15 มกราคม 2569 มติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ หรือ กพช. เมื่อวันที่ 15 ก.ค. 2569 ซึ่งมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นั่งหัวโต๊ะเป็นประธาน อาจยังไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของการแก้ค่าไฟทั้งระบบ แต่ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญ เพราะหลายเรื่องเป็นข้อเรียกร้องที่ประชาชน ภาคธุรกิจ และผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานพูดกันมานาน แต่ไม่มีรัฐบาลใดเดินหน้าอย่างเป็นรูปธรรมเท่าครั้งนี้
สาระของมติ กพช. ไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขค่าไฟเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การ “กล้ารื้อ” โครงสร้างที่ซ่อนอยู่หลังบิลค่าไฟ ตั้งแต่ภาระไฟสาธารณะ สัญญาซื้อไฟราคาแพง ระบบผูกขาดซื้อขายไฟฟ้า ต้นทุนของดาต้าเซ็นเตอร์ ไปจนถึงการเปิดทางให้ชุมชนมีส่วนเป็นเจ้าของพลังงานสะอาดมากขึ้น
ถอดไฟสาธารณะ ออกจากบิลประชาชน
เรื่องแรกคือการแยกค่าไฟฟ้าสาธารณะออกจากบิลค่าไฟของประชาชน กพช. เห็นชอบให้ถอดต้นทุนไฟฟ้าสาธารณะ เช่น ไฟถนน ออกจากอัตราที่เรียกเก็บจากผู้ใช้ไฟทั่วไป และกำหนดเป็นอัตราใหม่โดยเฉพาะ พร้อมให้ กกพ. ปรับปรุงกฎหมายและระเบียบกองทุนพัฒนาไฟฟ้า เพื่อหาแหล่งเงินใหม่มารองรับ
นี่คือการยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า ภาระที่รัฐควรรับผิดชอบ ไม่ควรถูกซ่อนไว้ในบิลค่าไฟของครัวเรือน การถอดต้นทุนส่วนนี้ออกจึงไม่ใช่แค่การลดค่าไฟ แต่เป็นการทำให้โครงสร้างค่าไฟโปร่งใส และเป็นธรรมกับประชาชนมากขึ้น
นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้เหมือนเป็นการ ผ่าตัดโครงสร้างครั้งสำคัญทั้งการแยกไฟสาธารณะออกจากกลุ่มผู้ใช้ไฟเดิม และการลดค่าไฟสำหรับบ้านอยู่อาศัย 200 หน่วยแรก เหลือ 3 บาทต่อหน่วย ซึ่งจะเริ่มในรอบบิลเดือนสิงหาคม
ลดค่าไฟบ้าน เห็นผู้เช่าตัวจริง
อีกเรื่องที่ประชาชนรอมานาน คือการลดค่าไฟบ้านอยู่อาศัย โดยเฉพาะกลุ่มใช้ไฟไม่เกิน 200 หน่วย ให้เหลือ 3 บาทต่อหน่วย มตินี้ตอบโจทย์คนใช้ไฟน้อย ซึ่งส่วนใหญ่คือครัวเรือนรายได้น้อย ผู้เช่าห้อง นักศึกษา และแรงงานที่ต้องแบกค่าครองชีพทุกเดือน
