“ค.ควาย” เดินเข้าคอก #เปลวสีเงิน

เปลว สีเงิน

เป็นความรู้ใหม่ของผมเลยนะนี่ย….

ที่ได้จาก “กระทรวงวัฒนธรรมและวิจิตรศิลป์เขมร” ชนิดสดๆ ร้อนๆ ว่าบันไดที่ “พวกโจรเขมร” พาดขึ้นบ้านเรา ที่ปราสาทคนา

เรียกว่า “มรดกทางวัฒนธรรม”!?

ทำเอาผมเงี้ย..ขรรรรมกลิ้งไปเลย

เรื่องนี้ สืบเนื่องจาก “กระทรวงวัฒนธรรมและวิจิตรศิลป์เขมร” แถลงประท้วงไทย เมื่อวานว่า

บันไดดังกล่าวที่ “ปราสาทคนา” สร้างขึ้นในปี ๒๕๖๐ จำนวน ๑,๑๘๑ ขั้น ยาว ๓๒๕ เมตร (เพื่อปีนขึ้นปราสาทคนา-เปลว)

ถูกออกแบบมาเพื่อสนับสนุนการอนุรักษ์และปรับปรุงการเข้าถึงของผู้เยือนปราสาท นักวิจัย และชุมชนท้องถิ่น

การรื้อทำลายดังกล่าว เป็นการกระทำที่สร้างความเสียหายต่อมรดกทางวัฒนธรรม

และเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามอย่างกว้างขวางที่จะเปลี่ยนแปลงสภาพในพื้นที่

และบ่อนทำลายหลักฐานที่แสดงถึงการบริหารพื้นที่มาอย่างยาวนานของกัมพูชา

นอกจากนี้…..

ยังได้ประท้วงแผนการของไทยที่จะเปิด “ปราสาทตาควาย” ให้นักท่องเที่ยวเข้าชมในวันที่ ๖-๗ มิ.ย.ซึ่งการจำหน่ายตั๋วและการจัดงานพิธีต่างๆ

โดยเคลมว่า “ปราสาทตาควาย” และ “ปราสาทคนา” ตั้งอยู่ในดินแดนอธิปไตยของเขมร!?

ช่างสมกับชื่อประเทศ CLAIMBODIA ซะจริงๆ!

เรื่องนี้ เป็นมายังไง ให้ผมเล่าก็คงสะเปะ-สะปะ

เอาที่ “กองทัพภาคที่ ๒” ชี้แจงข้อเท็จจริงเรื่อง “บันไดโจรเป็นมรดกทางวัฒนธรรม” มาให้อ่านเลยดีกว่า เพราะ ชัด-ครบ-จบที่ดียว

…………………………………….

“กองทัพภาคที่ ๒”

ชี้แจงข้อเท็จจริง เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง

กรณี ปรากฏ “คลิปวิดีโอ” ทหารกัมพูชาในสื่อสังคมออนไลน์บริเวณ “บันไดทางขึ้นด้านล่าง” ปราสาทคนา อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์

ตามที่ได้ปรากฏคลิปวิดีโอเผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์ โดยมีการกล่าวอ้างว่า ทหารกัมพูชาได้นำกำลังพล เจาะทางขึ้นพื้นที่บริเวณปราสาทคนา

ซึ่งตั้งอยู่บริเวณช่องคนา อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ ในลักษณะหยั่งเชิง  ดูลาดเลา และพยายามเข้าใกล้การวางกำลังของฝ่ายไทยนั้น

“กองทัพภาคที่ ๒” ขอเรียนชี้แจงข้อเท็จจริง เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องว่า

ปัจจุบัน พื้นที่บริเวณ “ปราสาทคนา” อยู่ภายใต้การควบคุมของฝ่ายไทย โดยมีการวางกำลังทหารเข้าควบคุมพื้นที่ และภูมิประเทศสำคัญไว้เรียบร้อยแล้ว

ทั้งนี้ จากผลการปฏิบัติการ ที่ผ่านมา ฝ่ายไทยได้ทำลายกระเช้าลำเลียงกำลังพลและสิ่งอุปกรณ์

ตลอดจนได้ “เผาทำลายบันไดไม้” จากจุดด้านบน ที่ฝ่ายไทยยึดครองลงไปถึงจุดพักกลาง เป็นระยะทางประมาณ ๒๕๐ เมตร

สำหรับบันไดไม้ ที่ยังคงเหลืออยู่….

