รัฐบาล “ชักกระตุก” – เปลว สีเงิน

เปลว สีเงิน

อาการ “ก่อนพัง” เป็นยังไง?
ใครไม่เคยเห็น ก็ดูไว้ซะ “รัฐบาลเศรษฐา ๒” นี่แหละ!
๒๘ เม.ย.๖๗ ปรับครม.ปุ๊บ
“ปานปรีย์-รัฐมนตรีต่างประเทศ” ลาออกปั๊บ

“มาริษ-ศิษย์ทักษิณ” เป็นแทนปั๊บ นักโทษเทวดาท่าจะบ๊อง สวมบท “ล็อบบี้ยิสต์สันติภาพ” ในพม่าปุ๊บ

“พิชัย ชุณหวชิร” นั่งแท่นรัฐมนตรีคลังปุ๊บ “กฤษฎา จีนะวิจารณะ”คนรวมไทยสร้างชาติ ลาออกจาก “รมช.คลัง” ปั๊บ

“กัญชา” กว่าจะพ้น “ยาเสพติด”
เข้าเส้นทางวิจัย-พัฒนาทางยาและ “พืชเศรษฐกิจ” ได้ ก็ต้องฝ่าร้อยด่าน-พันส้นเกือก

จู่ๆ นายกฯ “คิดใหญ่-ทำเป็น” สั่ง…ไม่ใช่นโยบายเพื่อไทย
ให้สาธารณสุข “แก้ประกาศกระทรวง” เอา “กัญชา” กลับไปเป็น “ยาเสพติด” ประเภท ๕ ตามเดิม!

เศรษฐา ๑ “ยาบ้า ๕ เม็ด” ถือเป็น “ผู้เสพ-ไม่ใช่ผู้ค้า”
“ทั้งขี้ยา-ทั้งคนค้า” พากันกรี๊ดดด ……

ธุรกิจ “ค้าปลีกยาบ้า” ฟูเฟื่องเมืองอมร “คนขน-ขี้ยา-คนค้า” บอก สมัยหน้า “ส่งหมา-ส่งเสาไฟฟ้า” กาดะ!

“เศรษฐา ๒” ปิ๊งไอเดีย
๕ เม็ด ถูกด่าเช็ด สั่งสาธารณสุข “แก้กฎกระทรวง” ใหม่
จาก ๕ ให้เหลือ ๑ เม็ด เป็นเกณฑ์มาตรฐานขี้ยา!

พวกพ่อค้าพากันซูฮก ยกว่า “หัวแหลม-ปัญญาไว”
นโยบาย “เม็ดเดียว”
รับรองได้ ทำให้ทั้งคนค้า-คนเสพ “หัวหด”

ยุค “ย้าม้า” จะคืนกลับ คือ “ผ่าเม็ด-แบ่งขาย” เป็นขาๆ

นั่นหมายถึงว่า อีก ๙๐ วัน รับรองได้ ยาบ้าจะไม่เหลือซักเม็ดในประเทศไทย

จะขายกันเป็นขาๆ พกกันเป็นขาๆ แทนเป็นเม็ดๆ ก็จับใครไม่ได้ คนค้าหมดไป มีแต่ผู้ป่วย รอรัฐอุ้ม

“เศรษฐา ๓” ก็คงต้องสั่งแก้กฎกระทรวงใหม่อีกรอบว่า
ยาบ้า “กี่ขา” จึงเข้าข่าย “ผู้ค้า-ผู้เสพ”?

คนไทยน่ะ เชื้อสาย “ศรีธนญชัย” ทั้งนั้น รัฐบาลก็ด้วย

แล้วจู่ๆ “สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์” อดีตรองนายกฯ และรมว.พลังงานยุคประยุทธ์ ทีมเศรษฐกิจเศรษฐาปัจจุบัน
ร่อนหนังสือถึง “พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค” ขอลาออกจากการเป็น “สมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ”

ทั้งหลาย-ทั้งปวงเป็น “วิปลาสการณ์ปรากฎ” ถี่ๆ ขี่วันบ้าง วันเดียวกันบ้าง ถ้าผมเป็น “นายกฯเศรษฐา” คงต้องตะโกน
“ใครมีทัมใจบ้าง…ขอเม็ด…เอ๊ย..ขอซอง”
เพราะ “ปวดหัว” ตายห่ะ!

