“หรือจะต้องไปถึงจุดนั้น”? – เปลว สีเงิน

เปลว สีเงิน

ดูท่าทีตอบสนองของ “นายกฯ เศรษฐา” และ “ผบ.ตร.ต่อศักดิ์”
ต่อกรณี….
“ทานตะวัน” กับเพื่อนขับรถไล่ล่า-คุกคาม “รถขบวนเสด็จ”
“สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี” แล้ว
ผมรู้สึกเป็นห่วง!

ไม่ใช่ห่วงนายกฯ และผบ.ตร.
หากแต่ห่วง “ความมั่นคง” ของ “สถาบันพระมหากษัตริย์” ในความเป็น ๑ ใน ๓ สถาบันหลักของชาติ

ในเมื่อ คนกลุ่มหนึ่ง ไล่ล่า-คุกคาม “ขบวนเสด็จฯ” ได้
ขณะเดียวกัน “ผู้นำรัฐบาล” และ “ผู้นำองค์กรตำรวจ” กลับมีสามัญสำนึกตองสนองต่อเรื่อง “คอขาดบาดตาย” เท่ากับคนบีบแตรรถไล่กันเช่นนี้

สังคมไทยน่าถึงจุดต้อง”รีเซต” ระบบบริหารและปกครองกันจริงๆ จังๆ แล้วหละ!

เพราะมันเสื่อม ชำรุด หย่อนยาน หมดประสิทธิภาพ ใช้คัดกรองบุคลากรเข้ามาทำหน้าที่สำคัญๆ ให้ชาติบ้านเมืองได้ ก็ไม่ต่างใช้ “ตะแกรงตาห่าง” ช้อนหาทอง
ได้แต่ขี้ขยะตกตะกอน ก้อนหิน ครกกระบาก-สากกระเบือ ที่โยนทิ้งแล้ว!
เปอร์เซนต์น้อยมาก ที่จะร่อนได้ทองทางสำนึก ในความเป็น “ชาติ-ศาสนา-สถาบันพระมหากษัตริย์” เข้ามาทำหน้าที่

ก็ดูซี……….
วันนี้ ขบวนการ “ส้ม-สามนิ้ว” ปฎิบัติการ “ชิมลาง-นำร่อง” ต่อสถาบันขนาดนั้น
แต่ “นายกฯ-ผบ.ตร.” หาได้ตระหนักรู้ในความหนัก-เบาไม่

แล้วต่อไปภายภาคหน้า…….
คนกลุ่มนี้ จะรุกคืบด้วยเหิมเกริมพุ่งเป้าการกระทำต่อสถาบันหนักขึ้นเรื่อยๆขนาดไหน?

เป็นอย่างที่ “ศาลรัฐธรรมนูญ” วินิจฉัยการกระทำ “พิธา-ก้าวไกล” ตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๔๙ เมื่อวันก่อน ไม่มีผิด
“ทำกันเป็นขบวนการ…กัดกร่อนบ่อนเซาะ”

ด้วยการ “ใช้สิทธิเสรีภาพมุ่งสู่การล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข”!
ท่านลองพิจารณาท่าทีและคำพูดนายกฯ เศรษฐา ต่อเรื่องที่เกิดขึ้นก็ได้

คือเมื่อวันเสาร์ นักข่าวไปถามนายกฯ ว่า…..
กรณี “กลุ่มทะลุวัง” โดย “น.ส.ทานตะวัน ตัวตุลานนท์” รุกคืบต่อจากการไล่ล่าขบวนเสด็จวันก่อน

ไปจัดกิจกรรม “ทำโพล” เกี่ยวกับ “ขบวนเสด็จฯ” แถวๆ สถานีรถไฟฟ้าสยาม ย่านปทุมวัน
เหมือนที่เคยทำ “ม.๑๑๒ ต้องการให้ยกเลิกหรือแก้ไข”

แล้วพิธาโดดขึ้นเวทีไปติดสติกเกอร์ที่ช่อง “ยกเลิก” แบบนั้นแหละ

ก็เกิดปะทะกัน….
ระหว่าง “ศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน(ศปปส.)” กับ “กลุ่มทะลุวัง”!