เป็นช่วงจากจุดพักกลางลงไปจนถึงต้นทางบันไดด้านล่าง ระยะทางประมาณ ๒๐๐ เมตร ซึ่งอยู่ในพื้นที่ฝั่งกัมพูชา

และบริเวณดังกล่าว…..

เป็นที่ตั้งของฐานปฏิบัติการทหารกัมพูชา ที่ใช้ควบคุมเส้นทางขึ้นลงในพื้นที่

ดังนั้น คลิปวิดีโอที่ปรากฏในสื่อสังคมออนไลน์ จึงเป็นการบันทึกภาพบริเวณหน้าฐานปฏิบัติการของฝ่ายกัมพูชาเอง

โดยยังไม่ปรากฏหลักฐานหรือภาพยืนยันว่ามีกำลังพลทหารกัมพูชาเคลื่อนที่ขึ้นมาบนพื้นที่หน้าผาด้านบน ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของฝ่ายไทยแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม“หน่วยเฉพาะกิจ”ที่รับผิดชอบพื้นที่ ได้ดำเนินมาตรการรักษาความมั่นคงอย่างเข้มงวด

โดยได้ติดตั้งลวดหนามตลอดแนวขอบหน้าผา จัดวางจุดเฝ้าตรวจ และจัดสร้างที่มั่นดัดแปลงที่มีความแข็งแรง

พร้อมปฏิบัติการตอบโต้ได้ทันที หากเกิดสถานการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงหรืออธิปไตยของประเทศ

“กองทัพภาคที่ ๒” ขอให้พี่น้องประชาชน ใช้วิจารณญาณในการรับและส่งต่อข้อมูลข่าวสาร

โดยติดตามข่าวสารจากหน่วยงานภาครัฐและแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ เพื่อป้องกันความเข้าใจคลาดเคลื่อนจากข้อมูลที่ไม่ครบถ้วนหรือบิดเบือนข้อเท็จจริง

พร้อมกันนี้ กองทัพภาคที่ ๒ ขอให้ประชาชนเชื่อมั่นในการปฏิบัติหน้าที่ของกำลังพลทุกนาย

ซึ่งยังคงมุ่งมั่น ทุ่มเท และปฏิบัติภารกิจด้วยความเข้มแข็งในการพิทักษ์รักษาอธิปไตยของชาติ คุ้มครองผลประโยชน์ของประเทศ

ตลอดจนดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนอย่างเต็มกำลังความสามารถ

#กองทัพภาคที่ ๒

………………………………………

ก็ “ปราสาทคนา” ที่ตั้งอยู่บนยอดเขาสูงในพื้นที่ของไทย

ทหารเขมร มาตั้งฐานทหารอยู่ตีนเขาทางฝั่งเขมร ซึ่งก็เป็นสิทธิ์ของเขา

แต่ทีนี้ ดันเสือกทำสะพานไม้จากตีนเขาพาดขึ้นไป หวังใช้ปีนขึ้นไปยึดปราสาทคนา

มันก็เท่ากับทำสะพานพาดจะปีนขึ้นไปปล้นบ้านคนอื่นเขา ประมาณนั้น!

ก็เลยถูกเจ้าของบ้านที่ปราสาทคนา คือไทยทำการุณยฆาตสะพานไม้ ด้วยการจุดไฟเผา ในส่วนที่พาดขึ้นไปปีนขึ้นบ้านไทยซะ

ส่วนตีนสะพานด้านล่างของเขมร ก็ยังอยู่ดีมีสุข แล้วแบบนี้ จะโวยประจานตัวเองหาส้นเกือกอะไรมิทราบ?