ยิ่งมาเจอ “อภินิหาริย์ข้าวจำนำยิ่งลักษณ์” สาวสวยสองพันปีไม่มีสร่าง ที่เก็บไว้ ๑๐ ปี ไม่มีเน่า ไม่มีเปื่อย
กลายเป็น “ข้าวทิพย์”

“ทักษิณคิด-ยิ่งลักษณ์เสก” ขลังซะนี่กระไร “รัฐมนตรี-สอพลอรัฐมนตรี-ข้าราชการ-นักข่าว” แย่งกันกิน
ต่างชมเปาะ ห้อมมมม…หอม อร่อย กินวันนี้ มะเร็งวันหน้า

วางตลาดวันไหน ซื้อไปกินแล้ว รัฐบาลจะมีใบ “ทักษิณานุประทาน” แถมฟรีให้ด้วย!

ดูอาการ “ประเด-ประดัง” ยิ่งกว่าเป็นสังคังอย่างนี้แล้ว กว่าจะถึงกลางเดือนกันยา. “จะรอดมั้ยเนี่ย?”

เรื่องข้าวทิพย์ ๑๐ ปี”นี่….
ผมก็ไม่อยากพูดอะไรเป็นการซ้ำเติมท่านอ้วน “ภูมิธรรม เวชยชัย” รองนายกฯ และรัฐมนตรีพาณิชย์

เพราะตอนนี้ท่าน “อ่วม” ยิ่งกว่า “ทิดอ่วม” สัปเหร่อวัดสระเกศ ตอนแร้งลงสมัยโรคห่ากินเมือง ตายกันกองเป็นภูเขาซะอีก

ประเด็น “กินได้มั้ย” เขากินกันไปแล้ว จนติดคุกมั่ง มุดช่องหมาลอดไปมั่ง

แต่ส่วนที่เหลือคาโกดังเป็น ๑๐ ปี นี่ ใช้แค่ความ “เข้าใจเอาเอง” พูดว่า “กินอยู่หรือกินตาย” มันก็มีแต่สร้างความสับสน

ฉะนั้น ฟังคนมีความรู้ทางวิชาการเขาพูดดีกว่า
“เชื่อถือได้” ยึดเป็น “บทสรุป” ได้ ท่านโพสต์เฟซไว้ดังนี้
……………………………..

“รศ.พันทิพา พงษ์เพียจันทร์”
อาจารย์ คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

จากกรณีที่เอาข้าวเก่า ค้าง 10 ปี มาหุงรัปทานโชว์กัน ขอบอกว่า ท่านได้รับสารพิษจากเชื้อราไปแล้วไม่น้อย หลายตัวหลายชนิดด้วย

และใครที่ไปร่วมชิมเป็นสักขีพยานว่า ข้าวนั้นทานได้ ก็รับเคราะห์ไปด้วยค่ะ

1.ปกติอาหารสัตว์ เราจะเก็บพวกธัญเมล็ดต่างๆ (รวมถึงข้าว) ได้อย่างมาก 1 ปี ที่อุณหภูมิห้อง เช่นเดียวกับที่โรงสีที่โชว์เก็บ

แต่ก่อนเก็บ นอกจากรมควันแล้ว ความชื้นในเมล็ดธัญพืชจะต้องไม่เกิน 12% เพราะพวกนี้ สามารถดูดซึมน้ำกลับได้
ซึ่งสภาพการเก็บของโรงสีที่เห็น ใส่ในกระสอบป่าน โอกาสดูดซึมน้ำกลับ ทำให้ความชื้นของเมล็ดข้าวสูงขึ้นแน่นอน

หากจะเก็บไว้นานกว่านี้ ต้องเก็บในสภาพเย็นแบบแห้ง (Cold dry processing)* อุณหภูมิต้องไม่เกิน 13 °C ทำให้แมลงไม่ฟักออกเป็นตัว*

2.กระสอบป่านที่เก็บข้าว สภาพที่เห็น วางทับซ้อนกันสูงมาก อากาศไม่ถ่ายเท ส่งเสริมการดูดซึมน้ำกลับ ความชื้นในเมล็ดข้าวสูงขึ้น ส่งเสริมการเจริญของมอดแมลงต่างๆ

3.แม้จะรมยาแต่สภาพการวางทับกระสอบ รมยาไม่ทั่วถึงแน่นอน เพราะข้าวที่เอามาหุงแสดง ขณะล้างฟ้องอยู่แล้วว่ามีมอดข้าว ด้วง

4.การที่เมล็ดข้าวมีความชื้น ส่งเสริมการเติบโตของมอด แมลงต่างๆ* หลักฐานประจักษ์ขณะซาวข้าว (15ครั้ง ตามข่าว ซึ่งข้าวปกติเราล้างไม่ถึง 3 ครั้ง)

