เปลว สีเงิน
“มกราคม” เดือนแรกของปี ๒๕๖๙ ผ่านไป
ผมนี่ “บุญพา-วาสนาส่ง” ทั้งต้นเดือนและท้ายเดือนโดยมิได้คาดหมายมาก่อน
คือ กว่า ๕๐-๖๐ ปีมาแล้ว ผม “คนบาป” โดยแท้ ไม่ได้ทำบุญตักบาตรพระ-เณร ตอนเช้าๆ เลย
เพิ่งมาเมื่อต้นเดือนมกรา.นี่แหละ
ได้ใส่บาตร “หลวงพ่อสายทอง เตชะธัมโม” ร่วมกับญาติโยมมากมายอีกครั้งหนึ่ง
ในงานวางศิลาฤกษ์ก่อสร้างอาคารโรงพยาบาลที่หลวงพ่อสายทองสร้างมอบให้กับ “โรงพยาบาลบ้านผือ” อุดรธานี
พอตกปลายเดือน ๓๑ มกรา.ไปจังหวัดน่าน
พักที่ “โรงแรมพูคาน่านฟ้า” เป็นโรงแรมไม้ แต่ปรับปรุงใหม่ โดยคงเอกลักษณ์ดั้งเดิมและกลิ่นอายน่านไว้ครบทุกรูร่อง-ช่องกระดาน
มัน “ครบถ้วน” จนนอนฝันย้อนอดีตสู่ยุคนครน่าน เมื่อครั้ง “เจ้าหลวงพูคา” เมื่อ ๗๐๐ กว่าปีมาแล้ว!
ตอนมาถึงโรงแรม พนักงานถามว่า ต้องการใส่บาตรพระมั้ย เพราะตอนเช้า จะมีพระ-เณรจำนวนมากมารับอาหารบิณฑบาต
ผมรีบบอก “ต้องการ” โดยไม่ลังเล
และขอให้ทางโรงแรมช่วยจัดอาหารใส่บาตรและชุดสังฆทานให้ด้วย
ตี ๕ ครึ่ง รีบตื่น อาบน้ำ-อาบท่า ลงมารอใส่บาตรตอน ๖ โมงเช้า มีพระ ๒ รูปเดินผ่านหน้าโรงแรมพอดี
จึงได้ถวายอาหารบิณฑบาต พร้อมชุดสังฆทาน พระทั้ง ๒ รูป ได้กล่าวเจริญพร ด้วยพุทธมนต์ ผมพนมมือน้อมใจรับด้วยความอิ่มอก-อิ่มใจ
ครับ….นับเป็นปีแห่ง “นิมิตมงคล” สำหรับผมโดยแท้
ไม่มีอะไรจะอวด
ก็เลยนำเรื่องนี้มาอวด อย่าหาว่าผม “เห่อบุญ” เลยนะ!
น่านตอนนี้คึกคัก โรงแรมมีกี่แห่งเต็มหมด
เพราะน่านได้รับเกียรติสูงสุดให้เป็นสถานที่จัดงานฉลองผู้ได้รับรางวัล “สมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล” ครบ ๑๐๐ ท่าน ระหว่างวันที่ ๓-๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙
สำหรับปี ๒๕๖๘ มีผู้ได้รับพระราชทานรางวัล “สมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล” จำนวน ๒ ราย ได้แก่
๑.สาขาการแพทย์
“นายแพทย์ เทอร์รี ดีน คิง” (Dr.Terry Dean King, M.D.)
ผู้มีผลงานโดดเด่นด้านการสร้างสรรค์นวัตกรรมทางการแพทย์
และการพัฒนาเทคโนโลยีการรักษาแบบรุกล้ำน้อย สำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด และ
๒.สาขาการสาธารณสุข
“ศาสตราจารย์ นายแพทย์วอลเตอร์ ซี.วิลเล็ตต์” (Prof. Walter C. Willett, MD, MPH, Dr.P.H.)