ที่สำคัญ กพช. ยังขยายนิยามบ้านอยู่อาศัยให้ครอบคลุมบ้านเช่า หอพัก อพาร์ตเมนต์ และบ้านที่ไม่มีทะเบียนบ้าน ซึ่งเดิมบางส่วนต้องใช้อัตราไฟชั่วคราวที่แพงกว่า รายละเอียดนี้สะท้อนว่า รัฐบาลไม่ได้มองแค่เจ้าของบ้าน แต่เริ่มมองเห็นผู้ใช้ไฟตัวจริง ที่อยู่ในระบบเช่าและมักตกหล่นจากมาตรการรัฐ
การลดค่าไฟ 200 หน่วยแรกจึงไม่ใช่เพียงมาตรการอุดหนุนค่าไฟ แต่เป็นการออกแบบให้เข้าใกล้ชีวิตจริงมากขึ้น เพราะคนจำนวนมากไม่ได้มีบ้านของตัวเอง แต่เป็นผู้เช่าที่จ่ายค่าไฟทุกเดือน และได้รับผลกระทบจากค่าไฟแพงไม่ต่างจากเจ้าของบ้าน
เปิดเสรีไฟสะอาด รื้อสัญญาแพง
นอกจากนี้ หัวใจของการแตะโครงสร้างผูกขาดอยู่ที่การเปิดเสรีไฟสะอาดควบคู่กับการรื้อสัญญาซื้อไฟแพง กพช. ได้อนุมัติให้ขยาย Direct PPA ผ่าน Third Party Access ครอบคลุมทั้งดาต้าเซ็นเตอร์และอุตสาหกรรมอื่นที่ต้องการไฟสะอาด เปิดให้ผู้ใช้ไฟจัดหาไฟฟ้าจากผู้ผลิตได้โดยตรง
โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ชี้ว่าแนวทางนี้คือการเดินหน้าไปสู่ตลาดซื้อขายไฟสะอาดอย่างเสรี ให้มีการแข่งขัน ไม่ให้ผูกขาด ใครผลิตได้ถูก ผู้ซื้อก็มีสิทธิเลือกซื้อจากผู้ผลิตรายนั้น โดยการไฟฟ้าจะทำหน้าที่ดูแลระบบโครงข่าย แทนการเป็นผู้ซื้อไฟทั้งหมดแล้วนำไปขายต่อเหมือนเดิม
เมื่อประกอบกับมติเรื่อง Adder ที่ให้จัดการสัญญาซื้อไฟแพงชั่วนิรันดร์ ทั้งการกำหนดวันสิ้นสุดสัญญา SPP และ VSPP ประเภท Non-Firm ที่ต่ออายุอัตโนมัติ และปรับอัตรารับซื้อไฟให้สอดคล้องต้นทุนจริง จะเห็นว่า รัฐบาลกำลังแตะทั้งตลาดไฟฟ้าใหม่และต้นทุนเก่าที่ฝังอยู่ในระบบ ไปพร้อมกัน
เพราะค่าไฟแพงไม่ได้เกิดจากค่า Ft อย่างเดียว แต่มีต้นทุนจำนวนมากฝังอยู่ในสัญญาระยะยาวและโครงสร้างการรับซื้อไฟฟ้า การเริ่มรื้อสัญญาที่ถูกเรียกว่าแพงชั่วนิรันดร์จึงเป็นสัญญาณว่า รัฐบาลชุดนี้ไม่ได้ตั้งใจลดค่าไฟเฉพาะหน้า แต่กำลังแตะต้นตอที่เคยถูกมองว่าแตะยากที่สุดเรื่องหนึ่ง
ดาต้าเซ็นเตอร์ลงทุนได้ ต้องรับต้นทุนได้
ดาต้าเซ็นเตอร์เป็นทั้งโอกาสและความเสี่ยงของเศรษฐกิจไทย ซึ่งนายกฯ อนุทิน กล่าวเรื่องนี้ในที่ประชุม กพช. ว่า ประเทศไทยไทยกำลังได้รับความเชื่อมั่นจากนักลงทุนระดับโลกมากขึ้น โดยเฉพาะดาต้าเซ็นเตอร์และโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI รัฐบาลจึงต้องเตรียมระบบไฟฟ้า การส่งกำลังไฟ และพลังงานหมุนเวียนให้พร้อมรองรับ