เศรษฐา ในฐานะนายกฯ กลับตอบด้วยทัศนคติตอบรับต่อปัญหานี้ ประหนึ่ง “ต่ำมาตรฐานสำนึก”

“ยังไม่ทราบเรื่อง แต่ผมคิดว่าน่าจะมีการพูดคุยกันด้วยดี ไม่น่าจะใช้กำลังกัน เพราะเป็นเรื่องไม่ดีและวันนี้เป็นวันปีใหม่จีนด้วย เป็นวันที่มีการท่องเที่ยว ในสายตาต่างชาติก็อาจจะมองไม่ดี…..ฯลฯ”

คำตอบนี้มันเข้าลักษณะ “คนละเรื่องเดียวกัน” เลย!

เมื่อถามถึงการ “ก่อกวนขบวนเสด็จฯ”
ดูคำตอบนายฯ เอาเองละกัน……

“ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะเรื่องนี้ มีขั้นตอนของการที่จะต้องปกป้องผู้นำประเทศ และพระราชวงศ์ ในเรื่องขบวนเสด็จ ซึ่งต้องทำตามกฎ”

ผมขอถามว่า……..
“ต้องทำตามกฎ” ที่ว่านั่นน่ะ “กฎ” มีว่าอย่างไร ท่านรู้มั้ย ถ้ารู้…แล้วเจ้าหน้าที่ปฎิบัติกันหรือเปล่าล่ะ
และสาระชี้ทิศทางให้ประชาชนเข้าใจที่เป็นรูปธรรมตามท่านพูด มันมีอยู่ตรงไหน ชี้ให้เห็นทีซิ?

ท่านจะเอายังไง..เรื่องนี้ มีนโยบาย มีคำสั่งไปยังหน่วยปฎิบัติให้จัดการยังไง หรือหลบๆ เลี่ยงๆ ทำลืมๆ กันไป ไม่กล้า ที่จะแสดงท่าทีชัดเจน
เพราะกลัว “ส้ม-สามนิ้ว” ในทางการเมืองนิยม?

ตอบให้ “ประชาภักดิ์” ได้เข้าใจในความเป็น “นายกฯ เพื่อไทย” ชัดๆ หน่อยซิ…เศรษฐา?

บอกตรงๆ…..
ผมอ่าน ผมฟัง ที่ท่านให้สัมภาษณ์เพื่อจับประเด็น ๕ รอบ ๑๐ รอบ มันเหลวเป็นขี้ทารกทั้งนั้น ไม่มีเนื้อให้จับต้องเลย!

ยิ่งผบ.ตร “พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล” ด้วยแล้ว ด้วยเครื่องหมายประดับเกียรติตั้งแต่คอเครื่องแบบยันหน้าอกเต็มพรืด แทบหาที่ว่างไม่ได้
สง่างามมาก…

แต่สถาบันตำรวจจะ “สง่างาม” ในเกียรติยศและศักดิ์ศรีผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ด้วยหรือไม่?
ให้ “สังคมรวม” และ “แป้ง นาโหนด” เป็นผู้ตอบละกัน!

เห็นไป “สั่งการ” ที่นครบาล ประมาณว่า

“ในการปฏิบัติหน้าที่การถวายความปลอดภัยขบวนเสด็จและอำนวยความสะดวกด้านการจราจร จะต้องไม่กระทบกับพี่น้องประชาชนที่สัญจรบนท้องถนน และยังคงหลักด้านความปลอดภัยในขบวนเสด็จอย่างสูงสุด”

นอกจากนั้น “ผบ.ตร.ต่อศักดิ์” กำชับนครบาลในการรวบรวมพยานหลักฐาน ในคดีที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยในขบวนเสด็จ

“ให้พนักงานสอบสวน รวบรวมพยานหลักฐาน ทั้งก่อน ขณะ และหลังขบวนเสด็จ เพื่อให้ความยุติธรรมแก่ทุกฝ่าย
หากพบว่ามีความผิด ก็ให้ดำเนินคดีตามกฎหมาย

