“ไทย” ธาตุแท้เป็น “ทอง” #เปลวสีเงิน

เปลว สีเงิน

 ร้อนจนขนจมูกไหม้แบบนี้…..

ขืนคุยแต่เรื่องเครียดๆ พาลจะคลุ้มคลั่งกันไปใหญ่

ไม่ดี..ไม่ดี

ฉะนั้น วันนี้ คุยเรื่องขำๆ คลายเครียดกันบ้างดีกว่า นิ

วานซืน พอรัฐบาลบอก…ที่นี่วุ่นวายหนอ ที่นี่แตกตื่น-กักตุนหนอ…ปล่อยดีเซลราคาลอยตัวดีกว่าหนอ

เท่านั้นแหละ เมื่อวาน (๒๕ มี.ค.๖๙) ก็มีภาพ-ข่าวหราในโซเชียลว่า

“สถานการณ์น้ำมันในพื้นที่ชายแดนไทย-เมียนมา แม่สอด จังหวัดตาก เริ่มคลี่คลาย และเข้าสู่ภาวะปกติ

ช่วงเช้าชาวบ้านเริ่มใช้บริการตามสถานีน้ำมันต่างๆ ปรากฏว่าไม่มีการต่อคิวเป็นแถวยาวหรือเข้าแถวรอเติมน้ำมันแต่อย่างใด

และไม่มีรถบรรทุกขนส่งสินค้า, รถบรรทุกขนาดเล็ก มาต่อคิวยาวเหมือนก่อนหน้านี้ และไม่มีป้ายบอก “น้ำมันหมด”

เด็กปั๊มบอก “มีน้ำมันให้บริการทุกชนิดทั้งดีเซลและเบนซิน”

แสดงให้เห็นว่าวิกฤตขาดแคลนน้ำมันที่ชายแดน อ.แม่สอด เริ่มคลี่คลายและเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว

ขำเรื่องที่สอง “เจ๊ดวง” โพสต์เฟสต์ด้วยข่าวว่า

“รอบ 3 มาแน่! พลเอกเตีย เซ็ยฮา รมต.กลาโหมเขมร รับสั่งตรงจาก ฮุน เซน

ประกาศ หากไทยไม่คืนพื้นที่ “บ้านหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว” ให้ชาวบ้านกัมพูชา ก่อน 1 เม.ย.นี้

เตรียมรับรอบ 3 ได้เลย

ทหารเขมรกว่า 3 หมื่นนาย พร้อมประชิดชายแดนทันที!

สืบเนื่องในเรื่องกรณีเดียวกัน‎ ผู้ใช้นามว่า “บ้านดีงบน้อย” ก็โฟสต์เฟซตามมาว่า

“มาลีปฎิเสธข่าวลือเปิดฉากรอบ 3

ย้ำเขมรยึดมั่นสันติภาพ

พร้อมแก้ปัญหาชายแดนผ่านกฎหมายสากล

ตานี้มาถึงเรื่อง “ขำที่สร้างสรรค์” ควรสรรเสริญกันบ้าง เมื่อวาน มีประชุมสภาผู้แทนราษฎร ปรากฎภาพน่ารัก-น่าเอ็นดูขึ้น

นักเรียน เอ๊ย…ขอโทษ สส.ทั้งพรรคภูมิใจไทย พรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ และหลายพรรคหลายสส. ต่างหิ้วปิ่นโตมาจากบ้าน

ตอนเที่ยง แทนที่จะรับประทานอาหารมื้อละ ๕ แสนบาทที่สภาจัดไว้ให้ สส.หลายท่าน กลับไปซื้ออาหารที่โรงอาหารรัฐสภารับประทาน

นำโดยท่านประธานรัฐสภา “โสภณ ซารัมย์” ท่านสั่งข้าวกะเพราถาดมานั่งรับประทาน

ฝ่ายประชาธิปัตย์ทางพรรคก็เตรียมอาหารบุปเฟต์มาให้สส.ของพรรคตักรับประทานตามใจชอบ

ไม่เพียงเท่านี้ ยังมีสส.อีกจำนวนมาก ปฎิเสธอาหารมื้อละ ๕ แสน มาควักกระเป๋าซื้ออาหารจานเดียวรับประทานที่โรงอาหารสภาแทน