ซึ่งมีผลงานวิจัยด้านโภชนาการที่ส่งผลอย่างลึกซึ้งต่อการส่งเสริมสุขภาพของประชากรโลก
และการกำหนดนโยบายสาธารณสุขเพื่อการป้องกันโรค
เมื่อ ๒๘ มกราคม ๒๕๖๙ ที่ผ่านมา
“พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้
“สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี” เสด็จฯ แทนพระองค์
ไปในงานพระราชทานเลี้ยงอาหารค่ำแก่ผู้ได้รับพระราชทานรางวัล “สมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล” ประจำปี ๒๕๖๘ ทั้ง ๒ ท่าน พร้อมคู่สมรส และผู้ร่วมงาน
ณ พระที่นั่ง “บรมราชสถิตยมโหฬาร” ในพระบรมมหาราชวังไปแล้ว
แต่งานที่จะจัดระหว่าง ๓-๕ กุมภา.นี้ ที่จังหวัดน่าน เป็น
งาน “Prince Mahidol Award Nexus” (PMAN)
คืองานเฉลิมฉลองผู้ได้รับพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ซึ่งเป็นรางวัลระดับนานาชาติ จัดตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ.๒๕๓๕
เพื่อมอบแก่บุคคลหรือองค์กรจากทั่วโลก ที่สร้างคุณูปการด้านการแพทย์และสาธารณสุข
นับแต่ปี ๒๕๓๕ มีผู้ได้รับพระราชทานรางวัลไปแล้ว ๙๘ ราย
และครบ ๑๐๐ รายพอดี ในปี ๒๕๖๘ นี้
เหตุอันอุดมมงคลนั้น “สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี”
จึงทรงมีพระราชประสงค์จัดงาน “Prince Mahidol Award Nexus” (PMAN) เป็นการเฉลิมฉลอง
โดยเชิญผู้ได้รับพระราชทานรางวัลทั้ง ๑๐๐ ท่านและคู่สมรสมาร่วมงาน ที่จังหวัดน่าน
แต่ปรากฎว่า บางท่านเสียชีวิตไปแล้ว บางท่านชราภาพ ไม่สามารถเดินทางมาได้ มี ๑๙ ท่าน ที่ตอบรับมาร่วมงานครั้งนี้ได้
เหตุที่ทรงจัดงานที่น่าน
เพราะน่านเป็นเมืองสร้างสรรค์ “UNESCO creative City” มีศักยภาพเป็น “ห้องรับแขกระดับโลก”
ถ่ายทอดอัตลักษณ์ ด้านศิลปะ วัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น สู่สายตานานาชาติ บริสุทธิ์ เพียบพร้อม และโดดเด่น
งานนี้ “มูลนิธิเจ้าฟ้ามหิดล….” มอบหมายให้ “มูลนิธิรักษ์ป่าน่าน” ที่ “สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี” เป็นองค์ประธาน
และ “นายบัณฑูร ล่ำซำ” เป็นรองประธาน
เป็นผู้จัดงาน “Prince Mahidol Award Nexus” (PMAN) ที่จะถึงพรุ่งนี้
“กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี” เสด็จมาเป็นองค์ประธาน งานเฉลิมฉลองนี้ ตลอดทั้ง ๓ วัน
นับเป็นบุญวาสนาของชาวน่านยิ่งนัก
สมแล้วที่น่านเป็น “ห้องรับแขกระดับโลก” ยิ่งมีบุคคลสำคัญและผู้ทรงคุณวุฒิจากนานาประเทศ เดินทางมารวมกันอยู่ที่น่านเป็นจำนวนมากเช่นนี้
เอกลักษณ์ในตัวตน ด้านศิลปะ วัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น จะเบ่งบาน อวดความเป็นน่าน “เมืองสร้างสรรค์” ให้ขจร-ขจายยิ่งขึ้น
และงานนี้ ใช้ที่ไหน เป็นสถานที่จัดงาน?
จัดที่ “อาคารนันทสิปปาคาร” ศูนย์การเรียนรู้ เพื่อพัฒนาระบบคิดของเยาวชนน่าน
ผ่านสาระความรู้ทุกแขนง และการจัดแสดงวัตถุ ด้านวัฒนธรรม ศิลปะ และวิทยาศาสตร์
พร้อมเป็นแหล่งอนุรักษ์และเผยแพร่มรดกล้านนาตะวันออก เปิดโอกาสให้เยาวชนและประชาชนทั่วไปเข้าถึงความรู้ได้ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย
เป็นสะพานเชื่อม “อดีต ปัจจุบัน และอนาคต ของจังหวัดน่าน” สร้างแรงบันดาลใจและต่อยอดสู่การพัฒนาจังหวัดอย่างยั่งยืนต่อๆ ไป
ฟังดูแปลกหูนะ หลับตาก็ยังนึกไม่เห็นภาพว่า “อาคารนันทสิปปาคาร” นี้ หน้าตาเป็นอย่างไร มีความเป็นมาอย่างไร?
