ประกันสังคมไม่ใช่ซ้ายหรือขวา แต่คือสัญญาประชาคมที่ไทยต้องกล้าซ่อม

บทความโดย
น.ส.วีรินทร์ อรวัฒนพันธุ์
ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กรกรรมการ
คณะกรรมการข้อมูลข่าวสารสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.)

“ในวันที่สังคมไทยสู้กันด้วยอารมณ์ บทความนี้ขอชวนถอยออกมาหนึ่งก้าว เพราะทางรอดที่แท้จริง ไม่เคยมีอยู่ในสองขั้วที่กำลังปะทะกัน”

ความขัดแย้งในสังคมไทยมักติดหล่มอยู่ใน “กับดักทวิลักษณ์” หรือ Binary Opposition คือการมองทุกอย่างเป็นสองขั้ว ทั้งที่ในความเป็นจริง ปัญหาสาธารณะอย่าง ระบบประกันสังคม เป็นเรื่องของ “สัญญาประชาคม” (Social Contract) ที่ซับซ้อนกว่านั้นมาก เราต้องยอมรับความจริงที่เจ็บปวดก่อนว่าระบบที่ใช้อยู่กำลังเผชิญกับ “วิกฤตความไว้วางใจ” ผสมกับ “ระเบิดเวลาของประชาชน” ซึ่งหากไม่ขยับขยายวิธีคิด เราจะพบกับจุดจบที่ไม่มีใครชนะ

เมื่อ “รัฐ” ไม่ใช่แค่ผู้คุมกฎแต่คือ “หุ้นส่วน” ประกันสังคมไม่ใช่สวัสดิการที่รัฐหยิบยื่นให้ แต่เป็น Mutualism หรือการพึ่งพาอาศัยกัน Case Study ที่น่าสนใจคือ ประเทศเยอรมนีที่ใช้ระบบ “Self-Governance” โดยให้ตัวแทนลูกจ้างและนายจ้างบริหารจัดการกองทุนเองผ่าน Board ที่มีความเป็นอิสระสูงจากการเมือง ปัญหาของไทยคือ “ความเป็นรัฐ” ที่เข้มข้นเกินไป ทำให้คนรู้สึกว่าเงินของเขาถูกนำไปใช้โดยที่เขาไม่มีอำนาจตัดสินใจ การปฏิรูปที่แท้จริงต้องเริ่มจากการสร้าง Institutional Autonomy หรือการทำให้กองทุนประกันสังคมมีความเป็นอิสระจากการครอบงำทางการเมืองอย่างเด็ดขาด

บทเรียนจากสวีเดนหากวิเคราะห์ในมุมการเงิน ระบบ “Pay-as-you-go” คนรุ่นใหม่จ่ายให้คนรุ่นเก่าของไทยกำลังล้มเหลวเพราะโครงสร้างประชากรเปลี่ยนไปอย่างถาวร ประเทศสวีเดนเคยเผชิญวิกฤตระบบบำนาญมาแล้วเช่นกัน สวีเดนจึงเปลี่ยนมาใช้ระบบ NDC คือการสร้างบัญชีเสมือนจริงที่คำนวณตามเงินที่จ่ายจริงบวกกับผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ แต่จุดสำคัญคือมีระบบ “Automatic Balance Mechanism” ที่ปรับเปลี่ยนตามภาวะเศรษฐกิจและอายุขัยเฉลี่ยโดยอัตโนมัติ สังคมไทยต้องกล้าพูดเรื่อง “ความยั่งยืนทางการคลัง” อย่างตรงไปตรงมา การเพิ่มเพดานเงินสมทบหรือการขยายอายุเกษียณไม่ใช่การกลั่นแกล้ง แต่คือความจำเป็นจากการคำนวณทางคณิตศาสตร์ที่ต้องแลกมาด้วยความโปร่งใสในการบริหารกองทุน

เราต้องก้าวข้ามความขัดแย้งด้วย “ความจริงใจ” ความขัดแย้งในไทยเกิดจากการที่แต่ละฝ่ายนิยาม “ความยุติธรรม” ต่างกัน ฝ่ายหนึ่งมองว่า “ฉันจ่ายเงินไป ฉันต้องได้สิทธิที่คุ้มค่า” (Individualism) ส่วนอีกฝ่ายนึงก็มองว่า “ต้องช่วยประคองคนตัวเล็กในสังคม” (Solidarity) ดังนั้นทำให้คนรู้สึกว่าการจ่ายประกันสังคมไม่ใช่การ “ถูกปล้น” แต่คือการ “ซื้อประกันความเสี่ยงร่วมกัน” (Social Insurance) โดยรัฐต้องพิสูจน์ให้เห็นว่าเงินทุกบาทถูกบริหารด้วยมืออาชีพอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ใช่ความหย่อนยานของระบบราชการ เรื่องนี้ไม่ใช่การเลือกข้างระหว่าง “ขั้วซ้าย” หรือ “ขั้วขวา” แต่คือการยกระดับไปสู่การบริหารจัดการที่ใช้หลักทางรัฐศาสตร์ (ความเป็นธรรม) + การเงิน (ความเป็นจริง) + มนุษยธรรม (ความเข้าอกเข้าใจ)

ไทยควรพิจารณาโมเดล “Flexible Retirement” และการมี “Personalized Dashboard” ที่โปร่งใส เพื่อให้ประชาชนทุกคนเห็น “อนาคต” ของเงินตนเองในแบบ Real-time ซึ่งจะช่วยลดแรงเสียดทานและสร้างความเชื่อมั่นกลับคืนมา ความขัดแย้งจึงจะยุติลงได้ ไม่ใช่ด้วยการบังคับให้เห็นตรงกัน แต่ด้วยการสร้างระบบที่ทุกคนเห็นว่า “เป็นธรรมต่อส่วนรวม และคุ้มค่าต่อส่วนตน”.

Written By
More from pp
Taiwan Excellence โชว์ขีดความสามารถด้านการแพทย์ระดับโลก ผ่านนวัตกรรมสุดล้ำในงาน Medical Fair Thailand 2025
17 กันยายน 2568– Taiwan Excellence ปิดฉากความสำเร็จอย่างงดงามในงาน Medical Fair Thailand 2025 ที่จัดขึ้น ระหว่างวันที่...
Read More
0 replies on “ประกันสังคมไม่ใช่ซ้ายหรือขวา แต่คือสัญญาประชาคมที่ไทยต้องกล้าซ่อม”