แต่การรองรับการลงทุนต้องไม่ทำให้ประชาชนแบกต้นทุนแทน เป็นที่มาของมติ กพช. ที่เคาะกำหนดให้ดาต้าเซ็นเตอร์ต้องมีอัตราค่าไฟเฉพาะ เพื่อสะท้อนต้นทุนจริง ทั้ง LNG นำเข้า และการลงทุนขยายระบบโครงข่ายไฟฟ้าที่ต้องมีความมั่นคงสูง รวมถึงให้ดาต้าเซ็นเตอร์รายใหญ่วางหลักประกันการใช้สายส่ง และต้องมีแผนบริหารจัดการน้ำประกอบ
นี่คือการส่งสัญญาณว่า ประเทศไทยเปิดรับการลงทุนโลก แต่ไม่ใช่แบบเปิดประตูแล้วให้ประชาชนร่วมจ่ายต้นทุนที่ตามมา ดาต้าเซ็นเตอร์ใช้ไฟมาก ใช้น้ำมาก และต้องการระบบสำรองสูง หากไม่แยกต้นทุนให้ชัด ภาระ LNG สายส่ง และทรัพยากรน้ำ อาจย้อนกลับมาอยู่ในค่าไฟของครัวเรือนทั่วไป
โซลาร์ชุมชน สู่ “การไฟฟ้าประชาชน”
นอกจากนี้ การที่ กพช. มีมติเดินหน้าโซลาร์ฟาร์มชุมชน 1,500 เมกะวัตต์ ถือว่าเชื่อมโดยตรงกับแนวคิด “การไฟฟ้าประชาชน” ที่พรรคภูมิใจไทยเคยประกาศไว้ กพช. เห็นชอบให้เดินหน้าโครงการขนาดไม่เกิน 10 เมกะวัตต์ต่อโครงการ หลักการ 1 ตำบล 1 โครงการ และปรับเกณฑ์คัดเลือกให้แข่งขันด้วยคะแนนคุณภาพ ไม่ใช่ยื่นก่อนได้ก่อน
รายละเอียดสำคัญคือ จำกัดผู้พัฒนาแต่ละรายได้รับคัดเลือกสูงสุดไม่เกิน 30 เมกะวัตต์ เพื่อลดการกระจุกตัว และนำประโยชน์จากส่วนต่างราคาไปลดค่าไฟแก่ผู้ใช้ไฟทุกรายอย่างเท่าเทียมกัน นี่คือการเปลี่ยนประชาชนจากผู้จ่ายค่าไฟปลายทาง ให้มีโอกาสเป็นส่วนหนึ่งของระบบผลิตไฟฟ้าสะอาดในพื้นที่ของตนเอง
ภาพรวมของ กพช. รอบนี้นับได้ว่าเป็น “นัดพิเศษ” ที่ไม่ได้มีแค่เรื่องลดค่าไฟ แต่ได้จัดวางสมการใหม่ของพลังงานไทย ด้านหนึ่งดูแลประชาชน อีกด้านต้องรองรับการลงทุนโลก ขณะเดียวกันต้องลดการผูกขาด รื้อสัญญาแพง และให้ผู้ใช้ไฟรายใหญ่รับผิดชอบต้นทุนของตัวเอง
แน่นอนว่าเส้นทางหลังจากนี้ยังมีเรื่องต้องทำอีกมาก ทั้งการแก้กฎหมาย กฎระเบียบ กองทุนพัฒนาไฟฟ้า การเจรจาสัญญาเดิม การออกแบบตลาด Direct PPA และการทำให้โซลาร์ชุมชนไม่ตกไปอยู่ในมือทุนรายใหญ่ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วคือ “รัฐบาลอนุทิน” เริ่มเปิดประตูบานที่หลายรัฐบาลเคยลังเล
ในทางการเมือง นี่คือพื้นที่ที่รัฐบาลอนุทินต้องพิสูจน์ต่อว่ากล้าทำ แล้วจะทำให้จบได้หรือไม่ แต่ในทางนโยบาย ต้องยอมรับว่า มติ กพช. ชุดนี้เริ่มแตะจุดที่เป็นรากของปัญหาค่าไฟไทยจริง ไม่ใช่เพียงลดตัวเลขหน้าบิลค่าไฟเพื่อผ่านแรงกดดันรายเดือนเหมือนที่ผ่านมา.
