เปลว สีเงิน
กรณีมี “ไอ้โม่งดำ”…..
ย่องตอดเข้ามา “ปลดธงชาติไทย” บนเสาไป ในพื้นที่รูปตัว U ที่โป่งน้ำร้อน จันทบุรี นั้น
ฝ่ายเขมรบอก พวกเขา “เปล่าทำ”
ก็ต้องย้อนกลับมาถามฝ่ายไทยเองว่า “งั้นใครทำ?”
จึงเป็นหน้าที่ของ “น.อ.ปรัชญา หาญเทียม” ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินจันทบุรี (ผบ.ฉก.นย.) จะต้องตอบ!
เพราะเรื่องนี้ นอกจากเป็นเรื่อง “ลบเหลี่ยม-ลูบคม” กันแล้ว มันยังหมายถึงการเหยียบย่ำ “ศักดิ์ศรี” กันด้วย
ทั้งในอีกด้านหนึ่ง มันยังเกิดประเด็นให้ต้องคิดว่า…
ในเมื่อธงชาติไทยทั้งผืนบนเสา ใครก็ไม่รู้ลอบเข้ามาปลดเอาไปได้สบายๆ โดยไม่มีหน่วยรักษาการณ์คนใดเห็น
ในมุมกลับกัน….
ถ้าไอ้คนนั้นมันเข้ามาก่อวินาศกรรมหรือเอาระเบิดเวลามาวาง แบบนี้จะไม่ตายกันหมดหรือ?”
นี่เป็นบทสะท้อนให้คิดเพื่อแก้ไข
ไม่ได้มีเจตนาตำหนิว่าปล่อยปละละเลยแต่อย่างใด เพราะเข้าใจภูมิประเทศที่เป็นป่าดงในยามค่ำคืน ไม่มีค่ายคูประตูป้อมให้เฝ้ารักษาการณ์
เขมรมันบอกว่า “เปล่าทำ”
แล้วเราเชื่อมั้ย?
ผมคนนึงละที่ไม่เชื่อ แต่เมื่อฝ่ายเขาปฏิเสธ การจะจับให้มั่น-คั้นให้ตายนั้น เป็นเรื่องที่ ผบ.ฉก.นย.จันทบุรี จะต้องใช้วิชานักสืบไปแกะรอย
น.อ.ปรัชญา หาญเทียม ผบ.ฉก.นย. ให้ความมั่นใจเมื่อวาน (๒๑ เม.ย.) ว่า
“หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินจันทบุรี” ใช้วิธีสืบสวนในพื้นที่ ตรวจสอบร่องรอยที่เกิดเหตุ เช่น รอยเท้า, เส้นทางเข้า-ออกและร่องรอยการเคลื่อนไหวในบริเวณใกล้เคียง
ทั้งจัดกำลังเจ้าหน้าที่ลาดตระเวนย้อนรอยในเส้นทางต้องสงสัย ค้นหาจุดเริ่มต้นและเส้นทางหลบหนี
ใช้ Drone ตรวจสอบพื้นที่โดยรอบ ค้นหาร่องรอยหรือความเคลื่อนไหวที่ผิดปกติ
อีกทั้งได้ประสานข้อมูลกับผู้นำท้องถิ่นและเครือข่ายภาคประชาชนเพื่อรวบรวมข้อมูลเบาะแสร่วมกับชุดข่าวและกำลังในพื้นที่ เพื่อติดตามความเคลื่อนไหวของบุคคลต้องสงสัย
น.อ.ปรัชญาบอก….