สำหรับ “หมอวรงค์ เดชกิจวิกรม” ผู้จุดพลุให้ตัดงบสส.มื้อละ ๕ แสน ท่านก็ลงมาซื้ออาหารที่ห้องอาหารสภาด้วยเช่นกัน

สรุปแล้ว เท่าที่ผมสำรวจตรวจจากข่าว

ไม่มีพรรคไหน “ไม่เห็นด้วย” ในเรื่องตัดงบค่าอาหารสส.หัวละ ๑,๐๐๐ บาท/วัน

ทั้งพรรคภูมิใจไทย ทั้งพรรคประชาชน ทั้งพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคอื่นๆ แสดงออกถึงความเห็นด้วย “ให้ตัดงบนี้”

ด้วยการลงมาซื้ออาหารรับประทานกันเองที่ห้องอาหาร

ก็เป็นนิมิตหมายที่ดี

น่าสรรเสริญสส.ทุกพรรค ทั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่าทุกพรรค-ทุกท่าน ทำตามข้อเสนอหมอวรงค์

หรือฝืนใจทำ เพราะทนความกดดันจากกระแสสังคมไม่ไหว

ไม่ใช่อย่างนั้นเลย

โดยเนื้อแท้ ก็ไม่มีคนไหนเข้ามาเป็นสส.ด้วยหวังกินอาหารฟรี มื้อละ ๕ แสนบาท แต่เป็นบริการจากฝ่ายบริหารรัฐสภา เขาตั้งงบจัดหามาไว้ให้

ก็เลยตามเลยกันตลอดมา

ทั้งที่ ในทุกหัวใจสส.รู้อยู่เต็มอกว่า ยังมีคนที่จำเป็นต้องได้รับค่าอาหารมากกว่าสส.อีกมาก

เช่น ค่าอาหารกลางวันเด็กนักเรียน ค่าอาหารทหารเกณฑ์และทหารในแนวหน้า

คนป่วย-คนพิการ คนชรา ซึ่งเป็นผู้ด้อยโอกาสทางสังคม

แต่ก็นั่นแหละ เหมือนงานพิธีทั่วไป

ถ้าไม่มีคนส่งเสียงโห่นำขึ้นก่อน ก็จะไม่มีคนฮิ้ววววตาม

เหมือนพระ ถ้าหัวแถวไม่ตั้งนะ…ก็จะไม่มีสียง…โม รับตามไปเป็นลำดับ

นี่ก็เช่นกัน เมื่อหมอวรงค์ท่านส่งเสียงโห่ขึ้น

ตอนนี้ ทั้งสภาก็ส่งเสียงฮิ้วววว ขานรับพร้อมเพรียงกัน!

ที่เป็นเช่นนี้ เพราะด้วย “ธาตุดี” ของสส.เอง ส่วนหมอวรงค์เป็นแค่ส่งเสียงกระตุ้นสติเท่านั้น

ด้วยจิตใต้สำนึกของแต่ละสส.จึงเป็นแส้เฆี่ยนโบยใจให้ทุกคนพร้อมสละค่าอาหาร ๑,๐๐๐ ต่อวัน ต่อคน รวม ๕๐๐,๐๐๐ บาท/วัน

โดยยินดีซื้ออาหารรับประทานกันเอง!

ก็ต้องขอบคุณ ความเป็นผู้ใหญ่ใจกว้าง ไม่มีอัสมิมานะในความเป็นประธานรัฐสภาของท่าน “โสภณ ซารัมย์”

หลังจากหมอวรงค์เสนอ….

ท่านก็ทำหนังสือเวียน “สอบถามความเห็น” เรื่องงบอาหารสส.ผู้ติดตามสส.จาก ๘ ให้เหลือ ๓ คน ไปยังทุกพรรค ในทันที

และเมื่อวาน วันประชุมสภา ถ้าท่านจะรับประทานอาหารที่รัฐสภาจัดให้ตามงบ ก็ไม่มีใครว่าท่านได้

แต่ท่านเลือกที่จะ “ทำ” ให้เป็นตัวอย่างแทนการ “พูด” โดยลงมาซื้ออาหารรับประทานเองที่โรงอาหาร

ผมก็เชื่อว่า ด้วยนิมิตนี้ ….