เจตนามันบ่งชัดอยู่แล้วว่าคิดไม่ซื่อ ทำสะพานไต่เขาขึ้นไปหวังปีนขึ้นบ้านเขา เขาเผาแค่สะพานส่วนบน ก็นับว่าบุญแล้ว

ถ้าเขาเผาขณะพวกมึงกำลังไต่ขึ้นไปละก็ ท่าลอยละลิ่วลงมาแบบไฟลุกแดงท่วมตัว กระทรวงวัฒนธรรมเขมร จะบอกว่า

“ภาพนี้ อนุรักษ์ไว้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมกุลีโจร” มั้ยเนี่ย?!

ปราสาทคนา มันก็ว่าของเขมร ปราสาทตาควาย ก็ของเขมร ปราสาทตาเมือนธม ก็ของเขมร ภูมะเขือก็ของเขมร ตรงไหนๆ ก็เขมรไปทั้งหมด

ถ้าของเขมร ไหงมีแต่ทหารไทยอยู่เต็มพรืดทุกแห่งล่ะ…หือ?

ถ้าของเขมร มันก็ต้องมีเขมรขึ้นไปอยู่ซี แต่ไม่เห็นมีสักตัว เห็นมีแต่เห่าเลาะอยู่ตีนเขา?

ถ้าทึกทัก-อยากได้นัก ก็ปีนขึ้นไปยึดเอาเลยซี กล้ามั้ยล่ะ?

ถ้ากล้าก็ขึ้นไปยึดเลย อย่าดีแต่แถลงการณ์กวนส้นเกือกรายวัน กรูรำคาญ!

นี่…ท่าน “สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว” รองนายกฯ และรมว.ต่างประเทศ กลับจากฝรั่งเศสแล้ว แถลงข่าวทันทีเมื่อวาน

ก็เรื่องการเข้าสู่ “กระบวนการประนอมภาคบังคับ” นั่นแหละ

เขมรเขาตั้งคณะกรรมการประนอมฝ่ายเขาแล้ว ๒ คน

ส่วนฝ่ายไทยจะสนองตอบไม้นี้ของเขมรแบบไหน ทุกคนต่างเงี่ยหูฟังจาก เพราะตาม UNCLOS มีทางให้เล่นได้หลายทาง

เมื่อวาน เมื่อฟังท่านสีหศักดิ์แถลง ก็ชัดว่า ไทยใช้ไม้หน้า ๓ สั่งสอนเขมรให้หลาบจำ

ตอนหนึ่ง ท่านสีหศักดิ์แถลงว่า….

“เมื่อไม่มีช่องทางที่จะเดินไปสู่การเจรจา “ทวิภาคี” แล้ว ก็มีความจำเป็นไปสู่กระบวนการ “ประนอมภาคบังคับ” ซึ่งก็ทำให้เราประหลาดใจและไม่เห็นด้วยกับกัมพูชา”

ท่านสีหศักดิ์กล่าวนำ ก่อนจะพูดต่อว่า

“อยากขอชี้แจงด้วยว่า ในการเขียนข่าว หรือนำเสนอข่าวเรื่องนี้ ที่บอกว่า “ประเทศไทยถูกลากไปสู่กระบวนการนี้”

ผมยืนยันว่า “เราไม่ได้ถูกลากไป ”เพราะเราเข้าสู่กระบวนการนี้เอง แต่เราไม่ได้ไปตามเงื่อนไขของฝ่ายกัมพูชาแน่นอน

เราต้องแย้งเหตุผลกับกัมพูชา ว่าทำไมต้องไปสู่กระบวนการนี้ ทั้งที่ยังไม่ได้คุยกัน

และเราไม่เห็นด้วยในเรื่องขอบเขตหน้าที่ ซึ่งกัมพูชาให้ทำ ๒ อย่างคือ

“เรื่องเขตแดนทางทะเล ถ้าทำไม่ได้ก็ “ขอให้ไปสู่การพัฒนาร่วม” ซึ่งเราบอกชัดเจนว่า กระบวนการประนีประนอมฯนี้ “จำกัดเฉพาะเรื่องการกำหนดเขตแดน”

การจะไปสู่เรื่องการพัฒนาร่วมนั้น ไม่ได้อยู่ใน mandate กระบวนการนี้ ต้องคุยกันต่อระหว่างไทยกับกัมพูชา”

“ดังนั้น การที่บอกว่า เราถูกลากไปนั้น ไม่ใช่…เราไป โดยรู้ว่าเราจะตัดสินใจอย่างไร ซึ่งแน่นอนว่า เขาเลือกทางนี้

