หลังจากมีงานวิจัยใหม่เกี่ยวกับปลาหมอคางด้าเผยแพร่ออกมา ค่าถามแลกที่ถูกโยนขึ้นมา กลับเป็น “จะเชื่อถือได้หรือไม่” แทนที่จะมองว่า งานวิจัยนั้น “ขัอมูลใหม่บอกอะไร” และเมื่อคําถามถูกตั้งต้นแบบนั้น การถกเถียงก็มักไหลไปสู่การเลือกข้างมากกว่าการแสวงหาคำตอบ
กรเนีงานวิจัยล่าสุดของนักวิจัยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยก็เช่นกัน งานวิจัยดังกล่าวศึกษาพันธุกรรมปลาหมอคางดำ จากตัวอย่างถึง 466 ตัวอย่าง ซึ่งถือเป็นฐานข้อมูลขนาดใหญ่ที่สุดชุดหนึ่งเท่าที่เคยมีการศึกษาในประเทศไทย ผลการวิเคราะห์พบรูปแบบพันธุกรรมที่หลากหลาย และนำไปสู่ข้อเสนอสำคัญว่า การปรากฏของปลาหมอคางดำในประเทศไทย อาจไม่ได้เกิดจากการนําเข้าเพียงครั้งเดียว แต่มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดจากการนําเข้าหลายครั้งจากหลายแหล่งกําเนิด
ข้อค้นพบนี้สร้างแรงกระเพื่อมไม่น้อย เพราะแตกต่างจากความเข้าใจเดิมที่หลายฝ่ายคุ้นเคย แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ แทนที่ลังคมจะตั้งค่าถามต่อยอดจากผลการศึกหา เช่น ถ้ามีการนําเข้าหลายครั้งจริง ช่องโหว่ของระบบควบคุมลัตว์น้ำต่างถื่นอยู่ตรงไหน ถ้ามนุษย์เป็นปัจจัยสำคัญในการกระจายพันธุ์ เราควรป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำได้อย่างไร หรือข้อมูลทางพันธุกรรม จะช่วยวางแผนกำจัดและควบคุมประชากรปลาได้ดีขึ้นหรือไม่
คําถามจำนวนไม่น้อยกลับหันไปอยู่ที่เรี่องแหล่งทุนวิจัย ราวกับว่าการมีผู้สนับสนุนทุน คือเหตุผลเพียงพอที่จะทําให้งานวิจัยหมดความน่าเชื่อถือ ทั้งที่ในความเป็นจริง งานวิจัยแทบทุกชิ้นบนโลกนี้ ต่างต้องอาศัยทุนสนับสนุน ไม่ว่าจะเป็นทุนจากภาครัฐ ภาคเอกขน องค์กรระหว่างประเทศ หรือมหาวิทยาลัย เพราะการเก็บตัวอย่าง การวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการ การลง พื้นที่ภาคสนาม รวมถึงการเผยแพร่ผลงาน ล้วนมีต้นทุนทั้งสิ้น วงการวิทยาศาสตร์จึงไม่ได้ตัดสินความน่าเขื่อถือของงานวิจัย จากคำถามว่า “ไครจ่ายเงิน”
แต่พิจารณาจากค้าถามว่า “นักวิจัยเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใสหรือไม่” “กระบวนการวิจัยตรวจสอบได้หรือไม่” และ “ผลการศึกษาผ่านการประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญหรือยัง” . นี่คือเหตุผลที่วารสารวิชาการทั่วโลกก่าหนดให้นักวิจัยต้องเปิดเผยแหล่งทุน และเป็ดเผยผลประโยชน์ทับซ้อนอย่างชัดเจน ไม่ใช่เพื่อซ่อนข้อมูล แต่เพื่อให้ทุกอย่างอยู่บนโต๊ะให้สาธารณซน ตรวจสอบได้