ในงบประมาณปีต่อๆ ไป งบอาหารสส.จะถูกตัดออกไป และคณะทำงานสส.จาก ๘ คนจะเหลือ ๓ คน

เอาเงินส่วนนี้หลายร้อยล้านบาทเกลี่ยแบ่งเป็นงบค่าอาหารเด็กนักเรียนและค่าอาหารทหารเกณฑ์-ทหารในแนวหน้า

โดยไม่ต้องไปตัด “เบี้ยเลี้ยงอันน้อยนิด” ของทหารอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้

สมาชิกรัฐสภาทุกคน ก็จะได้รับเสียงสรรเสริญจากภาพลักษณ์ใหม่และคำขอบคุณจากใจประชาชนทุกคน

และอ้อ…เงื่อนไขการตัดงบอาหารและผู้ติดตามสส.นี้ ให้หมายรวมถึงสว.ด้วย!

ถ้าสังคมอยู่กันด้วยน้ำใจและความเกื้อกูลต่อกัน พวกเราทั้งหลายก็ไม่ต้องไปหาสวรรค์ที่ไหน

สวรรค์อยู่ที่ “บ้านเมืองไทย” ของเรานี่แหละ!

ขอพวกเราคนไทย อย่ารุ่มร้อนใจกันไปจนเกินเหตุ เกิดอะไรขึ้นโน่นนิดนี่หน่อย ก็ทนไม่ได้ ตีโพยตีพาย ด่าท่อ โทษกันไปโทษกันมา

ขออย่าเป็นเช่นนั้นเลยครับ!

ทุกอย่างในประเทศเรา มีมากกว่าความต้องการของเราด้วยซ้ำ หากแต่ด้วยบางครั้ง-บางคราว พวกเราเผลอใจ ปล่อยให้ความโลภ ความเห็นแก่ตัวเข้าครอบงำ

อะไรๆ ที่เหลือเฟือ เมื่อเกิดความโลภ ทุกอย่างมันก็ขาด มันก็ไม่พอไปทุกสิ่งแหละ

ผมไปอินเดีย ทุกคนลงความเห็นว่า คนจนในอินเดียมากเหลือเกิน ลงรถที เหมือนมีฝูงผึ้งมารุมตอมเกสรดอกไม้

ถ้าถามเขา เขาจะบอกว่า เขาไม่จน เขาไม่เคย “ไม่พอใจ” ในชีวิตเขา

เพราะกา ร“ขอ” ของเขา ไม่ใช่ “ขอทาน”

หากแต่มันเป็นการทำ “หน้าที่” อย่างหนึ่งทางสังคม

ถ้าสังคมโลกไม่มีการ “ขอ” แล้วจะมีการ “ให้ เกิดขึ้นได้มั้ย?

เพราะการ “ให้”…..

“ช่วยสร้างความสามัคคี ความรัก ความเห็นอก-เห็นใจกัน เป็นบ่อเกิดแห่งทานบารมี ทำให้จิตใจใสสะอาด และบริสุทธิ์”

แล้วสิ่งสูงส่งอย่างนี้ จะเกิดได้อย่างไร….

ถ้าพวกเขาไม่ทำหน้าที่เป็น “ผู้ขอ”?!

ผมฟังแล้วก็หมดคำแย้ง และสิ้นสงสัยว่า ทำไมอินเดียจึงเต็มไปด้วยผู้ขอ

ก็ออกนอกเรื่องอีกจนได้ ผมนี่…. มาเขาเรื่องกันดีกว่า

เมื่อวาน คุณ “Rujira Chabplan” โพสต์เฟซ ว่า

🇹🇭 ไทยเบอร์ ๑ อาเซียน เผยเบื้องหลังเรือไทยผ่าน “ช่องแคบฮอร์มุซ” สำเร็จท่ามกลางสงคราม 🚢💥

โลกต้องทึ่ง เมื่อเรือบรรทุกน้ำมันของ “บางจาก” และเรือของ  “SCG Chemicals” กลายเป็นเรือกลุ่มแรกๆ ของโลก

และชาติแรกในอาเซียนที่ได้รับ “สิทธิพิเศษ” ล่องผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างปลอดภัย ท่ามกลางวิกฤต ตึงเครียดที่ทั่วโลกขยับตัวยาก

หลายคน อาจเห็นภาพการทูตเบื้องหน้า

แต่เบื้องหลังความสำเร็จนี้ คือ การผนึกกำลังของ “ตัวจริง” ทั้งสายรัฐและสายสัมพันธ์พิเศษ