ตัวเมืองน่านไม่ใหญ่โตนัก มาทีไร ก็ไปแต่ “กระซิบรัก” บันลือโลกที่ “วัดภูมินทร์”
“อาคารนันทสิปปาคาร” ไม่เคยได้ยิน มาทั้งทีก็ต้องไปดู พอเห็นก็ต้อง โอ้โฮ…การออกแบบ ศิลปะบาโรก ยุคศตวรรษที่ ๑๗ ผสมล้านนา
เด่น งามสง่า ได้มุม ได้องศา พระบรมรูป “พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว” ประทับยืนอยู่บนลานข้างหน้า ทำให้ดูเด่นและขลังยิ่งขึ้น
เลียบๆ เคียงๆ เข้าไป เห็นเจ้าหน้าที่กำลังสาละวนอยู่กับการจัดเวที จัดพื้นลานด้านหน้าอาคารนันทสิปปาคารเพื่องาน “Prince Mahidol Award Nexus” (PMAN)
และสถานที่ประทับ “กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี”
ได้พบคุณ “บัณฑูร ล่ำซำ” ในฐานะรองประธานมูลนิธิ “รักษ์ป่าน่าน” ที่เป็นแม่งานและกำลังดูแลงานอยู่ที่นั่น
จึงได้ความรู้เพิ่มเติมมากมาย ขอขอบคุณไว้ตรงนี้ด้วย
ประการแรกที่ทราบ อาคารหลังนี้ เป็น “ศาลากลางจังหวัดน่าน” หลังเก่า
“มูลนิธิรักป์ป่าน่าน” จึงขอใช้ทำประโยชน์ โดยมีเป้าหมายให้เป็น “ศูนย์เพื่อการเรียนรู้” เพื่อเยาวชนน่านวันนี้ กว่า ๔ หมื่นคน
จะได้มาเรียนรู้ รัก หวงแหน และรักษารากเหง้าความเป็นน่านให้คงอยู่และสืบต่อไป และทั้งเรียนรู้ศิลปวิทยาการแขนงต่างๆ ในยุคปัจจุบันควบคู่ไปด้วย
เมื่อได้รับอนุญาตจากมหาดไทย มูลนิธิรักษ์ป่าน่าน จึงออกแบบก่อสร้างใหม่ทั้งหมด
องค์ประธานมูลนิธิรักษ์ป่าน่าน คือ “กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี” ได้พระราชทานนามว่า “อาคารนันทสิปปาคาร”
นันทะ = นันทบุรี เป็นชื่อเดิมของเมืองน่าน
สิปปะ = ศิลปะ ความรู้ทุกแขนง ที่จะมีสอนที่นี่
ตรงหน้าจั่วอาคารมีป้ายคำว่า “อาคารนันทสิปปาคาร” ด้วยตัวอักษรล้านนาติดไว้ ซึ่งป้ายนี้ เป็นป้ายจากไม้ “พญางิ้วดำ” ซึ่งขลังและหายาก
คุณบัณฑูรบอกว่า ลานด้านหน้าอาคารนี้ จะเป็นสถานที่จัดเลี้ยงเฉลิมฉลองผู้ได้รับรางวัลเจ้าฟ้ามหิดลครบ ๑๐๐ ท่าน ที่เชิญมา รวมทั้งแขกผู้มีเกียรติจำนวนหนึ่ง
นอกจากงานเฉลิมฉลองนี้แล้ว….
“กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี” จะทรงนำผู้ได้รับรางวัลเจ้าฟ้ามหิดล ๑๙ ท่าน
ไปชมโครงการ “หญ้ายา” (YAYA) ที่มูลนิธิรักษ์ป่าน่าน ร่วมกับ มหาวิทยาลัยทางการแพทย์ของไทยหลายแห่ง
ร่วมวิจัย-ทดลองสู่การผลิตยาจากพืชทรงสรรพคุณทางยา จากพืชอันมีเฉพาะที่ป่าน่าน
โดยแกะสูตรจากอักขระล้านนาที่บรรพชนบันทึกไว้ในใบลานร่วมพันปีมาแล้ว
สู่การทดลองด้วยวิทยาการสมัยใหม่ สู่การวิจัย-ผลิตที่ไม่เรียกว่า “ยาสมุนไพร”
เรียกว่าตลอด ๓ วัน “๓-๕ กุมภา.”
“กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี” จะทรงนำผู้ได้รับรางวัลเจ้าฟ้ามหิดล รวมทั้งผู้มีเกียรติ
เยี่ยมชมทั้งโรงพยาบาลน่าน ทั้งศูนย์ทดลองและแปลงเพาะหญ้ายา ที่จะเปลี่ยนการถางป่า ปลูกข้าวโพด ให้หันมาปลูกป่า เพาะพืช “หญ้ายา” แทน
ดังที่คุณบัณฑูร ในฐานะ “รองประธาน มูลนิธิรักษ์ป่าน่าน” ปลุกปล้ำโครงการนี้มานับสิบปีแล้ว
ยังเล่าเท่าที่ไปดู-ไปเห็นยังไม่จบ แต่หมดเนื้อที่ซะแล้ว
โครงการ “หญ้ายา” นี้ ผมไปดูแปลงเพาะและศูนย์วิจัย-ทดลองมาแล้ว นับเป็นโครงการเพื่ออนาคต
ที่จะเปลี่ยนวิถีชีวิตคนน่านและเปลี่ยนไทยจากประเทศ “ผู้นำเข้ายานอก”
เป็นประเทศผู้ผลิตยา “ส่งออกนอก” ด้วยวัตกรรมเป็นบางชนิดบ้าง
“คุณบัณฑูร” นี่ แปลก
จะพูดว่า “รักน่าน” ยิ่งกว่า “คนน่าน” บางคนก็ไม่ผิด
ผมลองนับๆ ดู และโครงการที่ทำ “เพื่อน่าน”
ขนาดนับคร่าวๆ ๑๐,๐๐๐ ล้าน ผมว่ายังน้อยไปด้วยซ้ำ!
เปลว สีเงิน
๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙













