ผักกาดหอม
ถือว่าเป็นข่าวดีครับ
ศาลอาญา ปล่อยชั่วคราว “ตะวัน-ทานตะวัน ตัวตุลานนท์” และ “แบม-อรวรรณ ภู่พงษ์” จำเลย ในความผิด หมิ่นสถาบัน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒
เหตุผลของ ศาลอาญา คือ เห็นว่าจำเลยอยู่ในความดูแลรักษาของโรงพยาบาลที่ผู้ร้องเป็นผู้ควบคุมดูแลอยู่ เมื่อผู้ร้องซึ่งเป็นนายแพทย์รายงานมาว่าจำเลยอยู่ในภาวะวิกฤติอาจเสียชีวิตได้
ประกอบกับการเข้าเยี่ยมจำเลยจากบุคคลใกล้ชิดในกรณีที่จำเลยยังอยู่ในความควบคุมดูแลของเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ต้องเป็นไปตามระเบียบ ซึ่งอาจจะเป็นปัญหาในการเยียวยาจิตใจของจำเลยขณะอยู่ในภาวะวิกฤติ
สมควรให้ออกหมายปล่อยจำเลยชั่วคราว มีกำหนดระยะเวลา ๑ เดือนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๗๑ วรรคสาม เมื่อครบเวลาปล่อยชั่วคราวแล้วให้จำเลยมารายงานตัวต่อศาล โดยให้ออกหมายปล่อยจำเลยวันนี้ และแจ้งผู้ร้องทราบด้วย
ก็ปล่อยไปตั้งแต่วานนี้ (๗ กุมภาพันธ์) ครับ
หลังปล่อยตัวก็น่าจะรักษาตัว พักฟื้นร่างกาย ที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติต่อไป อีกสักระยะ เพราะข่าวสารที่ปรากฎ ตอกย้ำว่า “ตะวัน-แบม” อยู่ภาวะวิกฤติอาจเสียชีวิตได้ทุกเมื่อ
คงต้องนอนโรงพยาบาลเป็นเดือน
จะไปโผล่ร่วมชุมนุมที่ไหน ก็คงไม่ได้
แต่…อาจไม่เป็นอย่างที่คิด เพราะแผนเดิมไม่ใช่แบบนี้
“กฤษฎางค์ นุตจรัส” ทนายความจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน รับหน้าที่แก้ต่างให้แกนนำสามนิ้วมาแล้วหลายคน รวมถึง “ตะวัน-แบม”ด้วย พูดถึงความประสงค์ของลูกความว่า เป็นอีกแบบ
“…ทั้ง ๒ คน ไม่ได้ยื่นคำร้องเพื่อขอประกันตัว เพราะข้อเรียกร้องคือ ต้องปล่อยตัว ผู้ต้องขังรายอื่นในคดีชุมนุมทางการเมือง
ซึ่งขั้นตอนหลังจากศาลมีคำสั่งปล่อยชั่วคราวแล้ว ก็จะมีหมายปล่อย มายัง โรงพยาบาล ซึ่ง ทานตะวัน กับ แบม ยังยืนยันที่จะอดอาหาร ต่อไป
แต่ทั้งนี้ ต้องขอดูรายละเอียดคำสั่งของศาลก่อน ว่าเป็นอย่างไร…”
สรุปความคือ ผู้อำนวยการ รพ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ที่ไปยื่นคำร้องต่อศาลอาญา ขอปล่อยชั่วคราวนั้นไม่เกี่ยวอะไรกับ “ตะวัน-แบม”
ภาษาชาวบ้านคือ เสือก!
