23 มิถุนายน 2569 รศ.ดร.ธนพร ศรียากูล นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ แสดงความเห็นต่อแนวทางการทำงานของรัฐบาลภายใต้การนำของ อนุทิน ชาญวีรกูล ที่เปิดให้ภาคเอกชนและผู้เชี่ยวชาญเข้าร่วมประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) หรือ “ครม.เศรษฐกิจพลัส” ว่าเป็นสัญญาณสำคัญที่สะท้อนรูปแบบการบริหารประเทศแบบเปิดกว้าง และให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน
รศ.ดร.ธนพร กล่าวว่า แม้นายกรัฐมนตรีจะมีอำนาจในการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจผ่านกลไกภาครัฐอยู่แล้ว แต่การเปิดพื้นที่ให้ภาคเอกชน ผู้ประกอบการ และผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกเข้ามามีส่วนร่วมในการเสนอความคิดเห็น ถือเป็นการแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจในการรับฟังเสียงจากผู้ที่เผชิญปัญหาและได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจโดยตรง
“ถ้าฟังแต่ภาครัฐอย่างเดียว ก็อาจไม่เห็นปัญหาทั้งหมด การเปิดให้ทุกฝ่ายเข้ามาร่วมเสนอความเห็น ทำให้เกิดการระดมแนวคิดและช่วยหาทางออกที่เหมาะสมกับทุกภาคส่วน นี่คือรูปแบบการทำงานแบบมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง” รศ.ดร.ธนพร กล่าว
นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์รายนี้ยังระบุว่า แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับหลักการสำคัญของ Organisation for Economic Co-operation and Development หรือ OECD ซึ่งให้ความสำคัญกับความโปร่งใส การเปิดกว้าง และการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการกำหนดนโยบายสาธารณะ โดยประเทศไทยกำลังอยู่ในกระบวนการเตรียมความพร้อมเพื่อก้าวสู่การเป็นสมาชิก OECD ในอนาคต
รศ.ดร.ธนพร มองว่า สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนสไตล์การทำงานของนายกรัฐมนตรีที่เน้นผลลัพธ์มากกว่าการสื่อสารทางการเมือง โดยเห็นได้จากบรรยากาศการประชุมที่เปิดโอกาสให้ภาคเอกชนสะท้อนปัญหา เสนอแนะแนวทางแก้ไข และแสดงความคิดเห็นได้อย่างเต็มที่ โดยไม่มีการจำกัดหรือปิดกั้นมุมมองที่แตกต่าง
“ไม่จำเป็นต้องพูดอะไรมาก แต่ทำให้เห็นว่ารัฐบาลพร้อมรับฟังทุกเสียง นี่เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่สะท้อนสไตล์การทำงานของนายกรัฐมนตรี ซึ่งให้การกระทำพูดแทนคำพูด” รศ.ดร.ธนพร กล่าว
เมื่อถูกถามว่ารูปแบบการเปิดให้ภาคเอกชนเข้าร่วมประชุมด้านเศรษฐกิจเช่นนี้มีให้เห็นในประเทศอื่นหรือไม่ รศ.ดร.ธนพร ระบุว่า ในประเทศพัฒนาแล้วถือเป็นแนวปฏิบัติปกติ แต่ในหลายประเทศกำลังพัฒนา รัฐมักเป็นผู้กำหนดนโยบายเพียงฝ่ายเดียว โดยไม่ได้เปิดพื้นที่ให้ภาคส่วนอื่นเข้ามามีบทบาทอย่างจริงจัง
ทั้งนี้ รศ.ดร.ธนพร เห็นว่า ประเทศไทยกำลังขยับเข้าสู่รูปแบบการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจแบบมีส่วนร่วมมากขึ้น พร้อมย้อนถึงแนวทางการบริหารประเทศในยุค เปรม ติณสูลานนท์ ที่เคยใช้กลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ
“ที่ผ่านมาอาจมีคณะกรรมการลักษณะนี้อยู่บ้าง แต่ไม่ค่อยมีการกำหนดกรอบการประชุมอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ ขณะที่รัฐบาลชุดนี้กำหนดชัดว่าจะมีการประชุมเป็นประจำทุกเดือนหรือทุกเดือนครึ่ง จึงสะท้อนว่าไม่ใช่เพียงการสร้างภาพ แต่เป็นกลไกที่ต้องการใช้ขับเคลื่อนนโยบายจริง” รศ.ดร.ธนพร กล่าว
พร้อมกันนี้ยังมองว่า การกำหนดเวทีหารืออย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้รัฐบาลสามารถรับฟังปัญหาที่เกิดขึ้นจริง ปรับมาตรการให้สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา และสะท้อนถึงความพร้อมในการน้อมรับข้อเสนอจากทุกภาคส่วน เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว.
