศุภวิชญ์ แก้วคูนอก” จากศูนย์ KRAC นั่นน่ะ ถึงแม้จะเห็นด้วยกับการออกพรก.กู้
แต่ทั้ง ๒ ก็มีข้อติติง-เสนอแนะที่ควรรับฟัง
ว่าในทางปฏิบัติ หนี้ ๔ แสนล้านนี้ จะกลายเป็นภาระผูกพันประชาชนทุกคนต้องร่วมรับผิดชอบในอนาคต
ดังนั้น คำถามสำคัญที่ KRAC เน้นย้ำ จึงไม่ใช่เพียงแค่ “ควรกู้หรือไม่?”
แต่ประเด็นคือ…
รัฐบาลจะทำอย่างไรให้เงินกู้ในนามสาธารณะถูกใช้อย่างเหมาะสมและปราศจากการคอร์รัปชัน
ประเด็นน่ากังวลคือความชัดเจนของเป้าหมาย โดยเฉพาะเงินกู้ส่วนที่สองเพื่อ “สร้างอนาคต” กว่า ๒ แสนล้านบาท
ยังขาดรายละเอียดเชิงโครงสร้างและประสิทธิภาพในการปรับตัวของประเทศ
อาจมีความเสี่ยงจากการเสนอโครงการแบบ Bottom-up จากหน่วยงานราชการ อาจเป็นโครงการเดิมที่ไม่ผ่านงบปกติ
แต่นำมาปรับปรุงใหม่เพื่อให้เข้ากรอบเงินกู้
ซึ่งหากขาดการกำหนดทิศทางแบบ Top-down ที่ชัดเจน
เงินกู้อาจถูกใช้ไปกับการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
หรือโครงการที่ขาดความคุ้มค่า แต่แฝงแรงจูงใจทางการเมืองไว้เบื้องหลัง
หัวใจสำคัญของการป้องกัน “ปัญหาคอร์รัปชัน” จึงอยู่ที่ “ความโปร่งใสในระดับรายโครงการ”
เห็นว่า พ.ร.ก.เงินกู้ฉบับนี้ ไม่ใช่เพียงการหาเงินมาเติมในระบบ แต่เป็นโอกาสที่รัฐบาลจะสร้าง “ความไว้วางใจ” ผ่านความรับผิดชอบ
เมื่อ “หนี้” เป็นของ “สาธารณะ”
“สิทธิตรวจสอบ” ย่อมเป็นของ “สาธารณะ” เช่นกัน
รัฐบาลต้องทำให้มั่นใจว่า กระบวนการกลั่นกรองโดยคณะกรรมการที่มี “ปลัดกระทรวงการคลัง” เป็นประธานนั้น
มีความเข้มข้นและเปิดกว้าง….
เพื่อให้เงินทุกบาทถูกใช้ไปเพื่อประโยชน์สูงสุดและสร้างขีดความสามารถใหม่ให้ประเทศอย่างยั่งยืน
ครับ….ผมเห็นด้วย ๑๐๐%!
เปลว สีเงิน
๗ พฤษภาคม ๒๕๖๙