ลองนึกภาพตามนะครับ ศาลปล่อยตัวชั่วคราวแล้ว แต่ยังอดอาหารประท้วงจากโรงพยาบาล คราวนี้เงื่อนไขเรื่องการถูกจองจำหมดไป พวกกองเชียร์จะด่าศาลว่าอย่างไรต่อ
สิ่งที่ “ตะวัน-แบม” ต้องไม่ลืมคือ สังคมไทย ไม่ใช่สังคมของ “ตะวัน-แบม” เพียงฝ่ายเดียว
ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับการยกเลิกม.๑๑๒ ก็มีเยอะ
และเขาก็มีเหตุผลของเขา
การยกเลิกม.๑๑๒ หรือไม่ จึงต้องถกเถียงกันในวงกว้าง และต้องใช้เวลาซึ่งตอบไม่ได้ว่าเท่าไหร่
ที่แน่ๆคือ ใช้เวลานานกว่าเวลาที่ “ตะวัน-แบม” ประกาศอดอาหารแน่นอน
สังคมมีความเห็นต่าง ไม่อาจหาจุดร่วมได้โดยการบังคับให้ผู้อื่นทำตาม
การประกาศอดข้าวจนตาย หากใครไม่เห็นด้วยกับตัวเอง ไม่ใช่วิถีของสังคมประชาธิปไตย
แต่เป็น อัตตาธิปไตย ต่างหาก
ลำพังหากเป็นเพียงแค่ความคิดของ “ตะวัน-แบม” ก็ยังพอมีทางแก้รอยปริร้าว ที่เกิดขึ้นในสังคมไทยขณะนี้ได้
แต่คนที่มีความรู้มากกว่า ประสบการณ์ชีวิตมากกว่า สามารถแยกแยะปัญหาได้มากกว่า กลับมีทัศนคติที่แย่กว่า “ตะวัน-แบม”
มองปัญหาด้วยความผิวเผินกว่า
และนี่เป็นเหตุผลว่าทำไม “ตะวัน-แบม” ไม่ต่างจากเครื่องมือทางการเมืองของผู้ใหญ่
วานนี้ “ปิยบุตร แสงกนกกุล” เจ้าเก่า ไลฟ์สดกรณี “ตะวัน-แบม” ก่อนที่ศาลจะปล่อยตัว
สิ่งที่ “ปิยบุตร” พูดฟังแล้วไม่ต่าง ยุให้เด็กกลับเข้าไปอยู่ในคุกใหม่
…สายตาของประชาชนคนไทยจำนวนมาก จับตาดูอยู่ว่าในท้ายที่สุดแล้วศาลจะตัดสินอย่างไรกับคดีนี้ ถ้าไม่หลอกตัวเองจนเกินไป ยอมรับตรงไปตรงมาว่า เรื่องที่เรื้อรังมาตอนนี้ เพราะมีการไปคิดไปอ่านกันว่า คดีเหล่านี้เป็นเรื่องพิเศษ ถ้าเรื่องไม่พิเศษจริง ก็ปล่อยตัวชั่วคราวเหมือนคดีอื่นไปแล้ว
แต่สมองทุกท่านคิดว่าเป็นเรื่องพิเศษ ทำให้ไม่กล้าตัดสินใจโดยลำพัง ทำให้คิดหน้าคิดหลัง คิดแล้วคิดอีก คิดสลับซับซ้อนไป ถ้าตัดสินอย่างนี้จะเป็นอย่างไร ถ้าปล่อยตัวชั่วคราวไปจะมีใครเล่นงานเราหรือไม่ ถูกจับตาหรือไม่ นี่แสดงให้เห็นถึงความพิเศษของคดีเหล่านี้ ของความผิดตามมาตรา ๑๑๒…
คือ…ปิยบุตร พูดเอาแต่ได้ พูดไม่หมด
ศาลท่านปราณีปล่อยตัว “ตะวัน-แบม” มาแล้วก่อนหน้านี้
ปล่อยตัวศาลก็กำหนดเงื่อนไขว่าอย่าไปทำความผิดเดิมซ้ำ
มันก็เป็นหลักสากล ศาลทั่วโลกก็กำหนดเงื่อนไขการปล่อยตัวจำเลยลักษณะนี้ทั้งนั้น
“ตะวัน-แบม” ออกไปแล้ว กลับละเมิดเงื่อนไขที่ศาลกำหนด ทำความผิดซ้ำ
ไฮไลท์ของเรื่องคือ ทั้งคู่ ขอถอนประกันตัวเอง
ถามว่าศาลมีสิทธิเลือกหรือ?
