27 มกราคม 2569 นายแพทย์เอกภพ เพียรพิเศษ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย อดีตกรรมาธิการการสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีคณะอนุกรรมการข้าราชการพลเรือน (อ.ก.พ.) กระทรวงสาธารณสุข มีมติปลด นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผู้สมัคร สส.สงขลา พรรคประชาชน ออกจากราชการ ถูกมองเป็นแผนสกัดไม่ให้เข้าสภาฯ ว่า เรื่องดังกล่าวไม่ใช่ประเด็นใหม่ แต่เป็นการสอบสวนทางวินัยที่ดำเนินมาต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2566 สมัยตนทำหน้าที่ในคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร และขณะนี้เป็นเพียงขั้นตอนสรุปผลตามกระบวนการปกติ ไม่ได้เป็นการเร่งรัดหรือกลั่นแกล้งทางการเมือง
นายแพทย์เอกภพ ระบุว่า ประเด็นสำคัญอยู่ที่การจัดซื้อชุดตรวจ ATK ในช่วงโควิด-19 ซึ่งต้องย้อนกลับไปปี 2564 ที่รัฐบาลอนุมัติงบประมาณราว 1,000 ล้านบาท ให้ สปสช.จัดซื้อ ATK จำนวน 8.5 ล้านชุด โดยใช้โรงพยาบาลราชวิถีเป็นหน่วยจัดซื้อแทน เนื่องจาก สปสช.ไม่มีอำนาจจัดซื้อยาและเวชภัณฑ์โดยตรง
โดยพบข้อสังเกตว่า ก่อนเปิดซองประกวดราคา มีคณะทำงานกำหนดอัตราค่าใช้จ่ายเพื่อบริการสาธารณสุขในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ. ซึ่งมีอดีตประธานชมรมแพทย์ชนบท 2 ราย เป็นกรรมการ ได้เชิญบริษัทเอกชนมาหารือและกำหนดเงื่อนไขให้เฉพาะชุดตรวจที่ผ่านการรับรองจากองค์การอนามัยโลก (WHO) เท่านั้น ทั้งที่มาตรฐานดังกล่าวไม่ได้สะท้อนคุณภาพที่เหนือกว่ามาตรฐาน อย. ซึ่งในขณะนั้นเป็นการจำกัดตัวเลือกให้เหลือน้อยราย ทั้งที่มีเอกสารร้องเรียนจากบริษัทต่างชาติ 2 -3 แห่งว่าเป็นการตั้งเงื่อนไขที่ไม่เป็นธรรมและส่อเจตนาเอื้อประโยชน์ให้บางรายที่มีของในสต็อกพร้อมส่งทันที
นายแพทย์เอกภพ กล่าวอีกว่า ต่อมาองค์การเภสัชกรรมไม่เห็นด้วยกับการจัดซื้อแบบพิเศษ และตัดเงื่อนไข WHO ออก ส่งผลให้มีผู้ผ่านเกณฑ์มากขึ้น และสามารถจัดซื้อได้ในราคาประมาณ 70 .09 บาทต่อชุด ต่ำกว่าราคากลาง 120 บาท และต่ำกว่าราคาตลาดที่ขณะนั้นอยู่ราว 200–300 บาท หลังจากนั้นไม่นาน โรงพยาบาลจะนะกลับจัดซื้อ ATK ในราคาประมาณ 250 บาทต่อชุด ทั้งที่รัฐบาลเพิ่งจัดซื้อในราคาต่ำกว่า มีการบิดเบือนข้อมูลให้สังคมเข้าใจผิดว่า ซื้อได้ถูกกว่ารัฐบาลที่ตอนนั้นซื้อ 300-400 บาท ซึ่งความจริงแล้วไม่ใช่ราคาที่รัฐบาลซื้อ แต่เป็นราคาที่ สปสช จ่ายค่าบริการการตรวจ ATK กลับคืนไปให้โรงพยาบาล พร้อมตั้งคำถามว่า การอ้างมาตรฐาน WHO ของ นพ.สุภัทร เป็นเหตุผลทางวิชาการจริง หรือเป็นการอ้างเพื่อกำหนดสเปกเฉพาะ
นอกจากนี้ ยังพบความผิดปกติในการทำสัญญาจัดซื้อของโรงพยาบาลจะนะหลายประการ เช่น การจัดซื้อแบบเฉพาะเจาะจงกับบริษัทเดียว การทำสัญญาในวงเงินไม่เกิน 1.99 ล้านบาท เพื่อให้ไม่เกินเพดาน 2 ล้านบาท ซึ่งเป็นอำนาจของ ผอ.โรงพยาบาล
ซึ่งอาจเข้าข่ายเลี่ยงเพดานอำนาจจัดซื้อ การทำสัญญาก่อนประกาศจัดซื้อและในวันจัดซื้อในบางกรณีซึ่งก็ดูผิดปกติ
นายแพทย์เอกภพ ตั้งข้อสงสัยถึงโครงการนำชุดตรวจจากโรงพยาบาลในต่างจังหวัดเข้ามาใช้ตรวจประชาชนในกรุงเทพฯ ภายใต้ชื่อ แพทย์ชนบท ว่า มีหนังสือเชิญกลุ่มแพทย์ชนบทจาก สปสช. โดยไม่ผ่านต้นสังกัดตามระบบราชการปกติ และที่สำคัญคือการตรวจคนในกรุงเทพฯ แต่กลับให้ไปขึ้นทะเบียน Home Isolation กับโรงพยาบาลในเครือข่ายตนเองที่ต่างจังหวัด เพื่อดึงงบประมาณไปเบิกจ่าย แต่กลับมีข้อร้องเรียนว่าคนไข้ถูกทิ้ง ไม่มีการส่งข้าว ส่งยาตามสิทธิ
นอกจากนี้ ยังตั้งข้อสังเกตถึงความเชื่อมโยงเชิงเครือข่ายของหลายโรงพยาบาลที่ใช้ชุดตรวจยี่ห้อเดียวกัน และมีบุคคลซ้ำซ้อนอยู่ในคณะกรรมการกำหนดราคาของ สปสช. ซึ่งหากขยายผลตรวจสอบ อาจพบว่าบริษัทผู้แทนจำหน่ายหลายแห่งมีต้นทางนำเข้าเดียวกัน รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มแพทย์ชนบทกับพรรคการเมืองบางพรรค ที่มีการใช้ชื่อพรรคในใบบัตรคิวตรวจโควิด และการประชาสัมพันธ์ร่วมกันในลักษณะสวมหนังลูกแกะ บังหน้าความปรารถนาดี แต่มีนัยแอบแฝงทางการเมือง
นายแพทย์เอกภพ ทิ้งท้ายว่า หากกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือDSI เข้าตรวจสอบอย่างจริงจัง อาจเป็นการเปิดโปงเครือข่ายทุจริตในระบบสาธารณสุขครั้งใหญ่ ซึ่งกระทบต่อทั้งงบประมาณรัฐและความเชื่อมั่นของประชาชน และควรดำเนินการให้ถึงที่สุดเพื่อปกป้องระบบสาธารณสุขของประเทศ.
