2 เมษายน 2569 ผศ.ดร.เชษฐา ทรัพย์เย็น อาจารย์ภาควิชาการบริหารและจัดการเมือง วิทยาลัยพัฒนามหานคร มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช ให้ความเห็นต่อสถานการณ์พลังงานโลกที่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทย โดยประเมินว่า แนวโน้มสถานการณ์มีสัญญาณคลี่คลายในช่วง 1-2 เดือนข้างหน้า จากทิศทางการเจรจาระหว่างประเทศที่เริ่มเห็นความเป็นไปได้
ผศ.ดร.เชษฐา ระบุว่า แม้สถานการณ์ความขัดแย้งจะรุนแรง แต่ในประวัติศาสตร์โลก ความขัดแย้งที่หนักกว่านี้ยังสามารถนำไปสู่การเจรจาได้ เมื่อทุกฝ่ายได้รับผลกระทบและเริ่มมองหาทางออก ดังนั้นประเทศไทยจำเป็นต้อง “ประคองสถานการณ์” ไปจนกว่าวิกฤตจะคลี่คลาย
ทั้งนี้ มองว่าการดำเนินงานของรัฐบาลไทยในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา โดยภาพรวมยังสอบผ่าน เมื่อเทียบกับว่านี่คือวิกฤตโลกที่ทุกประเทศต้องประสบพร้อมกัน และยิ่งอยู่ในสภาวะรัฐบาลรักษาการที่ทำอะไรไม่ได้ถนัด เพราะต้องระวังเรื่องข้อกฎหมาย แต่ยังถือว่าทำได้ดีพอสมควร โดยเฉพาะการบริหารจัดการด้านพลังงาน ทั้งการประสานเส้นทางขนส่งผ่านพื้นที่เสี่ยง การดูแลราคาน้ำมันไม่ให้ผันผวนรุนแรง และการควบคุมค่าครองชีพไม่ให้เข้าสู่ภาวะวิกฤต เมื่อเทียบกับหลายประเทศที่ต้องประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินด้านพลังงาน หรือออกมาตรการที่กระทบต่อชีวิตประจำวันของประชาชนอย่างเข้มงวด
อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่น่าเป็นห่วงคือการสื่อสารในโลกออนไลน์ ซึ่งอาจกลายเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการแก้ปัญหาของประเทศ โดยเฉพาะปรากฏการณ์ “Echo Chamber” หรือ “ห้องเสียงสะท้อน” ที่ทำให้ประชาชนรับข้อมูลเพียงด้านเดียว และเชื่อซ้ำๆ จนคิดว่าเป็นความจริงในกลุ่มของตนเอง โดยไม่รับข้อมูลอย่างครบถ้วนรอบด้าน
ผศ.ดร.เชษฐา อธิบายว่า ปรากฏการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดแรงกดดันทางการเมืองบนพื้นฐานข้อมูลที่ไม่ครบถ้วน โดยเฉพาะกรณีพลังงาน ที่ประชาชนจำนวนไม่น้อยรับรู้เพียงสถานการณ์ในประเทศในบางด้าน แต่ไม่เข้าใจบริบทวิกฤตระดับโลก ส่งผลให้การวิพากษ์วิจารณ์อาจขาดความสมดุล และบั่นทอนประสิทธิภาพในการบริหารจัดการของภาครัฐ
“เมื่ออยู่ในชุดข้อมูลที่ถูกสร้างขึ้น ไม่ว่าจะโดยฝ่ายใด สุดท้ายประชาชนก็อาจไหลไปตามกรอบความคิดนั้น โดยไม่พิจารณาข้อเท็จจริงทั้งหมด ซึ่งกลายเป็นแรงกดดันที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์จริง และอาจกระทบต่อการแก้ปัญหาในระยะยาว ขอให้ประชาชนใจเย็น ๆ หาข้อมูลรอบด้าน และตั้งสติมองหาความเป็นไปได้ ก่อนปักใจเชื่อ” ผศ.ดร.เชษฐา กล่าว
ท้ายที่สุด นักวิชาการย้ำว่า ไม่ว่าประชาชนจะได้รับข้อมูลจากแหล่งใด สิ่งสำคัญคือต้องตั้งสติและตระหนักว่า นี่คือวิกฤตระดับโลก พร้อมขอความร่วมมือให้ทุกภาคส่วนช่วยกันประหยัดพลังงาน เพราะไม่เพียงช่วยลดค่าใช้จ่ายส่วนบุคคล แต่ยังเป็นการช่วยลดแรงกดดันต่อประเทศ และชะลอความรุนแรงของวิกฤตโดยรวมได้ในระยะยาว.