การ ขอถอนประกันตัวเอง มาพร้อมกับการอดข้าวประท้วง และข้อเรียกร้องให้ยกเลิกม.๑๑๒
เอาคนจำนวนมากที่ไม่เห็นด้วยกับการยกเลิกม.๑๑๒ ไปไว้ไหน
แค่ “ปิยบุตร” ไปพูดกับพรรคก้าวไกลวันนี้ยังคุยกันไม่รู้เรื่อง
เพราะพรรคก้าวไกลประกาศแล้วว่า ไม่ยกเลิกม.๑๑๒
แค่เสนอแก้ไขเท่านั้น!
ทุกวันนี้จึงเต็มไปด้วยคนที่หลงตัวเอง
คิดว่าตัวเองเก่ง และสำคัญกว่าใคร
คนอื่นจึงต้องทำตาม
มันคือเผด็จการชัดๆ
“ปิยบุตร” มีเจตนาแฝงแทบทุกครั้งที่ออกมาพูด
เช่นครั้งนี้โจมตีศาลว่ามองคดี “ตะวัน-แบม” เป็นเรื่องพิเศษ ก็เข้าใจได้ครับว่า “ปิยบุตร” ต้องการกระทบชิ่งไปถึงใคร
คดีม.๑๑๒ ธรรมดา จะไปพิเศษอะไร
ที่พิเศษน่าจะเป็น การถอนประกันตัวเองของ “ตะวัน-แบม” มากกว่า
เพราะปกติไม่มีจำเลยที่ไหนเขาทำกัน
และคงจะพิเศษยิ่งกว่า หากได้รู้ว่าใครเป็นคนแนะนำให้ “ตะวัน-แบม” ทำแบบนั้น
จะเป็นใครก็ช่าง แต่ “ปิยบุตร” อาจเหนือกว่าคนๆนั้น
เหนือกว่าตรงที่ มองอะไรง่ายไปหมด
“…ข้อเสนอที่แบมและตะวันเรียกร้อง ไม่ได้เหนือบ่ากว่าแรง ไม่ทำให้คะแนนเสียงลดลง ถามว่าต่อให้ลดลงแล้วจะเป็นอะไร ถ้าเรื่องไหนต้องทำก็ต้องทำ เรื่องไหนจำเป็น ดีกับสังคมก็ต้องทำ แก้ไขปัญหาให้สังคมดำรงปกติสุขได้ก็ต้องทำ นี่คือหน้าที่นักการเมือง พรรคการเมืองที่อาสามาทำงานให้สังคม ไม่ใช่เห็นเลข ๑๑๒ แล้วกลัวไปหมด เห็นแล้วอย่าไปพูด เหมือนมีปุ่มกลางหลังว่า ๑๑๒ คุยกันไม่ได้เลย พูดแค่เลข ๑๑๒ ยังไม่กล้าเลย เหลือเชื่อจริงๆ…”
๓ ข้อเรียกร้องมีอะไรบ้าง ย้ำกันอีกที
๑) ต้องมีการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ศาลต้องคำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพในการแสดงออกเป็นอย่างแรก มาก่อนสิ่งอื่นใด ต้องเป็นอิสระปราศจากอำนาจนำ ปกป้องสิทธิเสรีภาพของประชาชน และผู้บริหารศาลต้องไม่แทรกแซงกระบวนการพิจารณาคดี
๒) ยุติการดำเนินคดีความกับประชาชนที่ใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การชุมนุมและการแสดงออกทางการเมือง
๓) พรรคการเมืองทุกพรรค ต้องเสนอนโยบายเพื่อประกันสิทธิเสรีภาพและการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน โดยการยกเลิกมาตรา ๑๑๒ และมาตรา ๑๑๖
ข้อ ๑ กับ ๒ ไม่เหนือบ่ากว่าแรงหากคนอย่าง “ปิยบุตร” ไม่อคติจนเกินไป
ส่วนข้อ ๓ อย่างที่บอก ไปคุยกับพรรคก้าวไกลให้รู้เรื่องก่อน
เด็กๆได้รับการปล่อยตัวออกมาแล้ว อย่ายุเด็กให้ทำผิดเงื่อนไขศาลจนถูกถอนประกันกลับเข้าไปอยู่ในเรือนจำอีก
จากข่าวดีเดี๋ยวจะกลายเป็นข่าวร้าย