“ขณะนี้เจ้าหน้าที่รู้ข้อมูลผู้ก่อเหตุแล้วและอยู่ในขั้นตอนของฝ่ายความมั่นคง” และบอกเพิ่มเติมว่า
“ได้เพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยพื้นที่อย่างเข้มงวด”
-วางลวดหนามหีบเพลง ๓ ชั้นในจุดเสี่ยง
-เพิ่มความถี่ในการลาดตระเวนทั้งกลางวันและกลางคืน
-ตั้งจุดเฝ้าระวังตลอด ๒๔ ชั่วโมง
-ติดตั้งกล้องวงจรปิด (CCTV) และ
-ติดตั้งระบบไฟส่องสว่างพลังงานแสงอาทิตย์
ถ้าสืบได้ตัวเมื่อไหร่ จับมาแก้ผ้ามัดไว้หน้าเสาธง แล้วเอารังมดแดงเขย่าใส่ มัดประจานไว้อย่างนั้นซัก ๕ ชั่วโมง ค่อยปล่อย!
แต่ถ้ามีไอ้โม่งดอดเข้ามาหวังปลดธงอีกละก็
“ยิงกระบาล” มันเลย!
ถ้าเป็น “ทหารเขมร” ไปเรียกให้นายมันมาลากศพไปเอง ต้องแบบนี้ มันถึงจะจำชื่อ “นาวิกโยธินจันทบุรี” และขยาดไปทั้ง “โคตรเขมร”
พูดกันตรงๆ รายการนี้ นอกจากเขมรแล้ว จะเป็นใครเข้าไปปลดธงชาติไทยลงจากเสาได้ล่ะ?
กับคนไทยเองนั้น ไม่มีทางที่จะทำอยู่แล้ว
เขมรดิ้นตะแหง่วๆ ขอให้ไทยเปิดด่าน ขอประชุม JBC ขอโน่น-ขอนี่ แถมยังหน้าด้านทวงงบ ๘๐๐ ล้านให้เด็กเขมรเรียนฟรี
“เลี้ยงลูกเหี้ย-ลูกจระเข้” เลี้ยงไปทำไม?
เลี้ยงแล้วแทนที่จะสำนึกบุญคุณ มันกลับเอาธงชาติไทยวางกับพื้นแล้วรุมกันเหยียบ-รุมกันกระทืบ ถ่ายคลิป โพสต์ลงเฟซฯ เย้ยไทย
แล้วแบบนี้ มันควรเสีย ๘๐๐ ล้านให้ลูกเหี้ย-ลูกจระเข้เรียนฟรี เพื่อกลับมาเนรคุณไทยเรามั้ย?
ใครไปตกปากรับคำจะให้เขา ก็ไปทวงเอากับคนนั้นก็แล้วกัน ถ้ารัฐบาลนี้จ่ายให้ พวกเราก็รวมหัวเลิกจ่ายภาษีให้รัฐก็แล้วกัน
คนที่ทันเล่ห์-ทันเกมเขมร ต้องให้ท่าน “สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว” รัฐมนตรีต่างประเทศของไทย
เรื่อง MOU 43 ว่าด้วยเส้นเขตแดนบนบก และ MOU 44 ว่าด้วยเส้นเขตแดนทางทะเล ซึ่งบนบกมันสัมพันธ์กับพื้นที่ทางทะเล ในอ่าวไทยตรงบริเวณเกาะกูด
ที่เขมรสะกิดขา-สะกิดเข่าท่านสีหศักดิ์ยิกๆ ไม่เว้นแต่ละวัน ขอประชุม JBC เรื่องเขตแดน ด้วยมาตราส่วน ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ ซึ่งมันจะมีผลเชื่อมโยงไปถึงพื้นที่บริเวณเกาะกูดนั้น
“เกาะกูด” มีอะไร เขมรถึงตัวสั่นริกๆ เร่งประชุม
ก็มันมี “แหล่งพลังงาน” มหาศาลน่ะซี ซึ่ง MOU 44 ที่ทำตั้งแต่สมัยทักษิณนั้น มันเอาของไทย ๑๐๐% ไปแบ่งกัน “รวยคนละครึ่ง” กับเขมรนั่นไง!
เพราะอย่างนี้ นายกฯ อนุทินและท่านสีหศักดิ์ ถึงทุบโต๊ะเปรี้ยง MOU 44 ต้องฉีกทิ้งไป!
เพราะทำกันโดยไม่ผ่านรัฐสภาเลย มุบมิบ (หวังกินกันเอง) แค่ใน ครม.ทักษิณเท่านั้น!
