นายกรัฐมนตรีผลักดันการลงทุนใน EEC ยกระดับโลจิสติกส์ครบวงจร รถ ราง เรือ อากาศ ย้ำเป้าหมาย “เชื่อมไทย เชื่อมโลก”

1 ต.ค.63 เวลา 09.45 น. พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานการประชุมพร้อมมอบนโยบายการเชื่อมโยงท่าเรือแหลมฉบังกับนานาชาติ โดยมีนายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม นายดิสทัต โหตระกิตย์ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เลขาธิการ EEC เลขาธิการ  BOI ผู้บริหารระดับสูง (CEO ) จากบริษัทชั้นนำของไทยและต่างประเทศ ร่วมหารือแนวทางการเชื่อมโยงท่าเรือแหลมฉบังกับนานาชาติ ณ สำนักงานศุลกากรท่าเรือแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี

นายกรัฐมนตรีกล่าวต้อนรับและขอบคุณนักลงทุนที่เชื่อมั่นและมีการขยายการลงทุนในประเทศไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ EEC ที่มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง วันนี้ หวังสร้างความเข้าใจตรงกันกับทุกฝ่ายว่า นี่คือโอกาสในการลงทุนและเป็นความท้าทายของรัฐบาล ในการจะขับเคลื่อนแผนพัฒนาประเทศ โครงสร้างพื้นฐาน เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศไทยทั้งคนรุ่นเก่าและคนรุ่นใหม่

แม้ว่าจะเจอกับปัญหาที่เพิ่มขึ้น ในช่วง  COVID-19 รัฐบาลก็ไม่เคยหยุดคิด ยังคงมุ่งทำงานเพื่อวางรากฐานประเทศให้ขับเคลื่อนต่อไป ยืนยันว่ารัฐบาลจะทำงานอย่างเต็มที่ในการส่งเสริมการลงทุนของนักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศ ด้วยความโปร่งใส เป็นธรรม ทุกการลงทุนในทุกพื้นที่ทั้ง  EEC และระเบียงเศรษฐกิจพิเศษที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ทั้งนี้ ไทยยังเป็นประเทศแรกที่นำหลักการด้านสิทธิมนุษยชนมาใช้ในภาคธุรกิจด้วย

นายกรัฐมนตรีย้ำว่า ที่ผ่านมาได้ระดมทุกฝ่ายมาช่วยกันแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ช่วยเหลือเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบทุกกลุ่ม ผ่านทางมาตรการด้านการเงินและการคลัง รวมทั้งเร่งส่งเสริมให้เกิดการจ้างงานใหม่

โดยเมื่อเร็ว ๆ นี้ กระทรวงแรงงานได้จัดงาน JOB EXPO รวบรวมงานทั้งในประเทศและต่างประเทศกว่า 1 ล้านอัตรา ซึ่งรวมทั้งการจ้างงานกลุ่มนักศึกษาจบใหม่ โดยได้รับความร่วมมือจากภาคเอกชนเป็นอย่างดีอีกด้วย ซึ่งเป็นมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจในระยะสั้น นอกจากนี้ยังมีการวางรากฐานการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว ตามทิศทางของยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ด้วยโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ

โดยเฉพาะระบบคมนาคมขนส่งและโลจิสติกส์ พัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมาย ยกระดับขีดความสามารถด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม

นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงโครงการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ที่ได้เริ่มมาตั้งแต่ปี 2560 เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษที่ตอบโจทย์การลงทุนของอุตสาหกรรมเป้าหมายแห่งอนาคต และเป็น Logistics Hub ของภูมิภาค ซึ่งได้รับความสนใจจากนักลงทุนทั่วโลก มีคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่ EEC เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

แม้ช่วงวิกฤติ COVID การลงทุนใน EEC ก็ยังอยู่ในระดับสูง ช่วง 8 เดือนที่ผ่านมา มีคำขอรับการส่งเสริมใน EEC จำนวน 277 โครงการ และมีมูลค่าเงินลงทุนกว่า 85,000 ล้านบาท โดยคิดเป็นสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 54 ของคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนทั้งประเทศ  ทั้งนี้ โครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ต่าง ๆ ใน EEC

ทั้งโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน โครงการเมืองการบินอู่ตะเภา โครงการขยายท่าเรือแหลมฉบังและมาบตาพุด รวมทั้งโครงการพัฒนาเขตนวัตกรรม EECi ที่จังหวัดระยอง ได้ผู้ชนะการประมูลครบถ้วนแล้ว