แต่เราไปด้วย “ความมั่นใจ” ของเรา

และเราไม่ได้ไปตามเงื่อนไขของฝ่ายกัมพูชา การนำเสนอข่าว จะบอกว่า “ประเทศไทยถูกลากไป” ซึ่งไม่ใช่เช่นนั้น”

“การตัดสินใจของกัมพูชา เป็นทางเลือกของเขา ที่สามารถเดินได้ทั้ง ๒ ทาง อยากจะได้การฟื้นฟูความสัมพันธ์ หรืออยากได้เรื่องการแก้ไขปัญหาเขตแดนทางบก และเรื่องชายแดน

แต่ขณะเดียวกัน ก็ไม่พูดคุยกับเราเลยในเรื่องเขตแดนทะเล ทั้งที่เราบอกว่า “มาเริ่มต้นกันใหม่ดีกว่า”

โดยพูดคุยกันก่อน ถ้าพูดคุยกันไม่ได้ ในช่วง ๕-๖ เดือน ค่อยไปสู่กระบวนการอื่นๆ ภายใต้ UNCLOS

ขณะเดียวกัน เราก็เริ่มพูดคุยกันในเรื่อง “เขตแดนทางบก” และชายแดน ซึ่งไปได้ทั้ง ๒ ทาง

แต่ในเมื่อเขาเลือกไปทางนี้ ก็เหมือน “ปิดประตู” ที่เราจะสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ หรือฟื้นฟูความสัมพันธ์

ดังนั้น ไม่ได้อยู่ที่เรา แต่อยู่ที่เขา แต่แน่นอนว่า เราไม่ได้ถูกลากไป”

ต่อคำถามที่ว่า “ไทยปฏิเสธที่จะไม่เข้าสู่กระบวนการ ประนีประนอมภาคบังคับได้หรือไม่?”

“ท่านสีหศักดิ์” ตอบว่า…

ได้สอบถามผู้เชี่ยวชาญ ทั้งนักกฎหมายต่างประเทศและของเรา ก็บอกว่า “ได้”

แต่กระบวนการก็เดินต่อไปอยู่ดี เขาก็จะแต่งตั้ง “คณะผู้ประนีประนอม” ให้กับฝ่ายไทย และในกลไก UNCLOS เรามีพันธกรณี ที่เราจะต้องปฏิบัติตาม

แต่เราไม่ได้ไปตามเงื่อนไขของเขา สิ่งที่สำคัญคือผลลัพธ์ที่ออกมา “ไม่ได้มีผลผูกมัดทางกฎหมาย”

และอาจกลับมาเจรจา มาพูดคุยกันต่อ ในที่สุดก็อาจจะกลับมา ที่เดิม คือคุยกันทั้งสองฝ่าย

เจตนาของฝ่ายกัมพูชา ก็อยากแสดงให้เห็นว่าเขา “รุก” ประเทศไทย แต่ในที่สุด ผลก็กลับมาที่เดิม

เพราะหากย้อนดูกระบวนการนี้ ใช้เวลาเกือบ ๒ ปี แต่ถ้าพูดคุยโดยตรง อาจตกลงได้เร็วกว่านี้

ในฐานะและกระบวนการที่เป็นมิตร ดังนั้น จึงถือว่าอันนี้เป็นทางเลือกของเขา”

สรุป คือ….

ไทยจะไม่ใช้ “ข้อสงวนสิทธิ์” ในการไม่เข้าสู่กระบวนการภาคบังคับ

แต่จะตั้งคณะกรรมการประนอมภาคบังคับฝ่ายไทย ๒ คน ส่งรายชื่อให้เลขาฯ ยูเอ็น ภายใน ๒๑ วัน นับจากวันที่ ๒ มิ.ย.๖๙

แล้วใครล่ะ….?

ที่ไทยเลือกเป็นคณะกรรมการ ๒ คน รวมกับของเขมร ๒ คน เพื่อไปเลือกอีกคน เป็นคนที่ ๕ มาเป็นประธาน?

ท่านสีหศักดิ์พูดถึงประเด็นนี้ว่า….