MOU 43 สมัยรัฐบาลชวน ๒ ก็เหมือนกัน ไม่ผ่านความเห็นชอบรัฐสภา เพียง ครม.เห็นชอบเท่านั้น
แต่ในปี ๒๕๕๔ สมัยรัฐบาลนายกฯ อภิสิทธิ์ MOU 43 ถูกนำไปขึ้นทะเบียนกับสหประชาชาติ ในเชิงกฎหมาย อาจถือเป็นสนธิสัญญา!
เขมรจึงกอดมาตราส่วน ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ ที่ฝรั่งขีดเส้นขึ้นเองฝ่ายเดียวไว้แน่น โดยไม่มีฝ่ายไทยเซ็นรับรู้ด้วย
เขมรฝันหวานว่า ด้วยมาตราส่วน ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ บนบกนี้
มันจะไปเชื่อมกับเส้นที่เขมรลากย้วยเอาเอง เข้ามาใต้เกาะกูดในอ่าวไทยที่เป็นแหล่งพลังงาน
สอดรับตาม MOU 44 ที่จะแบ่งกัน ๕๐/๕๐
แต่ด้วยเดชะพระแม่คงคามหาสมุทรและพระสยามเทวาธิราช
ในขณะที่หมูเขากำลังจะหามกันอยู่รอมร่อ
ก็เกิดปรากฏการณ์ คลิปสนทนา “หลานกับอังเคิล” หลุดออกมา หมูก็เลยดิ้นหลุดจากคาน กลับเข้าคอกได้หวุดหวิด!
เราจะสังเกตเห็นว่า ช่วง ๒-๓ เดือนที่ผ่านมา
ทั้งนายฮุน มาเนต นายกฯ เขมร และท่านสีหศักดิ์ รัฐมนตรีต่างประเทศของเรา ต่างเดินทางไปฝรั่งเศส คนละรอบ-สองรอบ
ไปทำไม?
ไปขอเอกสารหลักฐานตัวจริงเรื่องแผนที่ ว่าด้วยเส้นเขตแดนระหว่างสยามกับเขมร จากประธานาธิบดีมาครง
ข่าวว่า ฮุน มาเนต ได้แห้วกลับมา
ส่วนท่านสีหศักดิ์ได้อะไรกลับมาเป็นทีเด็ดอยู่ในกระเป๋า ผมก็ไม่ทราบและท่านก็ไม่ยอมบอก เพียงแต่อมยิ้มแก้มยุ้ย แล้วพูดเป็นนัยๆ ว่า….
ว่าอย่างไร ก็ค่อยๆ อ่านเอาเองตามนี้ละกัน
คือเมื่อวาน (๒๑ เม.ย.) ท่านตอบคำถามนักข่าวหลายเรื่อง ผมจะค่อยๆ ไล่ไปทีละเรื่องนะ
เรื่องที่ฝ่ายเขมรยิกๆ ให้ประชุม JBC ท่านสีหศักดิ์บอกว่า
“ผมได้ชี้แจงมาโดยตลอด บอกว่า “รอให้ไทยพร้อมก่อน” ไม่ใช่ว่า จะให้เขากำหนดวันนั้น-วันนี้ ซึ่งต้องตกลงร่วมกัน
ไม่ใช่เสนอมาว่า “เป็นวันนั้น-วันนี้” การเจรจาขึ้นอยู่กับความพร้อมของฝ่ายไทย ส่วนจะนานหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการพูดคุยกัน”
ท่านยังพูดต่ออีกว่า….
“ต้องมีการนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุม ‘สภาความมั่นคงแห่งชาติ’ หรือ สมช.ให้พิจารณาก่อน โดยจะมีการประชุมกันในวันพรุ่งนี้”
นักข่าวถาม “การประชุม สมช.ในวันพรุ่งนี้ (๒๒ เม.ย.) จะมีการหารือเรื่อง MOU 2543-2544 หรือไม่?”
