26 พฤษภาคม 2569 ดร.สติธร ธนานิธิโชติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิเคราะห์การเยือนสาธารณรัฐฝรั่งเศสของ อนุทิน ชาญวีรกูล ว่า ไม่ใช่เพียงภารกิจทางการทูตทั่วไป แต่สะท้อนยุทธศาสตร์ถ่วงดุลอำนาจของไทยในระเบียบโลกใหม่ ท่ามกลางการแข่งขันระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีนที่ทวีความเข้มข้นมากขึ้น
ดร.สติธร ระบุว่า ไทยในฐานะประเทศขนาดกลางไม่สามารถพึ่งพามหาอำนาจเพียงฝ่ายเดียวได้อีกต่อไป การกระชับความสัมพันธ์กับฝรั่งเศสจึงมีนัยสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ เพราะฝรั่งเศสถือเป็นหนึ่งในประเทศแกนหลักของสหภาพยุโรป ทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง และความมั่นคง ซึ่งจะช่วยเพิ่มบทบาทและกระบอกเสียงให้ไทยในเวทียุโรป โดยเฉพาะการผลักดันความตกลงการค้าเสรีไทย–สหภาพยุโรป หรือ FTA ไทย–EU
นักวิชาการจากจุฬาฯ มองว่า ไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจ จากเดิมที่พึ่งพาการผลิตต้นทุนต่ำ ไปสู่เศรษฐกิจฐานนวัตกรรม โดยฝรั่งเศสมีจุดแข็งด้านอุตสาหกรรมอากาศยาน พลังงานสะอาด ระบบราง ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ซึ่งล้วนเป็นสาขาที่ไทยต้องการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขัน
ดร.สติธร ระบุว่า หากไทยสามารถดึงการลงทุนจากบริษัทชั้นนำของฝรั่งเศสได้ สิ่งที่จะเกิดขึ้นไม่ใช่เพียงเม็ดเงินลงทุน แต่รวมถึงการถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาทักษะแรงงาน และการเชื่อมโยงเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานคุณภาพสูงของโลก
นอกจากนี้ ยังมองว่า ฝรั่งเศสมีบทบาทเป็นตัวแปรที่สามในยุทธศาสตร์ถ่วงดุลของไทย เพราะเป็นมหาอำนาจที่มีอิทธิพลทั้งด้านการทหาร เทคโนโลยี และมีบทบาทสำคัญในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก การใกล้ชิดกับฝรั่งเศสจึงสะท้อนว่า ไทยยังคงรักษาความยืดหยุ่นทางยุทธศาสตร์ และมีพื้นที่ในการต่อรองบนเวทีโลก
ในมิติด้านภาพลักษณ์ ดร.สติธร เห็นว่า การที่ Emmanuel Macron ให้การต้อนรับนายกรัฐมนตรีไทยอย่างเป็นทางการ มีความหมายมากกว่าการเยือนทั่วไป เพราะเป็นสัญญาณว่า ไทยกำลังกลับมาเชื่อมโยงกับโลกตะวันตกอีกครั้ง ซึ่งส่งผลเชิงบวกต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน การท่องเที่ยว และบทบาทของไทยในเวทีระหว่างประเทศ
ขณะเดียวกัน ฝรั่งเศสยังถือเป็นมหาอำนาจด้านวัฒนธรรม อาหาร แฟชั่น และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ Soft Power ของไทย โดยความร่วมมือระหว่างสองประเทศสามารถต่อยอดได้ทั้งด้านอาหาร ภาพยนตร์ การศึกษา การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในอนาคต
อย่างไรก็ตาม ดร.สติธร ระบุว่า เดิมพันสำคัญที่สุดของความสัมพันธ์ไทย–ฝรั่งเศส คือการผลักดัน FTA ไทย–EU ให้สำเร็จ เพราะจะช่วยเปิดตลาดยุโรป ดึงดูดการลงทุนคุณภาพสูง และลดความเสียเปรียบของไทยเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งอย่างเวียดนามที่มี FTA กับ EU แล้ว
พร้อมกันนี้ ยังมองว่า FTA จะกลายเป็นแรงผลักดันสำคัญให้ไทยต้องยกระดับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม แรงงาน และกฎระเบียบทางเศรษฐกิจ ซึ่งอาจนำไปสู่การปฏิรูปเชิงโครงสร้างของประเทศในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม นักวิชาการจากจุฬาฯ เตือนว่า ความท้าทายสำคัญยังอยู่ที่การปฏิรูปภายในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นประเด็นมาตรฐานสิ่งแวดล้อม สิทธิมนุษยชน ปัญหาแรงงาน และเสถียรภาพทางการเมือง ซึ่งหากไทยไม่สามารถปรับตัวได้ ความร่วมมือครั้งนี้อาจเป็นเพียงสัญลักษณ์ทางการทูต มากกว่าการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างอย่างแท้จริง
ดร.สติธร กล่าวทิ้งท้ายว่า คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า ไทยใกล้ชิดฝรั่งเศสไปเพื่ออะไร แต่คือไทยพร้อมหรือยังที่จะใช้โอกาสนี้ในการยกระดับตัวเอง เพราะท้ายที่สุด ฝรั่งเศสอาจเป็นมากกว่าพันธมิตรทางการทูต แต่เป็นตัวเร่งสำคัญที่ช่วยผลักดันไทยออกจากกับดักรายได้ปานกลาง และเชื่อมไทยเข้าสู่เศรษฐกิจโลกยุคใหม่.
