1 เมษายน 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดโครงการ “ไทยช่วยไทย ลดภาระ ลดค่าครองชีพ” ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล โดยระบุว่า รัฐบาลเร่งบรรเทาภาระประชาชนจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น ท่ามกลางความผันผวนของราคาพลังงานโลก ด้วยการผนึกกำลังกระทรวงพาณิชย์และภาคเอกชน ลดราคาสินค้าจำเป็นกว่า 3,000 รายการ เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 เป็นต้นไป
นายอนุทิน กล่าวว่า รัฐบาลตระหนักถึงผลกระทบจากสถานการณ์พลังงานโลกที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจและค่าครองชีพของประชาชน จึงสั่งการให้กระทรวงพาณิชย์เร่งออกมาตรการดูแลราคาสินค้า โดยร่วมมือกับห้างค้าส่ง-ค้าปลีกและผู้ผลิตทั่วประเทศ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าราคาประหยัดได้อย่างทั่วถึง
“ขอเชิญชวนประชาชนเลือกซื้อสินค้าราคาพิเศษภายใต้สัญลักษณ์โครงการ ตั้งแต่ 1 เม.ย. เป็นต้นไป รัฐบาลจะติดตามราคาสินค้าอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุด และเชื่อว่าความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยพยุงเศรษฐกิจไทยให้ผ่านช่วงเวลาท้าทายไปได้” นายอนุทินกล่าว
ด้าน ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า โครงการดังกล่าวเกิดจากความร่วมมือกับผู้ประกอบการค้าส่ง-ค้าปลีกและซัปพลายเออร์รายใหญ่รวม 20 ราย อาทิ กลุ่มโมเดิร์นเทรดและผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคชั้นนำ เพื่อจัดโปรโมชั่นลดราคาสินค้าจำเป็น โดยเน้นสินค้าเฮ้าส์แบรนด์และสินค้าแบรนด์รองที่มีคุณภาพในราคาที่เข้าถึงได้
สำหรับสินค้าที่เข้าร่วมโครงการ แบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่
1. สินค้าอุปโภค เช่น สบู่ แชมพู ผงซักฟอก ยาสีฟัน
2. สินค้าบริโภค เช่น ข้าวสาร น้ำตาล ซอสปรุงรส น้ำมันพืช บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และอาหารกระป๋อง
ทั้งนี้ สินค้าจะลดราคาตั้งแต่ 25–58% ครอบคลุมจุดจำหน่ายทั่วประเทศ ช่วยลดค่าใช้จ่ายให้ประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมทั้งเปิดช่องทางการตลาดให้ผู้ประกอบการรายย่อยไปในตัว
นางศุภจี กล่าวเพิ่มเติมว่า ในระยะต่อไป กระทรวงพาณิชย์มีแผนนำสินค้าชุมชนและสินค้า SME จากทุกจังหวัดเข้าร่วมโครงการ เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้าและกระจายรายได้สู่เศรษฐกิจฐานราก
ขณะที่นายอนุทินย้ำว่า โครงการนี้ไม่ใช่เพียงมาตรการระยะสั้น แต่เป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการดูแลประชาชน และสะท้อนพลังความสามัคคีของคนไทย
“ไทยช่วยไทย คือคำตอบในช่วงเวลาที่ยากลำบาก เราต้องช่วยกันดูแลคนไทยด้วยกันเอง เพื่อให้ทุกคนก้าวผ่านวิกฤตไปได้อย่างมั่นคง” นายอนุทินกล่าวทิ้งท้าย.