ช่วงท้าย นายกรัฐมนตรี ยังเชิญชวนนักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติ ทั้งการลงทุนในไทยทั้งระยะสั้นและระยายาว พร้อมให้ความมั่นใจว่ารัฐบาลเตรียมความพร้อมทั้งด้านโลจิสติกส์ ระบบรถไฟความเร็วสูง  สาธารณูปโภค  แหล่งน้ำเพื่อการบริโภคและอุตสาหกรรม  รวมทั้งแรงงานฝีมือทั้งในและนอกระบบเพื่อตอบสนองการลงทุนของภาคเอกชน

ซึ่งขอเชิญชวนให้เอกชนแสวงหาโอกาส หรือเพิ่มการลงทุนที่ก่อให้เกิดโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ ตามมาอีกมากมาย เช่น การพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัล ผลิตภัณฑ์สมาร์ทอิเล็กทรอนิกส์ หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ ไปจนถึงอุตสาหกรรมด้านการแพทย์ เกษตรและอาหาร ซึ่งไทยพร้อมและมีศักยภาพ สำหรับข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากภาคเอกชนก็จะรับไปดำเนินการ เพื่ออำนวยความสะดวกในการดำเนินธุรกิจและขยายการลงทุนในไทยต่อไป


โดยก่อนหน้านั้น  นายกรัฐมนตรีประชุมแนวทางการเชื่อมโยงท่าเรือแหลมฉบังกับนานาชาติ ร่วมกับหัวหน้าหน่วยงานและองค์กรของไทย อาทิ ประธานกรรมการการท่าเรือแห่งประเทศไทย ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี  อธิบดีกรมศุลกากร

โดยการเดินหน้าตามแผนยุทธศาสตร์ชาติทั้งหมดให้ไทยเป็นศูนย์กลางเครือข่ายโลจิสติกส์ของภูมิภาคทั้งการขนส่งสินค้าและการสัญจร ทั้งนี้ ที่ประชุมได้มีการรายงานแผนงานเชื่อมโยงท่าเรือแหลมฉบังกับนานาชาติ ประกอบด้วย

โครงการท่าเรือบก (Dry Port) ให้เป็น One Stop Service ด้านโลจิกสิตส์และศุลกากร ด้วยการเชื่อมโยงการขนส่ง 2 ระบบ โดยเฉพาะระบบราง บรรเทาการจราจรทางถนน และลดความคับคั่งของท่าเรือ

โครงการเชื่อมโยงอ่าวไทย-อันดามัน หรือ Land Bridge ด้วยท่าเรือน้ำลึก 2 ฝั่ง ทั้งชุมพรและระนอง  โดยมีถนนหลัก Motorway ราง และรถไฟ เป็นตัวเชื่อม ลดต้นทุนทางขนส่งของประเทศ รวมไปถึงเพิ่มขีดความสามารถเชื่อมโยง BIMSTEC และทะเลจีนใต้ในอนาคต และโครงการสะพานไทย

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีมอบหลักการสำคัญการศึกษาทั้ง 3 โครงการ ต้องสร้างความเชื่อมโยง ให้เห็นความคุ้มค่าในการลงทุน สามารถสร้างผลประโยชน์เชิงเศรษฐกิจระหว่างทางด้วย ด้วยรูปแบบการลงทุนแบบ PPP เพื่อประหยัดงบประมาณ และนำเงินไปช่วยเหลือประชาชน โดยทุกอย่างโปร่งใส ไม่ให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อน โดยยึดประโยชน์ของประเทศและประชาชนเป็นสำคัญ

โดยนายกรัฐมนตรีเร่งทำงานโดยใช้ช่วงโควิด-19  เตรียมความพร้อมประเทศ เสริมความได้เปรียบทางเศรษฐกิจ เพื่อให้ไทยเป็นประเทศแรก ๆ ที่สามารถเปิดรับเศรษฐกิจหลังวิกฤตโควิด 19 ผ่านได้ทันที

Written By
More from pp
นายกฯ แสดงความเสียใจกรณี พญ.วราลัคน์ สุภวัตรจริยากุล หรือ “คุณหมอกระต่าย” ประสบอุบัติเหตุขณะเดินข้ามทางม้าลาย กำชับเจ้าหน้าที่ บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง
24 มกราคม 2565 นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยว่า  พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แสดงความเสียใจต่อกรณี...
Read More
0 replies on “นายกรัฐมนตรีผลักดันการลงทุนใน EEC ยกระดับโลจิสติกส์ครบวงจร รถ ราง เรือ อากาศ ย้ำเป้าหมาย “เชื่อมไทย เชื่อมโลก””