เปลว สีเงิน
๙ กรกฏา. “นายกฯ อนุทิน” ไปมาเลย์
ในวันเดียวกัน
ตอน ๙.๐๐ น. “ศาลรัฐธรรมนูญ” จะพิจารณาวินิจฉัย กรณี สส.ฝ่ายค้านยื่นตีความ “พ.ร.ก.กู้เงิน ๔ แสนล้านบาท” ว่าเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๒ หรือไม่?
ก็เลยเกิดคำถามในภาพรวมขึ้นว่า
ถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยด้วยเสียงข้างมากว่า พรก.กู้เงิน ๔ แสนล้าน “ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ”
รัฐบาลก็อยู่ปฎิบัติหน้าที่ต่อไป
แต่ถ้าศาลวินิจฉัยว่า “ขัดรัฐธรรมนูญ” ล่ะ?
ขั้นแรก เงินงบประมาณที่กู้มา ก็ต้องคืนกลับไป
ขั้นที่สอง ในทางกฎหมาย “รัฐบาลไม่ต้องลาออก”
ขั้นที่สาม ในทางสปิริต นายกฯ ต้องแสดงความรับผิดชอบ
๑.ลาออก หรือไม่ก็
๒.ยุบสภา!
เพราะอย่างนี้แหละครับ ขบวนการอิจฉาริษยาจึงตีปลาหน้าไซตูมตามล่วงหน้ากันครึกโครม ถึงขึ้นระบุตัวคนจะมาเป็นนายกฯ แทน
แรกๆ ยังเขิน แค่ใบ้อักษร ศ.
แต่พอใกล้วันที่ศาลฯ จะพิจารณาวินิจฉัย ใส่เต็มยศเลย
ว่า ศ.นั้น คือ “ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ” อดีตผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ ที่เป็น “องคมนตรี” ในปัจจุบัน!
โถ…ไอ้พวกนี้ มันอาศัยความอ่อนเยาว์ของชาวบ้านในด้านกฎหมายและการเมือง ปั่นข่าวที่เป็นไปไม่ได้หลอกให้ตื่นตูมแท้ๆ
สมมติ “นายกฯ อนุทิน” ต้องลาออก
คนอยู่ในบัญชีรายชื่อนายกฯ ของพรรคเท่านั้น ที่มีสิทธิ์จะขึ้นมาเป็นนายกฯต่อจากนายกฯ อนุทินได้!
ดร.เศรษฐพุฒิ นั้น นอกจากไม่ปรารถนาตำแหน่งใดๆ ทางการเมืองแล้ว ตัวท่านเองก็ไม่ได้อยู่ในบัญชีรายชื่อนายกฯ ของพรรคใดด้วย
ที่สำคัญ ท่านอยู่ในสถานะ “องคมนตรี”…
แล้วเรื่องอะไรที่ไอ้นรกจกเปรตพวกนี้ ไปดึงชื่อท่านลงมาใช้หลอกลวงคน โดยหวังให้เชื่อมโยงไปถึงสถาบันในทางเล่ห์เจตนาร้าย!?
เอาละ…เพื่อการฟังคำพิจารณาวินิจฉัยเช้านี้ที่ไม่งง ผมขอลำดับประเด็นย่อๆ ให้ทราบก่อน
เพราะเคสนี้ จะแตกต่างกับทุกเคสที่ผ่านมา
ก่อนอื่น ต้องรู้ก่อน ที่เรียกกันว่า “พรก.กู้เงิน ๔ แสนล้านบาท” นั้น ชื่อเต็มๆ คือ
‘พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.๒๕๖๙”
มัน ๒ ประเด็นซ้อนกันอยู่ในพรก.ฉบับเดียวกัน ภายใต้วงเงินที่จะกู้ไม่เกิน ๔ แสนล้านบาท คือ
“๒ แสนล้านแรก”
ใช้ในโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส, เติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ, ดูแลเกษตรกร และ SME”
“๒แสนล้านหลัง”
ใช้ในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างพลังงานระยะยาว คือเปลี่ยนจากใช้พลังงานฟอสซิลไปสู่การใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทน และพลังงานทางเลือก
รวมทั้งพัฒนาทักษะของประชาชนและนวัตกรรมเกี่ยวกับเรื่องพลังงานทางเลือก
เนี่ย…๒ แสนล้านหลัง ฝ่ายค้านเขาติดใจว่า….
“การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ๒ แสนล้านบาท ไม่เห็นจะเกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจตรงไหน
และไม่ได้เป็นเรื่องเร่งด่วนฉุกเฉิน ที่มีความจำเป็นอันไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ก่อนที่สภาจะพิจารณาอนุมัติใช่หรือไม่?”
เขาติดใจตรงนี้ จึงอาศัย มาตรา ๑๗๓
ยื่น “ศาลรัฐธรรมนูญ” ให้พิจารณาวินิจฉัยในประเด็นนี้ ว่าเป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๗๒ หรือไม่?
นี่แหละ ที่ผมว่าแตกต่างกว่าทุกเคส เพราะใน “พรก.ฉบับเดียว” แต่มี ๒ ประเด็นที่ ๙ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญต้องวินิจฉัย
เราก็ต้องรอดูว่า….
ศาลฯ ท่านจะพิจารณาวินิจฉัย “พรก.กู้เงิน ๔ แสนล้านบาท” ทั้งฉบับ ว่าชอบตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๒
หรือ ทั้งฉบับ ไม่ชอบตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๒
หรือศาลฯ จะพิจารณาวินิจฉัย “แยกส่วน” เป็น ๒ แสนล้านแรกส่วนหนึ่ง และ ๒ แสนล้านหลังอีกส่วนหนึ่ง
นี่ก็ต้องตามดูเช้าวันนี้…
ถ้าศาลฯ วินิจฉัยว่าไม่ชอบทั้งฉบับ ประชาชนชาว “ไทยช่วยไทย พลัส” คงต้องร้องไห้ขี้มูกโป่งไปตามๆ กัน
แต่ถ้าวินิจฉัยแบบแยก ๒ ส่วน สมมติมีมติออกมา ชอบส่วนหนึ่ง ไม่ชอบส่วนหนึ่ง ในพรก.ฉบับเดียวกัน
แบบนี้…คงจะเป็นปัญหาโลกแตก!
แตกแบบไหนนั้น ก็คงต้องรอฟัง “เกจิหน้าจอ” เขาเฉาฉุ่ยในแต่ละช่อง
เดือนกรกฏา.นี่ เขาว่า เลข ๙ กับ ๑๙ ต้องระวังสงคราม ยิงกันตูมตามทั้งในบ้านเขาและบ้านเรา
นั่งๆ จิ้มคอมฯ คุยกะท่าน อยู่นี่ ก็เห็นข่าวสหรัฐฯ กับอิหร่านล่อกันตูมตามแถวช่องแคบฮอร์มุซอีกแล้ว
“ประธานาธิบดีทรัมป์” ช่วงนี้น่าจะไปหาหลวงพ่ออาบน้ำมนต์ลงยันต์เกราะเพชรไว้บ้างก็ดี
อย่าลืมชวน “เนทันยาฮู” ไปด้วยล่ะ ล่อเขามามาก ถึงคราวจะถูกเขาล่อเอามั่งละตานี้
ทุกวันนี้ มีแต่คนหายใจเป็นเรื่องเทคโนโลยี จนลืมบางสิ่ง-บางอย่างไป ผมอ่านที่แฟนเพจเขาส่งมา “กระตุกสติ” มนุษย์ยุคเทคโนโลยีได้ดีมาก จึงเก็บมาฝากให้อ่านกัน
………………………….
โมทย์
“สวีเดน” ยูเทิร์นกลับหาเงินสด!
คลอดกฎหมายใหม่ บังคับ “ซูเปอร์มาร์เก็ต-ร้านขายยา” ต้องรับแบงก์และเหรียญ
ผวาความมั่นคงระดับชาติ หลังสงครามระอุ-ระบบออนไลน์เสี่ยงล่มจากสงครามไซเบอร์!