5.การมีมอดแมลง มูลของแมลงเหล่านี้นำมาซึ่งการเจริญของเชื้อรา และแบคทีเรีย* ทำให้เน่าได้รับสารพิษโดยไม่รู้ตัว

6.จากสภาพข้าวที่หุงออกมา จะมีข้าวจำนวนไม่น้อย ที่มีสีน้ำตาลตรงปลายเมล็ด นั่นคือเม็ดข้าวที่ขึ้นรา อย่างน้อยต้องตรวจพบสารพิษอะฟลา 1 ตัว

ตรวจง่ายๆโดยใช้เทคนิค บี จี วาย ฟลูโอเรสเซนท์ (Bright Greenish-Yellow Fluorescent)** ซึ่งสารนี้ ทนอุณหภูมิได้ถึง 250°C ***

และยังจะมีสารพิษอื่นๆ ตามมาอีกหลายตัว อุณหภูมิข้าวที่เราหุงน้ำเดือด 100°C ไม่สามารถทำลายพิษจากเชื้อราได้ อาจได้แค่แบคทีเรียจากมูลของแมลง

เห็นเจตนาดีของท่านที่จะหาเงินกลับคืน ขอแนะนำว่า

๑.อย่าขายให้คนหรือสัตว์นำไปบริโภค ได้ไม่คุ้มเสีย เพราะเราจะมีคนป่วยด้วยมะเร็งมากขึ้น สำหรับผู้บริโภคโดยตรง

๒.กรณีนำไปเลี้ยงสัตว์ เราจะได้ผลิตภัณฑ์ เนื้อ นม ไข่ ที่มีสารพิษจากเชื้อราตกค้างในอาหาร ทำให้เพิ่มโอกาสเป็นมะเร็งมากขึ้น

๓.การนำไปขายให้อัฟริกา ชื่อเสียงข้าวเน่าเสียของไทยจะกระจายไปทั่วโลก คู่แข่งเราจะได้เปรียบ กว่าเราจะกู้ชื่อเสียงกลับคืนมาคงหลายปี เสียตลาดข้าวให้คู่แข่ง โดยเขาไม่ต้องออกแรงเลย และที่สำคัญบาปตกอยู่กับผู้คิด ผู้ขาย แน่นอน

๔.ขอแนะนำให้นำข้าวเหล่านี้ ไปผลิตเป็นแอลกอฮอล์ หรือน้ำส้มสายชู จะดีกว่า สอบถามนักวิชาการด้านวิทยาศาสตร์การอาหารต่อไปค่ะ

หมายเหตุ:การตรวจสอบสารพิษเหล่านี้
มีตามมหาวิทยาลัย ที่มีห้องแลปตรวจอาหารทั่วไปหรือกรมปศุสัตว์หรือบริษัทรับตรวจสารพิษในอาหาร
………………………….

“วรงค์ เดชกิจวิกรม – Warong Dechgitvigrom”
#เปิดหลักฐานมัดภูมิธรรมเรื่องข้าว10 ปีกินได้

ข้าว 10 ปี ที่โกดังจังหวัดสุรินทร์ ตรวจสอบรายละเอียดแล้วพบว่า

เคยมีการประมูลไปแล้ว 3 ครั้ง ปี 2557 ปี2558 และปี 2563 พบว่าผู้ชนะประมูลไม่ยอมมารับข้าว (ให้คาดเดาเองว่า ถ้าข้าวดีจริง เป็นไปตามมาตรฐาน ทำไมไม่มารับข้าว) ตามข่าว ผู้ชนะปีพ.ศ.2563 ถูกฟ้องร้องดำเนินคดี

องค์การคลังสินค้า ได้ดำเนินการเปิดประมูลรอบใหม่ คือรอบที่ 4 ตามประกาศองค์การคลังสินค้าที่1/2567 ลงวันที่ 23 มกราคม 2567
ให้ยื่นซองคุณสมบัติ 31มกราคม2567 และยื่นซองเปิดราคา 8 กุมภาพันธ์ 2567

ปรากฏว่า 30 มกราคม 2567 มีประกาศยกเลิกการประมูลก่อนวันยื่นซองเพียง 1 วัน
หลังจากนั้นเดือนเศษ จึงเกิด “เพื่อไทยการละคร” รอบแรก เมื่อนายภูมิธรรม ยกคณะไปตรวจ “โกดังข้าวที่สุรินทร์”
และ “กินข้าวโชว์” รอบแรก วันที่ 14 มีนาคม 2567

