เปลว สีเงิน
ถ้าเราศึกษาประวัติศาสตร์ชาติ……
“เรื่องหนึ่ง” ที่เห็น คือ
ในยามเกิดศึกสงคราม “พระกับทหาร” แยกกันไม่ออก ทั้งที่เรื่องศึกสงครามนั้น พุทธบัญญัติ “ห้ามพระสงฆ์” เข้าไปยุ่งเกี่ยวก็ตาม!
อย่างเช่น “มหาเถรคันฉ่อง” กับ “สมเด็จพระนเรศวรมหาราช” ครั้งเป็น “ตัวประกัน” อยู่ในกรุงหงสาวดี
การ “ประกาศอิสรภาพ” จากพม่า กรีฑาพลกลับกรุงศรีอยุธยาจนเกิดสงครามรบราฆ่าฟันกันนั้น
ผู้อยู่เบื้องหลังแห่งความสำเร็จก็คือ “มหาเถรคันฉ่อง” ผู้เป็นพระอาจารย์นั่นเอง!
วีรกรรม “ค่ายบางระจัน” ที่สิงห์บุรี นั่นเช่นกัน กว่ากองทัพพม่าจะฝ่าด่านไปได้ ต้องสู้รบประจัญบาน กับชาวบางระจันถึง ๘ ครั้ง ๘ ครา
ผู้อยู่เบื้องหลังการรบอันแกล้วกล้าของชาวบางระจันจนโลกระบือในวีรกรรม คือใคร…ท่านรู้มั้ย?
ก็ “พระอาจารย์ธรรมโชติ” ผู้ขมังเวทย์แห่งวัด “โพธิ์เก้าต้น” ที่สุพรรณบุรี นั่นไงเล่า
นี่แค่ตัวอย่างที่ทราบกันอยู่ แต่แท้จริงแล้ว “พระ” กับ “ศึกสงคราม” สำหรับบ้านเมืองไทย “แยกกันไม่ออก” อย่างนั้นจริงๆ
อย่างการสู้รบชายแดน “ไทย-พม่า” ตอนนี้ เราจะเห็นพระสงฆ์หลายวัด เช่น “หลวงพ่อเยื้อน” ซึ่งทรงสมณศักดิ์สูง เป็นถึงเจ้าคณะจังหวัดสุรินทร์
และยังมีพระอีกหลายรูป เช่น “พระสิ้นคิด-หลวงตาสินทรัพย์ จรณธัมโม หลวงปู่ศิลา” และอีกหลายรูป
ตอนทหารไทยสู้รบกับทหารเขมร ท่านก็ทำหน้าที่ส่งกำลังบำรุง ส่งกำลังใจ โดยไม่ยุ่งเกี่ยวกับการสู้รบ
พอพักรบ เพราะเขมรย่อยยับ จำต้องคายแผ่นดินไทยที่อมไปนานกว่า ๔๐ ปีคืน
พระกับทหารก็ร่วมทำหน้าที่บูรณะพื้นที่สำคัญๆ เช่น ภูมะเขือ ช่องอานม้า ปราสาทตาควาย เนิน ๓๕๐
“ผามออีแดง” และ “ยอดเขาสัตตโสม” ท่านเจ้าคุณโซล่าร์ “พระปัญญาวชิรโมลี” กับทหาร ก็ปรับพื้นที่ ชัก “ธงธาติไทย” ขึ้นเสา ปรับภูมิทัศน์ให้สวยงาม
ทางด้านตราดก็เช่นกัน ทั้งพระ ทั้งชาวบ้าน ร่วมทหาร ทำถนน ชักธงธาติไทยขึ้นเหนือ “บ้านสามหลัง” ประกาศชัย …..
ว่าตรงนี้ คือ “แผ่นดินไทย” ขืนแหยม…มึงตาย เดี๋ยวจะว่าไม่เตือน!
เป็นอันสรุปลงตัวว่า แผ่นดินไทยนี้ “ชาติ พระศาสนา พระมหากษัตริย์” แยกขาดจากกันไม่ได้
ถ้าอย่างหนึ่ง-อย่างใด ขาดจากกันไป ก็หมายถึง
“ประเทศไทย” ก็จะไม่มี!?
พระอีกรูปหนึ่ง ไม่พูดถึง “ไม่ได้เลย” เกี่ยวกับความดำรงอยู่ของประเทศไทย คือ “หลวงตาพระมหาบัว ญานสัมปันโน” วัดป่าบ้านตาด
ตอนวิกฤต “ต้มยำกุ้ง” ปี ๒๕๔๐ เศรษฐกิจการเงินการคลังเราพัง ถึงขั้นต้องเอาประเทศไปจำนำกับ IMF
อเมริกา “มหามิตร” นอกจากไม่ช่วยแล้ว…..