รวมทั้งให้นำบทเรียนที่เกิดผลกระทบต่อขบวนเสด็จมาทำการศึกษาเพื่อถอดบทเรียน
ประชาสัมพันธ์แนวทางในการใช้รถใช้ถนนของประชาชน ในกรณีร่วมเส้นทางกับขบวนเสด็จให้ทราบและปฏิบัติได้อย่างปลอดภัย

เพื่อให้เกิดมาตรฐานในการถวายความปลอดภัยให้เกิดความปลอดภัยสูงสุดและไม่กระทบแก่พสกนิกรของพระองค์ท่าน”

ตรงๆ ชัดๆ นะครับท่านผบ.ตร.
ในการ “สั่งการ” ของผู้บังคับบัญชาที่มีประสิทธิภาพ จะต้องสั่งด้วยคำพูด “สั้น-ชัด-กระชับ”

ผู้ใต้บังคับบัญชา ฟังปุ๊บ ต้องเข้าใจปั๊บ นำไปปฎิบัติ โดยไม่ต้องตีความ

ไอ้ประเภท “น้ำท่วมทุ่ง ผักบุ้งโหรงเหรง” ทำนองว่า คนสั่งเองก็ยังไม่รู้ว่า…กูจะเอายังไง ก็พูดอ้อมเขาวงกตไป ให้ไปตีความกันเอง แบบนั้น

ถ้าเป็นสมรภูมิรบ ลูกน้องตายเรียบทั้ง สตช.!
ตรงที่ท่านสั่งการไปว่า……

“ในการปฏิบัติหน้าที่การถวายความปลอดภัยขบวนเสด็จและอำนวยความสะดวกด้านการจราจร จะต้องไม่กระทบกับพี่น้องประชาชนที่สัญจรบนท้องถนน”

ตรงนี้ ผมข้องใจมากนะท่านผบ.ตร.!?
หมายความว่าไง….

“การถวายความปลอดภัยขบวนเสด็จและอำนวยความสะดวกด้านการจราจร จะต้องไม่กระทบกับพี่น้องประชาชนที่สัญจรบนท้องถนน” ตามนัยของท่านน่ะ?

ท่านทราบมิใช่หรือ ขบวนเสด็จฯ “กรมสมเด็จพระเทพฯ” ไม่มีการปิดถนน พระองค์ทรงใช้ถนนเหมือนกับประชาชนทั่วไป

จราจรติดขัด รถขบวนเสด็จฯ ก็ติดอยู่ในถนนเหมือนกับรถทุกคัน แล้วมีชาวบ้านคนไหนเดือดร้อน

แต่ผบ.ตร.กลับสั่งว่า
“…..จะต้องไม่กระทบกับพี่น้องประชาชนที่สัญจรบนท้องถนน”

แล้วมัน “กระทบพี่น้องประชาชนที่สัญจรบนท้องถนนตรงไหน?

หรือพูดกันอีกที……
เดี๋ยวนี้ “สถาบันตำรวจแห่งชาติ” ให้ความสำคัญกับรถประชาชนในถนนเหนือกว่า “รถขบวนเสด็จ” ในถนนด้วยกัน อย่างนั้นแล้วใช่มั้ย?

ในเรื่องดำเนินคดีนั้น ท่านสั่งการไม่ผิด ที่ให้พนักงานสอบสวน รวบรวมพยานหลักฐาน ทั้งก่อน ขณะ และหลังขบวนเสด็จ นั่นน่ะ

แต่สร้อยท้ายคำสั่ง “เพื่อให้เกิดความยุติธรรมแก่ทุกฝ่าย” นั้น
ท่านเอาคำว่า “ความยุติธรรม” ในหมู่ประชาชนไปเรียกร้องเอากับ “เจ้าฟ้า-เจ้าแผ่นดิน”

ดั่งเช่น “สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี” ขนาดนั้นแล้วเชียวหรือ?

