“เถียงกันมาเกือบ ๓ ปี… กับต้นตอและความรับผิดชอบของการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำในไทย! กระบวนการยุติธรรมก็ว่ากันไป แต่โจทย์ตรงหน้าตอนนี้คือ ‘อย่าปล่อยให้มันขยายพันธุ์’! การพบที่เขื่อนลำปาว จังหวัดกาฬสินธุ์ กว่า ๓๐๐ ตัว นั่นไม่ใช่แค่ข่าวประมง แต่คือสัญญาณเตือนภัยระดับชาติ… ถ้ารัฐเอาแต่ลอยตัว แล้วชาวบ้านยังแอบขนย้ายปล่อยลงคลองธรรมชาติกันอีก แหล่งน้ำไทยได้อวสานกันพอดี!”
นับเป็นสัญญาณเตือนให้เร่งตรวจสอบแหล่งน้ำที่เชื่อมต่อกัน รัฐบาลสั่งตรวจตัวอย่างน้ำด้วยเทคโนโลยี eDNA เพื่อเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยง ขณะที่งานวิจัยทางพันธุกรรมชี้ว่า การเคลื่อนย้ายโดยมนุษย์เป็นหนึ่งในช่องทางการแพร่กระจายในบางพื้นที่ของไทย
การป้องกันจึงไม่ใช่หน้าที่ของรัฐเพียงฝ่ายเดียว ประชาชนทุกคนมีส่วนช่วยป้องกันการแพร่กระจายของปลาหมอคางดำได้ ด้วยขั้นตอนต่อไปนี้
3 ขั้นตอนปฏิบัติระดับชุมชน สกัดการแพร่ระเสี่
1. อย่าปล่อย – อย่าเคลื่อนย้ายปลามีชีวิต: ห้ามนำปลาหมอคางดำไปปล่อยลงแม่น้ำ คลอง หนอง บึง หรือขนย้ายไปพื้นที่ใหม่โดยเด็ดขาด เนื่องจากงานวิจัยระบุว่าการเคลื่อนย้ายโดยมนุษย์เป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของการแพร่ระบาด
2. พบปลาต้องสงสัยถ่ายภาพ – ระบุพิกัด – แจ้งทันที: หากพบปลาลักษณะคล้ายปลาหมอคางดำ ให้ถ่ายภาพ บันทึกวัน เวลา และระบุพิกัดตำแหน่งที่พบ แล้วแจ้งสำนักงานประมงจังหวัดหรือประมงอำเภอทันที (หลีกเลี่ยงการขนส่งปลาไปส่งเองหากยังไม่ได้รับคำแนะนำ)
3. ร่วมเฝ้าระวังแหล่งน้ำใกล้บ้าน: ชุมชน กลุ่มประมง และท้องถิ่น ร่วมกันสังเกตความเปลี่ยนแปลงบริเวณจุดเชื่อมต่อแหล่งน้ำ หากพบสิ่งผิดปกติให้รวบรวมข้อมูลแจ้งหน่วยงานในพื้นที่ตรวจสอบทันที
ที่สำคัญรัฐควรเปิดเผยผลตรวจ ระบุพื้นที่เสี่ยงและแผนติดตาม พร้อมดำเนินการจับและกำจัดปลาในพื้นที่ที่พบอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่รอให้เกิดข่าวหรือพบการระบาดเพิ่มก่อนจึงค่อยลงมือ เพราะการหยุดปลาหมอคางดำไม่ให้มี “บ้านใหม่” ขึ้นอยู่กับว่าเราจะตรวจพบเร็วเพียงใด แจ้งเหตุได้ทันเวลาหรือไม่ และควบคุมการแพร่กระจายได้อย่างต่อเนื่องแค่ไหน
เรื่อง ‘ต้นตอ’ และ ‘คนรับผิด’… ก็ว่ากันไปตามพยานหลักฐานและกระบวนการยุติธรรมอย่าให้ขาดตกบกพร่อง! แต่เรื่อง ‘หยุดปลา’ ไม่ให้มีบ้านใหม่… มันคือเรื่องของวันนี้วินาทีนี้ที่รอให้คดีจบไม่ได้!
ยึดหลักง่ายๆ… ‘อย่าปล่อย อย่าขนย้าย หากพบให้แจ้งและช่วยกันเฝ้าระวัง’ ส่วนฝั่งรัฐก็อย่าเอาแต่นั่งรอข่าวแล้วค่อยตื่นไฟลนก้นต้องขนเครื่องไม้เครื่องมือส่งเจ้าหน้าที่ลงลุยตรวจ eDNA ให้ต่อเนื่อง
ชาวบ้านต้องเป็นหูเป็นตา รัฐต้องเป็นที่พึ่งพาและสนับสนุน… ทุกคนต้องเป็นฟันเฟืองสกัดกั้นร่วมกัน.