ยังส่งสถาบันการเงินเข้ามา “เชือด-ชำแหละ” เอาเนื้อ-เอาหนังไป จนเหลือแต่กองกระดูกทางเศรษฐกิจ!
“หลวงตาพระมหาบัว” ท่านต้องเปิดโครงการ “ทอดผ้าป่าช่วยชาติ” ให้ลูกศิษย์ลูกหานำทองคำและดอลลาร์สหรัฐฯมาทอดผ้าป่า
เพื่อรวบรวมทองคำและเงินดอลลาร์สหรัฐฯ มอบให้แบงก์ชาตินำเข้าคลังหลวงที่กลวงโบ๋เบ๋เป็นเงินทุนสำรอง
ถ้าผมจำไม่ผิด….
ตอนนั้น ทองคำราคาบาทละ ๔,๐๐๐ บาทกว่าๆ
แต่ปัจจุบัน ณ วันนี้ ทองคำบาทละกว่า ๗๑,๐๐๐ บาท!?
“ทองคำช่วยชาติ” ของหลวงตา ที่เก็บอยู่ในท้องพระคลังทั้งหมดขณะนี้ ๑๓,๑๔๐ กิโลกรัม
ราคาเจริญงอกงามโดยไม่ต้องรดน้ำพรวนดินเป็นกี่เท่าตัว คิดเอาเองละกัน ผมคิดไม่ถูก แต่น่าจะไม่หนี “หกหมื่นกว่าล้านบาท”!
ผมไม่แน่ใจ ว่าเป็นทองคำแท่ง ๙๖.๕% หรือเป็นทองคำ ๙๙.๙๙%
ถ้าเป็นทองคำแท่ง ๙๙.๙๙% ละก็ ราคาก็จะสูงขึ้นไปอีก!
นี่…เรียกว่าพระช่วยชาติในยามวิกฤต ทั้งวิกฤตเศรษฐกิจและวิกฤตสงคราม
เหตุที่พระหลวงตามหาบัว “ทอดผ้าป่าทองคำ” ช่วยชาติ มีเรื่องเล่า ผมอ่านเจอ ก็อยากนำมาให้อ่านกันด้วย ดังนี้
…………………………………….
“🪙#เก็บทองดีกว่าดอลลาร์ 💸”
ญาณหยั่งรู้ขององค์หลวงตามหาบัว
“พระอาจารย์สุชิน ปริปุณโณ” เล่าให้ฟัง สมัย “หลวงตามหาบัว” ออกรับผ้าป่าช่วยชาติ
มีนักข่าวต่างชาติคนนึงเขียนข่าวว่า ในประเทศไทย มีนักบวชรูปนึง ซื้อทองคำเก็บเข้าคลังประเทศ แทนเงินดอลลาร์
ท่านรู้ได้ยังไงว่า ต้องเก็บทองคำ?
พระอาจารย์สุชิน กราบเรียนรายงานข่าวนี้ให้หลวงตาฟัง
ว่านักข่าวคนนี้สงสัย ท่านรู้ได้ยังไงว่า เก็บทองดีกว่าดอลลาร์?
หลวงตาท่านตอบว่า
“ขนาดเด็กวัดมันยังรู้เลย ว่าแกงอันไหนอร่อยหรือไม่อร่อย นี่เราบวชมาจนขนาดนี้ หือ”
เมตตาเล่าโดย พระอาจารย์สุชิน ปริปุณโณ
เจ้าอาวาสวัดธรรมสถิต จ.ระยอง
…………………………………………
หลวงตามหาบัว ได้เปิดโครงการผ้าป่าช่วยชาติซื้อทองคำเข้าคลังหลวงมากกว่า 13 ตัน เป็นปฐมฤกษ์ ชี้ทางสว่างนำพาให้ชาติพ้นภัย
จิตหลวงตามหาบัว นิมิตถึงชาติไทย
ย้อนกลับไปเมื่อต้นปี พ.ศ. 2541 ก่อนที่จะเริ่มโครงการช่วยชาติ หลวงตามหาบัว ได้เล่านิมิตถึงชาติไทยให้ลูกศิษย์ฟังว่า
“…ปกติทุกๆ คืน เราเข้าสมาธิภาวนาเพื่อเป็นวิหารธรรม แผ่เมตตาจิตแก่สรรพสัตว์ทั้งหลายทั้งมวล
อำนาจของจิตนี้ แผ่ไปไม่มีประมาณ ทะลุแผ่นดิน แผ่นฟ้าไปหมด ไม่มีอะไรมาขวางกั้นจิตที่บริสุทธิ์อิสระได้ในสามแดนโลกธาตุนี้
แต่คืนนั้น จิตนี้ก็ประหวัดถึงประเทศชาติบ้านเมืองที่อาศัยเกิดมาเป็นเวลานาน กำลังวิกฤตด้วยหนี้สินเป็นแสนล้าน
เกิดความห่วงโลก ห่วงสงสาร ย่นเข้ามาถึงจุดเมืองไทย ติดหนี้ติดสินเมืองนอก เมืองไทยจะจม”
“ในนิมิตภาวนานั้น ปรากฏว่า ประเทศชาติบ้านเมืองมืดครึ้ม ประหนึ่งว่า อุ้งหัตถ์แห่งพญามารที่กางเล็บไว้รอบปฐพีมณฑลไทย
คอยแต่จะบีบรัดผู้อยู่ภายใต้ให้ตายได้ในเร็วพลัน
ใช้จิตดวงอ่อนนิ่มพิจารณาภาวนาแผ่เมตตาไปทางใด มีแต่ความมืดดำปกคลุมหุ้มห่อประหนึ่งว่า จะหมดหวังในแสงสว่าง
ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้…..
