รศ.ดร.ดุลยภาค ปรีชารัชช นายกสมาคมภูมิภาคศึกษา และอาจารย์ประจำสาขาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ความเห็นกรณีเรือของบริษัท ปูนซีเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) สามารถผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้สำเร็จว่า สะท้อนให้เห็นว่าการดำเนินนโยบายการทูตของไทย “มาถูกทาง” โดยเฉพาะการเร่งกระชับความสัมพันธ์กับประเทศโอมาน ซึ่งมีบทบาทสำคัญในภูมิรัฐศาสตร์ตะวันออกกลาง
รศ.ดร.ดุลยภาค ระบุว่า โอมานถือเป็นประเทศที่วางตัวเป็นกลาง และมีบทบาทในการช่วยลดความตึงเครียดในภูมิภาค อีกทั้งยังมีความสัมพันธ์ที่ดีกับอิหร่าน ทำให้มีศักยภาพในการเป็น “ตัวกลาง” ในการสื่อสารหรือเจรจากับฝ่ายต่าง ๆ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อความปลอดภัยของเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ
ทั้งนี้ การที่กระทรวงการต่างประเทศไทยให้ความสำคัญกับโอมาน ถือเป็นการเลือกจุดยุทธศาสตร์ ที่ถูกต้อง และช่วยยกระดับบทบาทของโอมานในฐานะประเทศตัวกลาง ขณะเดียวกัน ไทยเองก็เป็นหนึ่งในประเทศแรก ๆ ที่เข้าไปสร้างความสัมพันธ์กับโอมานอย่างเปิดเผยและจริงจัง ทำให้สามารถสร้างโอกาสทางการทูตได้ก่อนประเทศอื่น
นอกจากนี้ ยังมองว่า การที่รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทยเดินทางไปเจรจาด้วยตนเอง ทำให้การหารือมีน้ำหนักมากขึ้นในระดับนโยบาย และช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับการประสานงานระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่มีความอ่อนไหวสูง
รศ.ดร.ดุลยภาค ยังชี้ว่า บทบาทของผู้นำระดับสูงของโอมาน โดยเฉพาะสถาบันกษัตริย์ มีความสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยอำนวยความสะดวกและสนับสนุนให้เรือของไทยสามารถผ่านพื้นที่เสี่ยงได้อย่างปลอดภัย รวมถึงกรณีที่ฝ่ายโอมานได้ประสานขอรายชื่อเรือไทยเพิ่มเติม ซึ่งสะท้อนถึงระดับความร่วมมือที่เพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซยังคงมีความซับซ้อนและเปราะบาง เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่ได้รับอิทธิพลจากทั้งอิหร่านและสหรัฐฯ ทำให้เส้นทางดังกล่าวมีลักษณะถูกควบคุมสองชั้น ดังนั้น แม้จะมีพัฒนาการเชิงบวก แต่ยังต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
“การมีความเชื่อมโยงกับโอมาน ถือเป็นข้อได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์ของไทยในเวลานี้ และเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการรักษาความมั่นคงด้านพลังงานและการขนส่งของประเทศ” รศ.ดร.ดุลยภาค กล่าวสรุป.