🤝 พลังการทูตและคอนเนคชัน “ผู้ปิดทองหลังพระ”

ความสำเร็จครั้งนี้ ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย แต่เกิดจากการประสานงานที่โลกต้องยอมรับ

ท่าน “ซัยยิดสุไลมาน ฮูซัยนี” และ “ดร.เลอพงษ์ ซายีด” (ท่านมุมิน) ผู้มีบทบาทสำคัญยิ่ง ในการใช้ความสัมพันธ์ทางศาสนา และภาคประชาชน

เชื่อมต่อ “สายตรง” กับผู้มีอำนาจในอิหร่าน สร้าง “ความไว้วางใจ” ที่การทูตแบบปกติอาจเข้าไม่ถึง

“คุณสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว” รมว.ต่างประเทศ มือประสานหลังบ้านที่ต่อสายตรงถึง “รมว.ต่างประเทศอิหร่าน”

ยืนยันจุดยืน “ไทยเป็นกลาง” จนได้รับการตอบรับเชิงบวก

“คุณศุภจี สุธรรมพันธุ์” รมว.พาณิชย์ ใช้กลยุทธ์ “การค้าต่างตอบแทน” ส่งออกอาหารแลกความสะดวกด้านพลังงาน

เปลี่ยนไทยให้เป็น “มิตรแท้ในยามยาก” ของอิหร่าน

ในขณะที่หลายชาติ ต้องรอการเจรจาอันยาวนาน แต่ไทยกลับผ่านได้ทันที

เพราะเราใช้ “การทูตไผ่ลู่ลม” ที่ผสมผสานระหว่างนโยบายรัฐ กับบารมีของผู้นำทางจิตวิญญาณ และผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง

ทำให้อิหร่าน “ยอมเปิดทางให้” ในฐานะพันธมิตรที่ “จริงใจและเป็นประโยชน์”

อิหร่านย้ำชัด “เราจะไม่ลืมมิตรแท้”

นี่คือบทพิสูจน์ว่า เมื่อความแข็งแกร่งทางการทูต มาเจอกับคอนเนคชันที่ลึกซึ้ง ผลลัพธ์ที่ได้คือ

ผลประโยชน์สูงสุดของประเทศไทยบนเวทีโลก 🇹🇭✨

และ “หมอวรงค์ เดชกิจวิกรม” ท่านโพสต์ในเรื่องเดียวกัน

วรงค์ เดชกิจวิกรม – Warong Dechgitvigrom

#เรือไทยผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

เฟซบุ๊ก IR Iran Embassy in Bangkok Thailand ของสถานทูตอิหร่านประจำประเทศไทย ได้โพสต์ว่า

“เราขอแจ้งให้ประชาชนชาวไทยทราบว่า ด้วยความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างสองประเทศของเราและรัฐสุลต่านโอมาน

เรือไทยลำหนึ่งได้แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซอย่างสงบสุข เราให้ความสำคัญกับมิตรภาพของเราและจะไม่ลืมมิตรสหายของเรา”

ผมในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย ขอขอบคุณรัฐบาลอิหร่าน ประชาชนชาวอิหร่าน รัฐสุลต่านโอมาน และประชาชนชาวโอมาน

ที่ทำให้เรือไทยสามารถผ่านช่องแคบฮอร์มุซอย่างปลอดภัย และจะไม่ลืมมิตรภาพและมิตรสหายของเราเช่นกันครับ

ท้ายนี้….

ต้องขอบคุณรัฐบาลไทยด้วยครับ ที่ประสานเรื่องนี้ได้สำเร็จ

…………………………………..