ไม่มีอะไรมาขวางกั้นทางเดินแห่งวิหารธรรมแห่งจิตที่มีเมตตาครอบโลกนี้ได้เลย”
“พิจารณาแผ่เมตตาครั้งที่ 1 ครั้งที่ 2 ครั้งที่ 3 พญามารตัวมืดบอด จ้องจะทำลายสรรพสัตว์บนพื้นโลกก็หายอมรับเมตตาและอรรถธรรมอันนั้นไม่ (ท่านเล่าในจิตภาวนา)
กำหนดจิตพิจารณาหาใครหรือผู้ใดที่จะมาช่วยแบ่งเบาภาระและจุดประกายให้แสงสว่างแก่ประเทศชาติที่ดำมืดครึ้มนั้น
ก็ไม่เห็นมี!
ประหนึ่งว่า “หมดหวังแล้วหนอ !! ชาติบ้านเมืองคราวนี้ ถึงคราวจะสูญสลายสิ้นชาติและศาสนาที่ให้ความร่มเย็นแก่โลกมาเป็นเวลานาน มองไปช่องทางใด ก็มีแต่ความมืดมิดปิดตา”
เมื่อไม่เห็นผู้ใดพอที่จะช่วยได้แล้ว…..
จึงกำหนดจิตภาวนาย้อนเข้ามาภายในตน
“ปรากฏว่าเห็นแสงสว่างเพียงหิ่งห้อย จึงกำหนดจิตเข้าไปตามลำแสงอันน้อยนิดนั้น ลำแสงนั้น รูเล็กคับแคบก็จริง
แต่เมื่อกำหนดตามลำแสงนั้นออกไปจนสุดทางแห่งความมืดที่อุ้งหัตถ์แห่งมารปกคลุม
ปรากฏว่า มีแสงสว่างจ้า โล่ง โปร่ง สดใส เบิกบาน เป็นที่น่าอัศจรรย์ใจ”
หลวงตาฯ ท่านเล่าต่อว่า “แสงเพียงหิ่งห้อยนั้น คือตัวท่านเอง” ท่านให้อุบายว่า งานช่วยชาติของท่านคราวนี้จะมีอยู่ 2 ทางคือ
1จะเป็นทางบุญนำหมู่มหาชนเพิ่มพูนแนวทางไปสู่สวรรค์ พรหมโลก นิพพาน และ
2.จะเป็นทางบาปไปนรกสำหรับผู้ที่ไม่เห็นด้วย ไม่อนุโมทนา แต่คิดจ้องที่จะทำลาย ลบหลู่ ดูหมิ่น เหยียบย่ำ ทำลาย สกัดกั้นแนวทางเพิ่มพูนความดี
“คิดว่าจะได้แบกหามโลก ประเทศไทยทั้งชาติ มันก็คงเป็นนิสัยวาสนา…
เวลานั้น เรากำลังป่วยหนักเกี่ยวกับโรคมะเร็งลำไส้ขั้นสุดท้าย ถ่ายท้องวันละ 10 กว่าครั้ง
หมอบอกว่า หลวงตาฯ “ไม่รอด” จึงมีความปริวิตกว่า “เราตายเวลานี้ จะทำอย่างไร ชาติไทยของเรา” ถึงกับร้องโก้ก ว่า
“ถ้าหลวงตาบัวยังไม่ตาย เมืองเรายังจมไม่ได้ นี่คือกำลังใจของเรา มันจะพยายามแหวกว่ายเอาให้ได้
ส่วนร่างกายไม่ต้องพูดถึงเลย มันหมดสภาพแล้ว ที่อยู่ได้ก็เพราะกำลังใจ ใจมีวิหารธรรม อย่างเดียวเท่านั้น”
หลวงตามหาบัว ปรารภธรรมจากนิมิต
(หลังจากนั้นหลวงตาจึงได้เจริญอิทธิบาทสี่ อธิษฐาน เพื่อต่ออายุสังขารของท่าน ด้วยเมตตาสงสารคนในชาติ
ในขณะนั้น ทำให้หายจากมะเร็งขั้นสุดท้าย และเริ่มเปิดโครงการผ้าป่าช่วยชาติต่อมาอีกสิบกว่าปี)
……………………………………..