ล่าสุด วันที่ 6 พฤษภาคม 2567 จึงเกิด “เพื่อไทยการละคร” สถานที่เดิม จัดใหญ่กว่าเดิม
อลังการงานสร้าง ด้วยเงินภาษีประชาชน นำแสดงโดยนายภูมิธรรม เวชยชัย ร่วมกับสื่อจำนวนมาก

ถือว่าเป็นการแสดงที่สะเทือนวงการข้าว ที่กล้ากินข้าว ที่รมยาฆ่าแมลงไม่ต่ำกว่า 60 รอบ และข้าวต้องล้างน้ำ 15 ครั้ง เพียงเพื่อหวังผลทางการเมือง (ผมไม่มั่นใจว่า กระสอบที่เจาะใช่ข้าว10 ปีไหม)

“ข้าวตามโครงการรับจำนำ การันตีเก็บมา 10 ปี ยังกินได้ เผยได้สุ่มเจาะมาหุงและกินกับกะเพรา ไข่เจียว ระบุเจ้าของเก็บรักษาอย่างดี รมยาตามมาตรฐาน ปิดโกดังแน่นหนา ไม่มีนกเข้า ไม่เจอฝน เตรียมนำเปิดประมูลให้กับผู้ที่สนใจ ปริมาณรวม 1.5 หมื่นตัน”

สิ่งที่ประชาชนต้องตามให้ทัน

1.ข้าวดังกล่าวเปิดประมูลมาแล้ว 3 รอบแล้ว คือปี 2557 ปี 2558 และปี 2563 แต่ผู้ชนะไม่มารับข้าว

2.จะมีการเปิดประมูลรอบที่ 4 ในปลายเดือนมกราคมต่อกุมภาพันธ์ 2567 เป็นยุคที่นายภูมิธรรม เวชยชัย มาคุมกระทรวงพาณิชย์แล้ว แต่มีการยกเลิกการประมูล ก่อนยื่นซองเพียงวันเดียว ซึ่งหน่วยงานรัฐ ก็ดำเนินการปกติ ไม่ได้สร้างภาพใดๆ

3.หลังจากยกเลิกการประมูลรอบ 4 ผ่านไปประมาณเดือนครึ่ง จึงเกิดดรามารอบแรก 14 มีนาคม 2567
และตามด้วย “ดรามารอบสอง” 6 พฤษภาคม 2567 ทั้งๆ ที่หน่วยงานดำเนินการแล้ว แต่ต้องยกเลิก (มีใครสั่งเพื่อเอามาเข้าฉากละครหรือไม่)

จากไทม์ไลน์แสดงว่า มีความพยายามที่จะเล่นละครตบตาประชาชน โดยฝ่ายการเมือง เพราะเจ้าหน้าที่รัฐ เขาก็จะขายเพื่อหาเงินให้รัฐตามปกติ แต่นักการเมือง “ดึงเกม” เพื่อเล่นละคร

ผมยืนยันนะครับว่า ข้าว 10 ปี ไม่เหมาะให้ประชาชนบริโภค เนื่องจากสารตกค้าง (ยกเว้นให้คณะรัฐมนตรีและส.ส.เท่านั้น)

หรือแม้แต่การส่งไปอาฟริกา เพราะจะทำให้เสียชื่อเสียงข้าวไทย

สรุปแล้ว มี “ไอ้โม่ง” ที่พยายามดึงเกมการขายข้าว และจะทำให้ชื่อเสียงข้าวไทยเสียหาย เพียงเพื่อหวังผลทางการเมือง
…………………..

โบราณว่า “ตักบาตรอย่าถามพระ” ฉะนั้น ช่วงนี้ ถ้าพระถาม โยมก็อย่าไปตำหนิพระท่านนะ
ที่ท่านถาม ก็ไม่อยากให้โยม “ทำบุญได้บาป” เอามะเร็งถวายพระน่ะ!

เปลว สีเงิน
๙ พฤษภาคม ๒๕๖๗

Written By
More from plew
“ร้าย” ประเทศไทยกลายเป็น “ดี”
นี่แหละ..ที่เขาว่า “ร้อยคำนวณมิสู้ฟ้าลิขิต” ขณะไทยเป็นเจ้าภาพประชุม “รัฐมนตรีอาเซียน” และประเทศคู่เจรจา กว่า ๓๐ ประเทศ ระหว่าง ๒๙ กค.-๓ สค.๖๒...
Read More
0 replies on “รัฐบาล “ชักกระตุก” – เปลว สีเงิน”