ที่ฟังแล้ว ทำให้ผมสงสัยใน “วุฒิภาวะ” คนเป็นผบ.ตร.ก็ตรองที่ท่านสั่งว่า
“หากพบว่ามีความผิด ก็ให้ดำเนินคดีตามกฎหมาย”

ทานตะวัน นั่งรถบีบแตรไล่ล่า พยายามตีประกบรถขบวนเสด็จ ที่เห็นกันครึ่งบ้าน-ค่อนเมืองจะๆ อย่างนั้น
เขาเรียกว่า “เหตุเกิดซึ่งหน้า” เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าจับกุม นำตัวไปสอบสวน ดำเนินคดีได้เลย

ผู้บังคับบัญชาที่รู้กฎหมาย-รู้หน้าที่ กรณีนี้ เขาจะไม่ใช้คำว่า “หากพบว่ามีความผิด”
เพราะมันทำผิดเห็นตำตาอยู่แล้ว เข้าข่าย คุกคาม ดูหมิ่น อาฆาตมาดร้าย เห็นชัดๆ

ยิ่งฟังคำพูดที่ทานตะวัน ตวาด ตะคอก ใส่ตำรวจจากคลิป ยิ่งชัดว่าเจตนา ไล่ล่า-คุกคาม เพราะรถขบวนเสด็จไม่ได้ไปปิดกั้น ยึดครองถนนใช้แต่อย่างใด

ตรงกันข้าม ขบวนเสด็จก็ร่วมถนน-ร่วมเส้นทางเดียวกับรถทุกคันเหมือนๆกัน แล้วไฉนทานตะวันจำเพาะเจาะจง บีบแตรไล่ล่า เฉพาะรถขบวนเสด็จล่ะ

ในเมื่ออ้างว่า “ไม่รู้เป็นรถขบวน ไม่ได้เจตนา?”

ฉะนั้น…..
กรณีนี้ การที่ตำรวจไม่จัดการใดๆ นั่นเข้าข่าย “ละเว้นการปฎิบัติหน้าที่” ชัดแจ้ง

ไม่ต้องไปสั่งว่า “…หากพบว่ามีความผิดให้ดำเนินคดีตามกฎหมาย” แบบเสร่อดกอย่างนั้นหรอก!

ทั้งด้วยมาตรฐานสำนึกผู้นำองค์กรตำรวจ ทั้งด้วยสำนึกในสถาบันพระมหากษัตริย์
สำคัญขนาดนี้ คำสั่งท่านต้องชัด ต้องเด็ดขาด ต้องเป็นรูปธรรม

จะปล่อยให้ขบวนการส้ม-สามนิ้ว เชิด “ทานตะวัน” ออกมาเย้ยสังคม ในบท “วีรสตรีไล่ล่าเจ้า”

โดยทั้งนายกฯ ทั้งผบ.ตร.มีภาพต่อสังคมประหนึ่ง “กะโหลก-กะลา” หาแก่นสาระเพื่อการ “พิทักษ์-ธำรง” สถาบันให้มั่นคงไม่ได้

ถ้าแบบนั้น ก็ไม่รู้ว่า จะมีนายกฯ มีผบ.ตร.ไว้เพื่อการใด เพราะในบ้านเมืองไทย ไม่มีสิ่งใดจะสูงทางจิตใจเท่า “สถาบันพระมหากษัตริย์” อีกแล้ว

แต่คนในอำนาจบริหาร ในอำนาจใช้กฎหมายควบคุมสังคม กลับมองไม่เห็นความสำคัญในสิ่งนั้น

ในเมื่อกฎหมาย..ใช้ได้
แต่คนมีอำนาจสั่งการ ไม่ใช้

แบบนี้ จะให้ประชาชนใช้ “อำนาจสังคม” จัดการกันเองหรืออย่างไร
ดูเหมือนมีคน “เจตนา” ให้เป็นอย่างนั้นนะ!?

เปลว สีเงิน
๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗

Written By
More from plew
“โลกศาสตร์-จิตศาสตร์” – เปลว สีเงิน
เปลว สีเงิน ผมเป็นคนไทย ตอนนี้ ยังอิจฉาประเทศไทยเลย ก็ทั้งโลก….. กำลังทุกข์ขุกเข็ญ ทั้งภัยเศรษฐกิจ ภัยสงคราม ภัยโรคระบาด ทั้งหากินฝืดเคือง ยากจนค่นแค้น...
Read More
0 replies on ““หรือจะต้องไปถึงจุดนั้น”? – เปลว สีเงิน”