“aHUS” โรคหายากที่ต้องแข่งกับเวลา รู้เร็ว รักษาเร็ว เพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยเด็กกลับไปใช้ชีวิต

เนื่องในโอกาสวันรณรงค์สร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับโรค aHUS หรือ Atypical Hemolytic Uremic Syndrome เมื่อวันที่ 24 กันยายนที่ผ่านมา จึงเป็นอีกหนึ่งโอกาสสำคัญในการสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคหายากที่สามารถพบได้ตั้งแต่วัยเด็ก และยังไม่เป็นที่รู้จักในวงกว้าง โดยโรค aHUS เป็นกลุ่มอาการที่มีลักษณะสำคัญ ได้แก่ ภาวะเม็ดเลือดแดงแตก เกล็ดเลือดต่ำ และการทำงานของไตบกพร่อง โรคนี้มีความเกี่ยวข้องกับความผิดปกติของการควบคุมระบบภูมิคุ้มกันชนิดคอมพลีเมนต์ ทำให้เกิดการถูกกระตุ้นมากเกินไป ส่งผลให้เยื่อบุหลอดเลือดเกิดความเสียหายและเกิดลิ่มเลือดในหลอดเลือดขนาดเล็ก ซึ่งอาจกระทบต่อการทำงานของไตและอวัยวะอื่นๆ

ศาสตราจารย์ แพทย์หญิงนงนุช สิระชัยนันท์ หัวหน้าสาขาวิชาโลหิตวิทยาและมะเร็งวิทยา ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายว่า “โรค aHUS เป็นโรคที่พบได้น้อยมาก จากข้อมูลที่มีการรายงานพบอุบัติการณ์ประมาณ 1–2 รายต่อประชากร 1 ล้านคนต่อปี ในประเทศไทย ผู้ป่วยประมาณ 50% ได้รับการวินิจฉัยในช่วงวัยเด็ก โดยสามารถพบได้ตั้งแต่อายุต่ำกว่า 1 ปีไปจนถึงวัยผู้ใหญ่ จากข้อมูลย้อนหลังประมาณ 20 ปีของโรงพยาบาลรามาธิบดี พบผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยอย่างชัดเจนประมาณ 5 ราย โรคนี้มีความท้าทายทั้งในด้านการวินิจฉัยและการรักษา โดยเฉพาะในอดีตที่ยังไม่มีการตรวจที่ครบถ้วน ประกอบกับอาการของโรคบางอย่างอาจคล้ายคลึงกับโรคหรือภาวะอื่น รวมถึงยังไม่มียาที่ใช้รักษาจำเพาะเหมือนในปัจจุบัน”

ศาสตราจารย์ แพทย์หญิงนงนุช สิระชัยนันท์ หัวหน้าสาขาวิชาโลหิตวิทยาและมะเร็งวิทยา ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

สังเกตสัญญาณผิดปกติ เข้ารับการตรวจและวินิจฉัยโดยเร็ว

แพทย์หญิงนงนุช กล่าวเพิ่มเติมว่า “ผู้ป่วยบางรายอาจเริ่มมีอาการหลังมีปัจจัยกระตุ้น เช่น การติดเชื้อหรือการเจ็บป่วย ผู้ปกครองจึงควรสังเกตความเปลี่ยนแปลงของเด็ก โดยเฉพาะอาการ ซึมลงกว่าปกติ ซีด ปัสสาวะออกน้อย ตัวหรือใบหน้าบวม มีจุดเลือดออกหรือเลือดออกง่าย และในผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการทางระบบประสาท เช่น ชัก ควรพาเด็กไปพบแพทย์โดยเร็ว เพื่อรับการตรวจเพิ่มเติม เช่น การตรวจเลือดร่วมกับการตรวจการทำงานของไตที่ผิดปกติ รวมถึงการตรวจทางพันธุกรรม เพื่อหาความผิดปกติที่เกี่ยวข้องกับระบบคอมพลีเมนต์”

ลิ่มเลือดที่กรวยไต ที่มาข้อมูล: Michael M,  et al Lancet. 2022;400(10364):1722-1740

“หนึ่งในอวัยวะสำคัญที่ได้รับผลกระทบจากโรค aHUS คือ ไต หากโรคดำเนินต่อเนื่องและเกิดความเสียหายต่ออวัยวะเป็นเวลานาน ผู้ป่วยอาจมีการทำงานของไตลดลงเรื้อรัง รวมถึงเกิดภาวะแทรกซ้อนต่ออวัยวะอื่นได้ ดังนั้น การวินิจฉัยให้ได้เร็วและเริ่มการรักษาที่เหมาะสมโดยเร็ว จึงมีความสำคัญต่อการลดความเสียหายของไตและอวัยวะอื่น ๆ รวมถึงเพิ่มโอกาสในการฟื้นตัวและรักษาคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยในระยะยาว”

ปัจจุบันยังไม่มีการตรวจคัดกรองโรค aHUS สำหรับประชากรทั่วไปก่อนมีอาการ เนื่องจากเป็นโรคที่พบได้น้อย          อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่ครอบครัวมีผู้ป่วยโรค aHUS และตรวจพบความผิดปกติทางพันธุกรรมที่เกี่ยวข้องกับโรค สมาชิกในครอบครัวที่อาจมีความเสี่ยงสามารถปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินความเสี่ยง และแนะนำการดูแลอย่างใกล้ชิด เช่น การเฝ้าระวังอาการ รวมถึงการตรวจเลือดหรือปัสสาวะ เพื่อให้สามารถตรวจพบความผิดปกติและเข้าสู่กระบวนการวินิจฉัยได้เร็วขึ้น