ที่สำคัญนั้นคือ จรรยาบรรณของนักวิจัย ในโลกวิขาการ ขื่อเสียงที่สร้างมาทั้งชีวิตสามารถพังทลายได้จากการบิดเบือนข้อมูลเพียงครั้งเดียว ไม่มีทุนวิจัยก้อนใดคุ้มค่าพอที่จะแลกกับความน่าเชื่อถือของนักวิชาการหรือชื่อเสียงของสถาบันการศึกษาที่สะสมมานานหลายสิบปี
ยิ่งในกรณีของงานวิจัยปลาหมอคางดำฉบับนี้ ผลงานยังได้รับการตีพิมพ์ไนวารสารวิขาการนานาชาติด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ นั่นหมายความว่า งานวีจัยไม่ได้ผ่านสายตาของผู้วิจัยเพียงฝ่ายเดียว แต่ยังต้องผ่านกระบวนการประเมินโดย ผู้ทรงคุณวุฒิภายนอก ซึ่งจะตรวจสอบวิธีการศึกษา การวิเคราะห์ขัอมูล และเหตุผลของข้อสรุปอยางละเอียดก่อนเผยแพร่
แน่นอน การตีพิมพ์ในวารสารนานาชาติไม่ได้แปลว่างานวิจัยถูกต้องร้อยเปอร์เซ็นต์ วิทยาศาสตร์ไม่เคยมีคำว่าความจริงนิรันดร์ ทุกข้อค้นพบพร้อมถูกท้าทายด้วยข้อมูลใหม่เสมอ แต่การผ่านกระบวนการตรวจสอบดังกล่าวอย่างน้อยก็สะท้อนว่า งานขิ้นนั้นมีมาตรฐานทางวิขาการเพียงพอที่จะนําเข้าสู่เวทีสาธารณะ และเมื่อข้อมูลใหม่ปรากฏขึ้น สิ่งที่สังคมควรทำอาจไม่ไซ่การเลือกว่าจะเชื่อใคร แต่ควรถามว่าข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้เราเข้าใจบัญหาได้ดีขึ้นอย่างไร เพราะสุดท้ายแล้ว ไม่ว่าปลาหมอคางดำจะเข้ามาครั้งเดียว หรือหลายครั้ง ไม่ว่าจะมาจากแหล่งใด ไม่ว่าจะมีไครถูกหรือไครผิด
ข้อเท็จจริงที่ปฏิเสธไม่ได้คือ วันนี้ปลาหมอคางคำยังคงอยู่ในแหล่งน้ำของไทย และยังสร้างผลกระทบต่อขาวประมง และเกษตรกรจ่านวนมาก การค้นหาความจริงเป็นเรื่องสำคัญ การหาผู้รับผิดชอบก็เป็นเรี่องจําเป็น แต่หากการถกเถียงทั้งหมด จบลงเพียงการชี้นิ้วหาคนผิด โดยไม่จัดการบัญหาที่อยู่ตรงหน้า ปลาหมอคางค่าก็จะยังคงขยายพันธุ์ต่อไป ไม่ว่าผลการสอบสวนจะจบลงอย่างไร บทเรียนที่หลายพื้นที่เริ่มพิสูจน์ให้เห็นแล้ว คือ กาวจับปลาออกจากระบบและนําไปใช้ประโยซน์ไม่ว่า จะเป็นอาหารสัตว์ การแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อาหาร หรือการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ คือหนึ่งในแนวทางที่ช่วยลดจำนวนปลาในธรรมขาติได้จริง
เพราะในโลกแห่งความเป็น๐จริง ปลาหมอคางดำไม่ได้หายไปเพราะการโต้เถียง และไม่ได้ลดจ้านวนลงเพราะการกล่าวโทษกันไปมา แต่จะลดลงได้ก็ต่อเมี่อมีคนรับมันขึ้นมาจากน้ำ บางทีนี่อาจเป็นบทสรุปที่ส่าคัญที่สุดของปัญหาปลาหมอคางดำในเวลานี้ นั่นคือ เราสามารถเดินหน้าค้นหาความจริงและหาผู้รับผิดชคบได้พร้อมกัน เพราะระหว่างที่ผู้คนยังถกเถียงกัน ปลาหมอคางดำไม่ได้ทยุดขยายพันธุ์รอคำตอบนั้นเลย.
วารินทร์ เมธาวัฒน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านสัตว์น้ำ