“สวีเดน” ประเทศที่เป็นผู้นำเทรนด์ “สังคมไร้เงินสด” (Cashless Society) จนเหรียญและธนบัตรแทบจะสูญพันธุ์ไปจากประเทศ
เพราะไม่ว่าจะซื้อไอศกรีมตามซุ้มริมถนนหรือบริการใดๆ ทุกคนล้วนใช้การแตะบัตรเครดิตหรือโอนผ่านแอปพลิเคชัน “Swish” ทั้งสิ้น
ทว่าล่าสุด เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งประวัติศาสตร์
เมื่อรัฐบาลสวีเดนประกาศบังคับใช้ “กฎหมายเงินสด” ฉบับใหม่ บังคับให้ร้านขายของชำ ซูเปอร์มาร์เก็ต และร้านขายยาทั่วประเทศ
ต้องกลับมาเปิดรับเงินสดอีกครั้ง อย่างไม่มีข้อยกเว้นค่ะ
∆ เหตุผลหลัก ความมั่นคงทางภูมิรัฐศาสตร์ และระบบล่มยามเกิดภัยพิบัติ
เอลิน ริโทลา (Elin Ritola) ผู้แทนจากธนาคารกลางสวีเดน (Riksbank) เปิดเผยถึงเหตุผลเบื้องหลังความเร่งด่วนในการเข็นกฎหมายนี้ออกมาว่า
- ภัยคุกคามทางภูมิรัฐศาสตร์
จากความตึงเครียดของสถานการณ์โลกและสงครามในยุโรปที่ทวีความรุนแรงขึ้น “เงินสด” จึงถูกมองว่าเป็น “เครื่องมือความมั่นคงขั้นพื้นฐาน”
- ระบบจ่ายเงินที่ไม่มีวันล่ม
หากระบบอินเทอร์เน็ตล่ม, สัญญาณดาวเทียมถูกตัด หรือไฟฟ้าดับทั่วประเทศเนื่องจากภัยสงคราม
ระบบ “สแกนจ่ายดิจิทัล” ทั้งหมด จะกลายเป็นอัมพาตทันที
ในเวลานั้น “เงินสด” จะเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้เศรษฐกิจและการประทังชีวิตของประชาชนยังเดินหน้าต่อไปได้
∆ รัฐบาลแจกคำแนะนำ
ประชาชนควร “ตุนเงินสด” ติดบ้านไว้เสมอ!
หน่วยงานป้องกันพลเรือนและการบรรเทาสาธารณภัยของสวีเดน (MSB)
ได้ออกประกาศคำแนะนำอย่างเป็นทางการแก่ประชาชนวัยผู้ใหญ่ทุกคนว่า
ควรเก็บเงินสดขั้นต่ำประมาณ 1,000 โครนาสวีเดน (หรือประมาณ 90 ยูโร / ราว 3,400 บาท) ติดตัวหรือใส่เซฟไว้ที่บ้านตลอดเวลา
เพื่อเป็นหลักประกันความเสี่ยงยามเกิดวิกฤตฉุกเฉิน
ซึ่งสถิตินี้ ทำให้คนสวีเดนหลายคนตื่นตัว
เนื่องจากประชากรส่วนใหญ่ “ไม่ได้จับเงินสด” มานานหลายปีแล้วจากพฤติกรรมความโปรดปรานในเทคโนโลยี
∆ บทเรียนราคาแพงจาก “สงครามไซเบอร์ 2021”
สวีเดนเคยเผชิญความเจ็บปวดจากการพึ่งพาระบบดิจิทัลแบบ 100% มาแล้วในปี ค.ศ. 2021
เมื่อเครือข่ายซูเปอร์มาร์เก็ตยักษ์ใหญ่กว่า 800 สาขาทั่วประเทศ ถูกแฮกเกอร์โจมตีทางไซเบอร์ (Cyberattack) จนระบบคิดเงินล่มพร้อมกันหมด