วันนี้คุยเรื่องรัฐสภาที่สร้างสรรค์และรัฐบาลที่สรรค์สร้างก็สบายใจ พราะตอนนี้ ไทยพ้นเขตอันตรายแล้ว

เข้าโซนประชาชนพ้นทุกข์ บ้านเมืองเป็นสุข สินค้าจะผลิตไม่ทันขาย ผู้คนจะหนีตาย หอบเงิน-หอบทอง มาพึ่งอาศัย ใต้ชายคาเมืองไทย-เมืองพุทธ

เรื่องสหรัฐฯ แกว่งตีนไปหาเสี้ยน จนถูกเสี้ยนตำ จนแคะไม่ออก ทำแก้เขิน ด้วยการเสนอแผน ๑๕ ข้อ “ยุติสงคราม” นั้น มีดังนี้

๑.สหรัฐฯ จะยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรทั้งหมดต่ออิหร่าน

๒.สหรัฐฯ จะช่วยเหลือพัฒนาโครงการนิวเคลียร์ผลิตไฟฟ้า

๓.จะยกเลิกความเสี่ยงของการกลับมาคว่ำบาตรอีกครั้ง

๔.โครงการนิวเคลียร์อิหร่าน จะถูก “แช่แข็ง” ภายใต้กรอบสหรัฐฯ กำหนด

๕.ให้อิหร่านคงยูเรเนียมเสริมสมรรถนะไว้ได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้กำกับดูแลและขีดจำกัดที่ตกลงกัน

๖.โครงการขีปนาวุธจะถูกพิจารณาในภายหลัง พร้อมข้อจำกัดด้านจำนวนและพิสัย

๗.การใช้โครงการนิวเคลียร์จำกัดเฉพาะเพื่อวัตถุประสงค์พลเรือน/ป้องกันเท่านั้น

๘.อิร่านต้องหยุดการพัฒนาศักยภาพนิวเคลียร์ที่มีอยู่

๙.ห้ามขยายขีดความสามารถในการเสริมสมรรถนะเพิ่มเติม

๑๐.ห้ามผลิตวัสดุนิวเคลียร์ระดับอาวุธบนแผ่นดินอิหร่าน

๑๑.ส่งมอบวัสดุเสริมสมรรถนะทั้งหมดให้กับ IAEA ภายในกรอบเวลาที่ตกลงกัน

๑๒.ยุติการใช้งานโรงงานนิวเคลียร์ Natanz, Isfahan และ Fordow

๑๓.บังคับใช้ระบบตรวจสอบและยืนยันผลโดยนานาชาติ

๑๔. ดำเนินการเป็นขั้นตอน โดยผูกกับการปฏิบัติตามข้อตกลง

๑๕.ข้อตกลงเพิ่มเติมด้านภูมิภาคและความมั่นคงระหว่างคู่เจรจา

นี่ผมนำมาจาก “Thanong Fanclub” และท่านสรุปไว้ ดังนี้

💡 สรุปให้เข้าใจง่าย:

ฝั่งสหรัฐฯ เสนอ “แลกกัน” ระหว่าง ยกเลิกคว่ำบาตร + ช่วยพัฒนา

กับการที่ อิหร่านต้องจำกัด/หยุดโครงการนิวเคลียร์อย่างเข้มงวด

แต่ยังเปิดช่องเรื่องขีปนาวุธไว้เจรจาทีหลัง (จุดที่อาจเป็นประเด็นใหญ่)

ทีนี้ผมสรุปมั่ง…..

การยื่นข้อเสนอเท่ากับสหรัฐฯ แพ้อิหร่านไปแล้วครึ่งตัว

สหรัฐฯ “เปิดช่องแคบฮอร์มุซ” ได้เมื่อไหร่ นั่นแหละ

ค่อยมาคุยว่า..กูชนะแล้ว!

เปลว สีเงิน

๒๖ มีนาคม ๒๕๖๙

Line Open Chat *เพิ่มช่องทางการรับข่าวสาร จากเว็บไซต์ *อ่านคอลัมน์ เปลว สีเงิน ก่อนใคร *ส่งตรงถึงมือทุกคืน *เปิดกว้างเพื่อแฟนคอลัมน์พูดคุยแบบกันเอง ทุกเรื่องราว ข่าวสารบ้านเมือง สังคม ฯลฯ
Written By
More from plew
เปิดประเทศ “เปิดตรงไหน?” – เปลว สีเงิน
เปลว สีเงิน คืนวานซืน (๑๑ ตค.๖๕) วันนี้ ผมอยากประกาศ หนึ่งก้าวเล็กๆ ……… แต่เป็นก้าวที่สำคัญ ที่เรากำลังจะเดินหน้า บนเส้นทางที่จะช่วยให้พี่น้องประชาชน...
Read More
0 replies on ““ไทย” ธาตุแท้เป็น “ทอง” #เปลวสีเงิน”