เมื่อมีทางเลือกในการรักษา แต่ “การเข้าถึง” ยังเป็นอีกโจทย์สำคัญ

ในอดีต เมื่อยังไม่มียารักษาที่จำเพาะ ผู้ป่วยจะได้รับการรักษาด้วยการเปลี่ยนถ่ายพลาสมาโดยนำพลาสมาของผู้ป่วยออกและทดแทนด้วยพลาสมาปกติ ซึ่งผู้ป่วยบางรายตอบสนองต่อการรักษา แต่บางรายอาจไม่ตอบสนองและมีภาวะไตวายตามมา แต่ช่วงประมาณ 2 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมียาอีคูลิซูแมบ ซึ่งเป็นยาที่ยับยั้งการกระตุ้นระบบคอมพลีเมนต์ ลดการอักเสบและการทำลายเซลล์หลอดเลือด รวมถึงลดการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือด จากข้อมูลการศึกษา การรักษาด้วยยาดังกล่าวให้ผลดีกว่าการรักษาแบบดั้งเดิมด้วยการเปลี่ยนถ่ายพลาสมา โดยหลังได้รับยาอีคูลิซูแมบ พบว่าการทำงานของไตดีขึ้น เกล็ดเลือดและเม็ดเลือดแดงกลับเข้าสู่ภาวะปกติ รวมถึงคุณภาพชีวิตในด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และการกลับไปโรงเรียนดีขึ้นอย่างชัดเจน ผู้ป่วยสามารถกลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติ

เกล็ดเลือดต่ำ

อย่างไรก็ตาม โรคหายากจำเป็นต้องอาศัยการตรวจวินิจฉัยที่ซับซ้อนและการรักษาที่มีค่าใช้จ่ายสูง ซึ่งอาจเป็นข้อจำกัดสำหรับผู้ป่วยและครอบครัว โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายบางส่วนที่สิทธิการรักษาอาจยังไม่ครอบคลุม มูลนิธิรามาธิบดีฯ จึงเข้ามามีบทบาทในการช่วยเติมเต็มช่องว่างดังกล่าว ผ่านการสนับสนุนโครงการช่วยเหลือผู้ป่วยที่มีความจำเป็น ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การตรวจเพิ่มเติม เช่น การตรวจทางพันธุกรรม ไปจนถึงค่าใช้จ่ายด้านการรักษาตามความเหมาะสม โดยผ่านกระบวนการพิจารณาตามหลักเกณฑ์ของโครงการ

“โรคหายาก” ไม่ควรหมายถึง “โอกาสที่น้อยลง”

“แม้โรค aHUS จะเป็นโรคที่พบไม่บ่อย แต่ไม่ได้หมายความว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วยและครอบครัวจะน้อยลง สำหรับประชาชนและผู้ปกครอง สิ่งสำคัญคือการสังเกตความผิดปกติและพาผู้ป่วยมาพบแพทย์โดยเร็ว ขณะที่สำหรับบุคลากรทางการแพทย์ การนึกถึงโรค aHUS เป็นหนึ่งในโรคที่ต้องพิจารณาเมื่อพบอาการใกล้เคียง จะช่วยนำไปสู่การตรวจวินิจฉัยและส่งต่อผู้ป่วยเข้าสู่การรักษาที่เหมาะสมได้อย่างทันท่วงที

 

“รู้เร็ว วินิจฉัยเร็ว และส่งต่อเร็ว จึงเป็นหัวใจสำคัญ เพราะสำหรับโรคที่สามารถดำเนินไปอย่างรวดเร็ว “เวลา” อาจหมายถึงโอกาสในการลดความเสียหายของอวัยวะและเพิ่มโอกาสในการฟื้นตัวของผู้ป่วย”แพทย์หญิงนงนุช กล่าวทิ้งทาย

นอกเหนือจากการสร้างความตระหนักรู้ ขอเชิญชวนทุกคนร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการ “ให้” โอกาสและอนาคตแก่ชีวิตเล็ก ๆ ที่ต้องเผชิญกับโรคร้ายตั้งแต่วัยเด็ก เพราะทุกการให้ช่วยหยุดความรุนแรงของโรค รักษาชีวิต และคืนอนาคตให้ผู้ป่วยเด็กได้ก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบาก ให้พวกเขาได้มีโอกาสเติบโต เรียนรู้ ไปโรงเรียน และใช้ชีวิตนอกรั้วโรงพยาบาล

ร่วมบริจาคเพื่อสร้างโอกาสและอนาคตให้กับผู้ป่วยเด็ก ผ่านโครงการช่วยเหลือผู้ป่วยเด็กยากไร้ ชื่อบัญชี

“มูลนิธิรามาธิบดี” โดยสามารถบริจาคผ่านบัญชีธนาคาร ดังนี้

  • ธ.ไทยพาณิชย์ 026-4-26671-5
  • ธ.กสิกรไทย 879-2-00448-3
  • ธ.กรุงเทพ 090-7-00123-4
  • บริจาคออนไลน์เลือกตามโครงการได้ https://www.ramafoundation.or.th/donastion
Written By
More from pp
นายกฯ สั่งเตรียมมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว เน้นปลอดภัย
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกล่าวก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรีเน้นย้ำถึงการพิจารณาขยายเวลาการบังคับใช้ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ออกไปอีก 1 เดือนจนถึงสิ้นเดือนมิ.ย.63
Read More
0 replies on ““aHUS” โรคหายากที่ต้องแข่งกับเวลา รู้เร็ว รักษาเร็ว เพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยเด็กกลับไปใช้ชีวิต”