ท่านสีหศักดิ์ยอมรับว่า “อยากให้มีการหารือ”
โดยให้พิจารณาเรื่อง MOU 44 ก่อน
เพราะไทยเราจะ “ยกเลิก”
ส่วน MOU 43 จะนำมาหารือ “ในรายละเอียด” ด้วย
ประเด็นยกเลิก MOU 44 นั้น ท่านสีหศักดิ์แย้มว่า
“มีเครื่องมือที่จะมาทดแทน MOU 44……
แต่จะเป็นอะไรนั้น ท่านไม่ขอเปิดเผย เนื่องจากเป็นเรื่องท่าทีที่จะต้องไปเจรจากับฝ่ายกัมพูชา
“ส่วน MOU 43 จะต้องปรับอย่างไร?” นักข่าวถาม
ท่านสีหศักดิ์ตอบว่า “จะต้องคำนึงถึงข้อกังวลของฝ่ายต่างๆ ซึ่งมีความเห็นมาหลายทาง ที่ต้องมาดูว่า สิ่งใดจะเป็นประโยชน์ต่อการเจรจาต่อไป”
เมื่อถามว่า “ทางกองทัพห่วงการปฏิบัติการที่เลยกรอบ MOU 43 ไปแล้วนั้น จะต้องปรับแก้อย่างไร?”
ท่านกล่าวตอบ “ต้องมองในภาพรวม เนื่องจาก MOU 43 หากมองในเรื่องความมั่นคงชายแดน จะต้องดูในภาพรวม ไม่ใช่เรื่องการปักปันเขตแดนอย่างเดียว”
“ประชาชนกังวลเรื่องแผนที่ใน MOU 43” นักข่าวยกประเด็นขึ้นถาม
ท่านสีหศักดิ์ก็ตอบ “เราก็รับทราบข้อกังวล ซึ่งข้อเท็จจริงแผนที่ที่ใช้ ไม่ใช่แค่แผนที่อัตราส่วน ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ เพียงอย่างเดียว ยังมีเอกสารอื่น”
เมื่อถามต่อ “แผนที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ ที่ทางกัมพูชาแนบมากับ MOU 43 จะส่งผลให้เราเสียเปรียบหรือไม่?
“รัฐมนตรีต่างประเทศ” กล่าวว่า…..
“แผนที่เป็นส่วนหนึ่งของสนธิสัญญา แต่ก็มีข้อความที่ปรากฏในสนธิสัญญา การปักปันเขตแดนต้องดูที่ “สันปันน้ำ” และต้องดูองค์รวมทั้งหมด”
ถามย้ำว่า “การปักปันเขตแดนต้องยึดตามสันปันน้ำใช่หรือไม่?”
“ใช่… ก็ต้องดูตรงนั้นด้วย” ท่านสีหศักดิ์ย้ำหนักแน่น พร้อมกล่าวแบบมีนัยสำคัญว่า
“และจริงๆ เรามีแผนที่ของเรา ซึ่งจะเอามาใช้ประกอบการพูดคุยด้วย แต่ถ้าจะคุยกัน จะต้องคุยเรื่องความมั่นคงชายแดนทั้งหมด”
เอ้า….สรุป!
MOU 44 เลิกได้เลย
ส่วน MOU 43 ยังต้องดูในรายละเอียด เพราะถือเป็นสนธิสัญญา
แผนที่มาตราส่วน ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ ที่เขมรกอดแน่นนั้น เป็นแผนที่ฝรั่งเศสขีดขึ้นเองฝ่ายเดียว ไม่มีผลอะไร
ที่ใช้แน่ๆ คือ การปักปันเขตแดนต้องยึด “สันปันน้ำ” และแผนที่มาตราส่วน ๑ : ๕๐,๐๐๐ ที่เป็นมาตรฐานสากล
ส่วน “ไต๋” เรื่องนี้ทั้งหมด แบออกมาเมื่อไหร่ “เขมรหงายท้อง”
อยู่ในกระเป๋าท่านสีหศักดิ์เรียบร้อยแล้ว!
เปลว สีเงิน
๒๒ เมษายน ๒๕๖๙