ประชาชนไม่สามารถซื้ออาหารหรือของประทังชีวิตได้เลยเนื่องจากร้านค้าในตอนนั้นไม่รับเงินสด
เหตุการณ์นั้น กลายเป็นสัญญาณเตือนภัยครั้งใหญ่ที่ทำให้รัฐบาลตระหนักถึงภัยเงียบนี้
∆ มิติทางสังคม “เงินสด” คือการโอบรับคนทุกกลุ่ม
บียอร์น เอริกซอน (Björn Eriksson) แกนนำกลุ่มขับเคลื่อนเพื่อการอนุรักษ์เงินสดในกรุงสต็อกโฮล์ม ออกมาแสดงความยินดีกับกฎหมายฉบับนี้อย่างยิ่ง
โดยเขาต่อสู้เรื่องนี้มานาน เพราะมองว่าการบังคับใช้ระบบดิจิทัลเพียงอย่างเดียว เป็นการใจร้ายต่อประชากรบางกลุ่ม
- กลุ่มผู้สูงอายุและผู้พิการ
มีประชากรจำนวนไม่น้อย ที่ไม่สามารถเข้าถึงสมาร์ทโฟน
หรือมีข้อจำกัดทางร่างกายและสติปัญญาในการใช้งานแอปพลิเคชันธนาคารที่ซับซ้อน
การไม่มีช่องทางเงินสด จึงเท่ากับการ “ตัดขาด” พวกเขาออกจากระบบสังคม
- สิทธิ์ในการเลือก “เอริกซอน” ย้ำว่า ผู้บริโภคควรมีสิทธิ์เลือกอย่างเสรี ใครใคร่จ่ายดิจิทัลก็ทำไป
แต่ระบบต้องไม่ปิดกั้นคนที่ต้องการใช้แบงก์และเหรียญค่ะ
**** “นี่คือกรณีศึกษาที่น่าสนใจระดับโลก และชวนให้เรากลับมาคิดทบทวนมากๆ เลยค่ะ
สวีเดนเป็นประเทศที่วิ่งนำหน้าเรื่อง Cashless Society ไปไกลจนแทบไม่มีใครพกกระเป๋าสตางค์แล้ว
แต่การที่วันนี้รัฐบาลต้องสั่ง ‘เบรก’ แล้วหันกลับมาซบเงินสด สะท้อนให้เห็นเลยว่า
ความสะดวกสบายในโลกเทคโนโลยี มันแลกมาด้วยความเปราะบางอย่างยิ่ง
โดยเฉพาะยามเกิดภัยสงครามหรือภัยไซเบอร์ค่ะ
แอดมินมองว่ากฎหมายใหม่นี้เป็นมาตรการป้องกันภัยที่ดีและรอบคอบมาก
อย่างน้อยในสถานที่จำเป็นต่อชีวิตอย่าง ‘ซูเปอร์มาร์เก็ตอาหาร’ และ ‘ร้านขายยา’
ก็ต้องมีระบบอนาล็อกรองรับเสมอเพื่อไม่ให้เกิดการจลาจลยามระบบล่ม
ในมุมมองของเพื่อนๆ คิดว่าการที่สังคมไทยเรากำลังมุ่งสู่สังคมไร้เงินสดแบบเต็มตัวในตอนนี้
เราควรจะถอดบทเรียนจากสวีเดนแล้วพกเงินสดฉุกเฉินติดบ้านไว้บ้างไหมคะ?
ขอขอบคุณข้อมูลข่าวจาก https://www.tagesschau.de/wirtschaft/verbraucher/schweden-bargeld-rueckkehr-100.html
……………………………………..
ทุกวันนี้ เราสังเกตตัวเองมั้ย ของมีค่าอะไรก็พอหายได้
แต่ถ้า “โทรศัพท์” หาย
พูดได้คำเดียว “ฉิบหายหมดเลย”!
ฉะนั้น หัดลอกเบอร์โทรศัพท์ เลขบัญชีสมุดเงินฝาก เลขบัตรประชาชน ใส่สมุดเก็บติดตัวไว้บ้าง
“ได้สูงแล้วลืมต่ำ” จะทำให้ตายอย่างโง่ๆ เห็นมาเยอะแล้ว!
เปลว สีเงิน
๙ กรกฏาคม ๒๕๖๙