“รายชื่อเรามีอยู่แล้ว การไปคุยกับที่ปรึกษากฎหมายของเรา ก็เพื่อที่จะพูดคุยว่า ใครเป็นผู้เหมาะสม ที่จะเป็นผู้ประนีประนอมของไทย ๒ คน

คนที่เราเลือกเนี่ย มีประสบการณ์จริงๆ เกี่ยวกับกฎหมายทางทะเล เก่งทั้งวิชาการ

และมีประสบการณ์ในการว่าความด้วย เพราะฉะนั้น เราจึงมีความมั่นใจ

แต่ตรงนี้ ต้องขออนุญาตนิดนึง เรามีกระบวนการภายในของเราที่ต้องเข้าครม.ก่อน

เพราะฉะนั้น ขอเก็บไว่ก่อน แต่ติดต่อไว้แล้วและเขาก็รักเราด้วย”

ท่านที่ติดตามข่าวคงทราบ ตอนท่านสีหศักดิ์ไปประชุมที่ปารีส ท่านเตรียมตัวเข้าสู่กระบวนการประนอมภาคบังคับ

โดยหารือกับคณะผู้เชี่ยวชาญกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นชาวฝรั่งเศส และชาวอังกฤษ

ทุกคนเป็นผู้มีประสบการณ์ เป็นที่ยอมรับในเวทีกฎหมายระหว่างประเทศ เคยให้คำปรึกษา เคยว่าความในคดีสำคัญในเรื่องของกฎหมายระหว่างประเทศ ในศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ศาลโลก) มาแล้ว

ส่วน ๒ คนที่เขมรเลือกให้ทำหน้าที่คณะกรรมการประนอมภาคบังคับของฝ่ายเขมร คือ…

นายปีเตอร์ ทักโซ-เจนเซแนนด์ นักการทูตและผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศชาวเดนมาร์ก

เคยดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการประนอม UNCLOS ซึ่งมีส่วนช่วยแก้ไขข้อพิพาททางทะเลระหว่างออสเตรเลียกับติมอร์-เลสเต ระหว่างปี ๒๕๕๙-๒๕๖๑

และ ศาสตราจารย์ฌอง-มาร์ก ทูฟเวอนัง ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายชาวฝรั่งเศส เคยทำหน้าที่ ที่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) หรือศาลโลก

ต้องเข้าใจนะครับ….

การประนอมภาคบังคับ ไม่มีผลทางกฎหมาย ไม่เกี่ยวกับอนุญาโตตุลาการ อะไรทั้งสิ้น

ทั้ง ๒ ฝ่าย นั่งคุยกันขำๆ ไปงั้น

ผลที่ออกมา คือไม่มีผล!

ผลจริงๆ คือวนกลับไปที่เดิม “ไทย-เขมร” นั่นแหละ ต้องนั่งเจรจาหาทางตกลงกันเอง

ดื้อด้านพล่านไป ลงท้ายมันก็ คือ…

“ควายเดินคอตกกลับเข้าคอก”!

เปลว สีเงิน

๖ มิถุนายน ๒๕๖๙

Line Open Chat *เพิ่มช่องทางการรับข่าวสาร จากเว็บไซต์ *อ่านคอลัมน์ เปลว สีเงิน ก่อนใคร *ส่งตรงถึงมือทุกคืน *เปิดกว้างเพื่อแฟนคอลัมน์พูดคุยแบบกันเอง ทุกเรื่องราว ข่าวสารบ้านเมือง สังคม ฯลฯ
Written By
More from plew
“วัคซีน” กับลูกอีช่างด่า – เปลว สีเงิน
เปลว สีเงิน “ตรุษจีน”….. ก็ “ไหว้เจ้า-ไหว้บรรพบุรุษ” เป็นโชคชัยสู่ปีใหม่กันอีกปี ผมกะอยู่ไหว้อีกซัก ๒๐ ปี จากนั้น ก็จะไปเป็นบรรพบุรุษพเนจร คอยกินเครื่องเซ่น-เครื่องไหว้จากคนที่เขาเผื่อแผ่มาถึงบ้าง
Read More
0 replies on ““ค.ควาย” เดินเข้าคอก #เปลวสีเงิน”