นี่คือความเกาะเกี่ยวอยู่ด้วยกันในความเป็น “ชาติไทย”
พระ-ชาวบ้าน-ทหาร
และสายพระเนตรแห่ง “องค์พระประมุข” ของชาติ ที่ทรงสอดส่องดูแลความเป็นไปในบ้านเมือง ตลอดถึงสุข-ทุกข์ของอาณาประชาราษฏร์
จึงสามารถพูดได้ว่า ไทยจะดำรงอยู่และปลอดภัย ศัตรูชาติแพ้พ่าย และนับวันไทยจะเติบใหญ่ใน “มิติใหม่ๆ” ที่ชาติต่างๆ ต้องเกรงใจและให้เกียรติ
“นโยบายนำชาติ” ต่อจากนี้….
ไม่ใช่การเมืองเรื่องอำนาจและผลประโยชน์ของตระกูลและกลุ่มทุน
ไม่ใช่บ้าคลั่ง-เพ้อเจ้อ เรื่องสิทธิมนุษยชน เรื่องความเป็นคนที่เท่ากัน เรื่องปลุกปั่นคนในชาติให้แตกแยก เรื่อง “ขุดราก-ถอนโคน” สถาบัน ตามที่ผู้นำจิตวิญญาน ๓ นิ้ว ยุแยง
เรื่องที่จะต้องมาก่อน คือ
-“การต่างประเทศ” ที่สัมพันธ์ใกล้ชิดกับ “การทหาร” อันดับ ๑
-เศรษฐกิจ-การค้า เน้น “เศรษฐกิจภาคเกษตร” เพื่อส่งออกอันดับ ๒
-วิทยาศาสตร์การพัฒนาและงานวิจัยนวัตกรรม อันดับ ๓
ส่วน “การเงิน-การคลัง”….
เป็นเรื่อง “เหนือทุกเรื่อง” อยู่แล้ว ตามปรัชญา “ประเทศเดินด้วยท้อง” ฉะนั้น นอกเหนือการจัดอันดับความสำคัญ
ส่วนที่พะวงกันว่า “รอบ ๓” จะเกิดวันไหน ผมประเมินแล้ว ขณะนี้ “ฮุนเซน-ฮุนมาเนต” ๒ พ่อลูก นั้น…..
เอาตัวให้รอดจาก “วิกฤตภายใน” ขณะนี้ให้ได้ซะก่อน ค่อยคิดมาเปิดศึกกับไทย
เปิดศึกกับไทย เท่ากับ “รนหาที่ตาย” บอกให้เอาบุญ!
ผมประเมินว่า ตอนนี้ รัฐบาลและกองทัพ “มองข้ามชอต” เขมรไปแล้ว
สิ่งที่ไทยเดินแผน นิ่มๆ ช้าๆ ลึกๆ แต่นิ่มนวลอยู่ตอนนี้ คือ
เมื่อ “ยูเนสโก” พบสภาพจริง
เขมรใช้ “ปราสาทพระวิหาร” เป็นบังเกอร์และคลังอาวุธ สู้รบกับทหารไทยแล้ว
มีความเป็นไปได้ที่ “ยูเนสโก” อาจถอดความเป็นมรดกโลกออกจาก “ปราสาทพระวิหาร” ที่ไม่เหลือสภาพ
และนั่น….
ใช่ว่าไทยจะไม่มีโอกาสทวงคืน “ปราสาทพระวิหาร” ให้กลับมาอยู่ในการดูแลของไทย เพราะไทยมีศักยภาพที่จะ บูรณะ-ซ่อมแซม
คืนชีวิตและชีวาให้ “ปราสาทพระวิหาร” กลับมาได้ อีกครั้งหนึ่ง
เพื่อมวลมนุษยชาติ….
จะได้มาชื่นชม “มรดกของคนทั้งโลก” แห่งนี้ จากทางฝั่งไทย ซึ่งเพียบพร้อม สะดวก ปลอดภัย ทุกประการ
“การต่างประเทศ” กับ “การทหาร” มีความเป็นไปได้ที่จะ
ทำ “ฝันนี้…ให้เป็นจริง”!
เปลว สีเงิน
๒๓ มกราคม ๒๕๖๙

